p@wn's profilep@wn SpacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    January 27

    พักสายตา มาบ่นเรื่องตัวเอง

     
    หลังจากตรากตรำ coding มาร่วมสิบชม.ติดต่อกัน  เลยขออู้งานหน่อย ( ตอนนี้กำลังทำเว็บให้ร้านพี่แบงค์  ร้านอาหารไทยใน queens )
    เอิ่ม  เพิ่งมาเห็นว่าไม่ได้อัพบล๊อคมานานมากกกกกกแย้ว  ไม่รู้จะมีใครเข้ามาอ่านอีกรึเปล่าเนี่ย  โคตรจะหลายเหตุผลเลยที่ไม่ได้อัพ blog ลองลิสต์ ๆ มาได้เกินกว่า 20 ข้อ  
    ตั้งแต่เหตุผลสิ้นคิดอย่าง เวลาไม่มี  / ไม่มีเรื่องให้เขียน  (อืมม์ เป็นไปได้แฮะ) / ต้องทำงานอื่น จนไปถึงเหตุผลที่ว่า มีงานอดิเรกอย่างอื่นให้ทำ 
     
    พอเข้ามา space ตัวเองอีกทีก้อพบว่า  เห้ย  นี่กรูร้างลาการเขียน space ไปนานขนาดนี้เลยรึเนี่ย
    แต่ก็ยังไม่มีอารมณ์จะหาเรื่องมาเขียนอยู่ดี  เล่าเรื่องตัวเองดีกว่า  (ปกติไม่ค่อยชอบเล่าเรื่องส่วนตัวเท่าไหร่นะเนี่ย  ก็มันน่าอ่านซะที่ไหนหล่ะ)
     
    ตั้งแต่มา NYC เนี่ย  ความคาดหวังเกี่ยวกะการเรียน + ใช้ชีวิตในเมกาก้อเปลี่ยนไปเยอะทีเดียว
    อะไรที่เคยคิดว่ายาก  บางครั้งก็ง่ายกว่าที่คิดไว้  ออน ดิ อาเด้อ แฮนด์ บางอย่างที่คิดว่ามันไม่เท่าไหร่  กลับยากกว่าที่คิดอ่ะ  -  -''
    ยกตัวอย่างเช่น  ภาษา  ตอนแรกนึกว่าต้องปรับตัวเยอะ  แต่ปรากฏว่า  ฟัง - พูดได้ละเมียดกว่าที่คาดไว้เยอะ ยกเว้นกรณีเดียวคือ  พวก non-native ทั้งหลาย
    แต่ก็ยังไม่จัดว่ามีปัญหาเท่าไหร่  ส่วนเรื่องที่คิดว่าง่าย  เช่นหางานเสริฟร้านอาหาร  ดันยากซะงั้น  พับผ่าสิ
     
    อยู่มาได้สี่เดือนกว่า  สรุป fact ของ NYC ได้ดังนี้
     
    1.) คนมาที่นิวยอร์คนี่  ต่างจากคนในรัฐอื่น ๆ ลิบลับ   เพราะ range ของระดับของคนนี่  กว้างมากกกก  มีตั้งกะเด็กทุนคิง เรียนเก่งสาดดๆ 
    ไปจนถึง เด็กที่มาหางานอย่างเดียว  ฉะนั้นความแตกต่างย่อมหลากหลายมั่ก ๆ  การคบคนก้อต้องระวังตัวมากขึ้นเช่นกัน
     
    2.) นักเรียนไทยที่มาที่นิวยอร์ค  น้อยคนนักที่จะไม่ทำงาน  อย่างน้อย ๆ ๆ ที่สุด  ก้อต้องทำงานอะไรซักอย่าง  ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น  wait เสมอไป
    แต่อย่างน้อยก้อต้องทำหล่ะ  นิด ๆ หน่อย ๆ ก้อทำกัน
     
    3.) ใครที่เคยคิดว่ามาเรียน ny จะ hang out กับเพื่อนเป็นกลุ่ม ๆ  เที่ยวละไปจัดปาตี้บ้านคนโน้น  บ้านคนนี้หล่ะก็  หยุดคิดไปได้เลย
    จิง ๆ เด็ก NYker จะมีเพื่อนคนไทยเยอะ  (ก็แหง๋หล่ะ คนไทยใน ny มันเยอะนี่)  แต่จะรู้จักเป็นคน ๆ ไป  ไม่ได้เกาะกลุ่มกันเหนียวแน่น
    เหมือนนักเรียนรัฐอื่น  อีกอย่าง  บ้านที่อยู่กัน  ส่วนใหญ่ก้อจะเป็น apartment / dorm / shared room อะไรพวกนี้ซะมากกว่า 
    ฉะนั้นประเภทที่ว่า  ไปปาตี้กันในบ้าน  จัดเตา BBQ มาปิ้งชิว ๆ นี่ ลืมไปได้เลย  อาจจะมีบ้างหลาย ๆ คนที่รวมกลุ่มกันเช่าบ้านทั้งหลัง
    แล้วอยู่ด้วยกัน  กรณีนี้ก้อพอจะหาโอกาสสังสรรค์กันได้  แต่ก็น้อยอ่ะ
     
    4.) คนที่นี่มันเดินกันเร็ว  กินกันเร็ว  เคยมีเพื่อนมาจากต่างรัฐ  เล่นเอางงไปพักใหญ่  แถม subway NYC นี่ เป็นระบบขนส่งที่น่าปวดหัวที่สุดในโลกแล้วมั้ง
    พี่แกเล่นมีสาย 1234 ที่เป็นตัวเลข  มีสาย ABCD เป็นตัวหนังสือ  มีสาย express / local  บางป้ายจอด บางป้ายไม่จอด  บางป้ายปิดเปิดเป็นเวลา
    วันเสาร์อาทิตย์นี่ ใช่ว่าจะเสร่อเดินขึ้นรถได้เลยนะคร้าบบ  มันเปลี่ยนตารางเดินรถแทบจะทุก weekend  บางทีหยุดบริการดื้อ ๆ  ที่แย่ที่สุดคือ  ใช่ว่า
    พอขึ้นรถไปแล้วเนี่ย  จะนั่งชิล ๆ กระดิกติงไปจนถึงปลายทางได้นะ  มันสามารถเปลี่ยนแปลงการเดินรถได้ตลอดเวลา  หูต้องคอยฟังคำประกาศบนรถดี ๆ
    แล้วก้อใช่ว่าจะสักแต่ขึ้น ๆ ๆ รถอย่างเดียว  หูตาต้องคอยสอดส่องด้วยว่า  ขบวนนั้นมันมีอะไรแหม่ง ๆ มั้ย  เช่นถ้าคนน้อยมาก ๆ ให้เดาไว้ก่อนเลยว่า
    ต้องมีอะไรซักอย่างผิดปรกติ เช่น homeless ตัวเหม็น ๆ ๆ ๆ ๆ มาก ๆ ๆ นอนอยู่เป็นต้น
     
    5.) เมืองนี้เป็นเมืองแห่งความหลากหลายอย่างแท้จริง  คาดว่าน่าจะเป็นเมืองต้นแบบสำหรับ metropolitan ทั่วโลกในอนาคตอีกด้วย  คือจำนวนประชากรที่เดิน
    ในเมืองนี่  แทบจะเท่า ๆ กันทุกชาติพันธุ์  เดินแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นกระเหรี่ยงแต่อย่างใด  วัฒนธรรมก็หลายหลายตามไปด้วย  เลยทำให้เป็นเสน่ห์ของเมืองไป
    โดยปริยาย  ศิลปะทุกแขนงก็มารวมกันที่นี่  ตั้งแต่ street art เช่น กลุ่มคนดำมาร้องเพลง เต้นฮิพฮอพริมถนน  ใน subway  คนอเมริกาใต้  เดาว่าเป็นพี่โก้
    มาร้องเพลงภาษา spanish ในรถไฟ   ตามสถานีใหญ่ ๆ เช่น 42nd 34th 14th ก็จะมีคนมาเล่นดนตรี หรือโชว์ปาหี่อะไรซักอย่างนี่ทุกวันเลย
     
    ปล. อู้พอแล้ว  กลับไปทำงานต่อหล่ะ  เด๋วมาต่อคราวหน้า
    October 31

    ว่าด้วยความ perfect : There is no perfect.

    ว่าด้วยความ 'เพอร์เฟ็ค'

    ขำขันที่นิยมเล่ากันทางวิทยุในยุคที่ผมยังเป็นเด็กคือเรื่องนี้  หญิงสาวสองคนคุยกัน
    คนหนึ่งชื่อสมศรี อีกคนหนึ่งชื่อสมทรง (สองชื่อนี้เป็นชื่อตัวละครที่ฮิตมากในขำขันยุคนั้น)

    "ได้ยินว่าเธอพบ 'ชายเพอร์เฟ็ค’ ของเธอแล้ว?"

    "พบแล้วจ้ะ"

    "แล้วทำไมยังไม่แต่งงาน?"

    "เพราะเขายังไม่พบ 'หญิงเพอร์เฟ็ค' ของเขาน่ะซี"

    ขำขันยุคก่อนออกจะเชยๆ อย่างนี้  เรื่องนี้เป็นขำขันก็จริง แต่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงของหลายๆ คนด้วย
    การหาคู่ครองที่ 'เพอร์เฟ็ค' ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กระนั้นหลายคนก็ประกาศว่า จะไม่ยอมแต่งงาน
    หากหาคนที่สมบูรณ์แบบไม่ได้   คำถามคือ โลกนี้มีคนสมบูรณ์แบบจริงหรือ? อะไรคือความ 'เพอร์เฟ็ค' ?
    และวัดค่า 'เพอร์เฟ็ค' ด้วยมาตรฐานใด?

    ความเป็นจริงก็คือ 'เพอร์เฟ็ค' ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ของบางคนคือ รวย+ หน้าตาดี + เก่ง
    ของบางคนคือ รวยอย่างเดียวก็พอ   ความเป็นจริงก็คือหลายคนรักคนที่ถูกคนอื่นทิ้ง
    คุณค่าของคนจึงขึ้นกับมุมมองของแต่ละคน  ความสมบูรณ์แบบก็คล้ายความงาม
    ขึ้นอยู่กับสายตาของคนมองเป็นสำคัญ หรือที่ฝรั่งชอบพูดว่า "Beauty is in the eyes of beholders."

    เมื่อมองหาความสมบูรณ์แบบในงานศิลปะ เราพบว่าความหมายของความสมบูรณ์แบบก็คล้ายๆ กัน
    คือเกิดจาก 'มุมมอง' มากกว่า 'ตัวงาน'   งานกราฟฟิตี้ที่หลายคนบอกว่าเป็นงานขยะ
    อีกหลายคนกลับมองว่างดงาม และก่อให้เกิดอารมณ์ศิลป์ได้

    งานศิลปะก็เป็นเรื่องปัจเจกวิสัย  ลองคิดดู หากเราปาดสีอีกสักสองสามแต้มเล็กๆ ลงบนภาพ โมนาลิซา ของดาวินชี
    หรืองาน ของแวน โก๊ะห์ มันก็ไม่ทำให้ภาพ 'ไม่สมบูรณ์' กว่าเดิมสักเท่าไร เพราะแกนหลักของภาพนั้นงดงามแล้ว

    เมื่อมองประติมากรรมและจิตรกรรมชั้นดีของโลกนานๆ ก็มักสังเกตเห็นตำหนิเล็กๆ ซ่อนอยู่ เช่น
    รอยแปรงไม่สม่ำเสมอ ตำหนิจากเม็ดสีที่ไม่ได้คุณภาพเต็มร้อยทุกอณู ฯลฯ ยิ่งมองนานก็ยิ่งเห็นมาก
    ความสมบูรณ์แบบในวันหนึ่งอาจลดระดับลงมาเป็นความไม่ค่อยสมบูรณ์แบบในอีกวันหนึ่ง
    ทว่าศิลปินแต่ละคนจบงานแต่ละชิ้นเพียงแค่นั้น เพราะคิดว่ามัน 'พอแล้ว' สำหรับเขา
    นักเขียนสามารถแก้ไขขัดเกลางานของเขาได้อีกหลายสิบปี ก็ยังไม่ถึงขั้นที่แก้ไขต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

    จิตรกรเอก เดอลาครัวซ์ จึงกล่าวว่า
    "ศิลปินผู้แสวงหาความสมบูรณ์แบบในทุกอย่างคือพวกที่ไม่สามารถประสบความสำเร็จในการได้มันมาในสิ่งใดๆ"

    ศิลปินงานเหนือจริง ผู้มีจินตนาการกว้างไกล ซาลวาดอร์ ดาลี กล่าวย้ำว่า
    "อย่ากลัวความสมบูรณ์แบบเลย คุณไม่มีทางเข้าถึงมันหรอก"

    คนที่ชอบมองหาจุดผิดเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่สามารถมองข้ามมันไปได้นั้น เป็นคนที่ไม่สามารถเป็นสุขเท่าที่ควร
    โต๊ะทำงานต้องสะอาดเรียบ เอกสารวางเป็นระเบียบตามวันที่ ปากกาวางด้านขวา ยางลบวางบนแท่นเสมอ ฯลฯ
    ไม่เช่นนั้นก็จะหงุดหงิดทั้งวัน  และหากยิ่งชอบมองเปรียบเทียบกับ 'ความสมบูรณ์แบบ' ของคนอื่นๆ ก็ยิ่งไม่มีความสุข

    บ้านของเขาใหญ่กว่าของเรา แฟนของเขาสวยกว่าของเรา ฉลาดกว่า เก่งกว่า ไม่นานก็พบว่าคู่ครอง
    ข้างกายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนที่ 'โคตรจะเพอร์เฟ็คเลย' ชักลดระดับความเพอร์เฟ็คลง
    หลายคนเชื่อว่างานของธรรมชาติเป็นงานที่สมบูรณ์แบบยิ่ง เมื่อเราดูรูปทรงลวดลายใบไม้ วงหมุนของเปลือกหอย
    เส้นประสาท ไปจนถึงระบบชีวิตต่างๆ เราจะพบความละเอียดซับซ้อนในผลงานเหล่านี้
    จนหลายคนอดเชื่อไม่ได้ว่ามันต้องเป็นผลงานของ 'พระเจ้า'

    แต่เมื่อเราศึกษาซากพืชสัตว์ผ่านฟอสซิลที่จมดินมาหลายพันล้านปี เราจะพบว่าธรรมชาติก็ไม่สมบูรณ์แบบ
    ความสมบูรณ์แบบที่เราเห็นในวันนี้เกิดมาจากกระบวนการวิวัฒนาการไปอย่างช้าๆ ไปในทิศทางที่เหมาะสมขึ้นกับการมีชีวิต

    เราไม่สามารถบอกว่า สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนคือความสมบูรณ์แบบ (เพราะมีสติปัญญา) และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
    ไม่สมบูรณ์แบบ เพียงเพราะคนวิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว   ในทุกๆ นาทีที่ผ่านไป ธรรมชาติยัง
    เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง พืช สัตว์ กระทั่งคนก็มีการเปลี่ยนแปลง

    บางทีสิ่งที่พระพุทธองค์สอนอาจเหมาะสมที่สุด จงหัดพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่  เพราะโลกนี้ไม่เคยมีความสมบูรณ์แบบ
    และเพราะความสมบูรณ์แบบเกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึก
    'พอแล้ว'

    วินทร์ เลียววาริณ

    อ่านแล้วชอบมาก สำหรับคนที่ยังคิดไม่ได้นะ
    .......

    October 27

    หั่นสีทัวร์ - สดุดีแต่ใครซักคนในโรงเรียน

    เคยจำได้ว่า  ไอ่ทัวร์นี้เนี่ย  เพื่อนที่โรงเรียนเป็นคนคิดตั้งกะสมัยประถมหรือมัธยมต้นจำไม่ได้แล้ว
    ตอนนั้นมีคนพิมพ์ดีด (ยังเป็นยุคของเครื่องพิมพ์ดีดอยู่เลย) มาให้อ่านกัน ฮาขี้เล็ด
    พอมาเห็นอีกทีอ่าว  แพร่หลายไปทั่วซะแล้ว  เอามาสดุดีไว้ ณ ที่นี้ซะหน่อยละกัน

    ========================

    หั่นสีทัวร์

    พร้อมรับใช้ท่าน ทุกลีลา
    พิเศษรับปิดเทอมกับโปรแกรม
    ทัวร์ระริ่ม

    ท่านเจ้าคุณ ศรีแสวงเหาะ และคุณหญิง หารมโหรี
    มีความยินดีขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมท่องเที่ยวกับโปรแกรม ทัวร์ระริ่ม
    ซึ่งเป็นโปรแกรมพิเศษรับปิดเทอมที่เราจัดขึ้นเป็นพิเศษ
    เรามีความยินดีต้อนรับทุกท่านไม่ว่าจะเป็น คนสวย หรือ คนไม่สวย ก็ตาม!

    สำหรับการเดินทาง จะเริ่มเดินทางโดยรถบัสอากาศยี่ห้อ โฟล์คกะปัด
    ซึ่งจะจอดเตรียมสู่รอท่านอยู่ที่หน้าร้าน หลีเกี่ยวฮวด ใกล้สะพาน โค้งงวย
    เยื้องตลาดสดบาง แคตาก่วย บริเวณสี่แยก คายรวย!
    ทีมงานไกด์สาว ห้าอี๋ ของเราพร้อมบริการท่านอย่างเต็มที่
    ทั้งคุณปุ๊ทะลิ คุณจุ๋มบิ๋ม คุณนกซกมม คุณนาขึ้นรม และคุณ
    ต้อยหูด

    เมื่อรถเริ่มออกเดินทาง เราจะให้บริการที่น่าประทับใจ
    โดยเริ่มแจก ผ้าเย็นอย่างลำเค็ด และเครื่องดื่มพิเศษ คือ
    โค้ก 2 รสชาติใหม่ที่เพิ่งวางตลาด โค็กแข็งปวย
    และ โค้กแคนซุปเปอร์มวย หรือถ้าท่านต้องการดื่มน้ำเปล่า
    เราก็จะมีน้ำแร่ออร่าไว้คอยบริการท่านโดยเส้นทางที่เราเลือกสรร
    จะมีสิ่งที่น่าสนใจให้ชมตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น ขวดตำรวย หรือ
    หินบี
    และเพื่อความปลอดภัยเราได้จัด ทหารบี ไว้คอยคุ้มกันตลอดการเดินทาง
    โดยเราจะมีแวะพักที่ปั๊มน้ำมันตรา ดาวยอ เพื่อให้ท่านได้ยืดเส้นยืดสาย
    และเราจะได้ ถูกระจกไปพลาง ๆ สำหรับท่านที่นำฟิล์มมาไม่พอ
    เราขอแนะนำให้ซื้อฟิล์มสี อั๊กฟ่า ที่นี่ เพราะราคาถูกมาก

    สถานที่น่าสนใจแรกที่เราจะนำท่านไปชม คือ พิพิธภัณฑ์
    ไขโดนทวย
    ซึ่งมีของเก่ามากมายน่าชม เช่น หอกสามสี หอกเจ็ดสี หัวโขนในกระทวย
    โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม ครูถ้วย และ
    ครูสามรวย
    เป็นผู้นำชมและให้คำบรรยาย

    หลังจากที่ท่านเหน็ดเหนื่อยกันจน หินปลี้ แล้ว เราจะพาท่านไปทานอาหารจีนเลิศรส
    ซึ่งมีให้ท่านเลือกถึง 3 ร้าน คือ ร้านลีตรงเหง ร้านหลีดึงฮวด และร้านโหตี
    สาเหตุที่มีให้เลือกหลายร้านนั้นมาจากประสบการณ์การจัดทัวร์ของเราในครั้งก่อน
    ที่อาจจะไม่ค่อยถูกใจลูกทัวร์บางท่านเท่าที่ควรเนื่องจากบางท่านทานก็บอก
    บางท่าน ไม่ทานก็ไม่บอก ทีมงานของเราจึง
    เห็น ควรด้วย
    ที่จะสร้างทาง เลือกร้อยชึง ให้กับท่าน

    โดยในระหว่างนั่งรออาหารและ คุยต่วย กันท่านอาจได้ยิน เสียงสีหับ เป็นระยะ
    และเพื่อไม่ให้ท่านรอนานจน คอยห้วย หรือ หิวเป็นสี เราได้จัดกุ๊กพิเศษ
    คุณกุ๊กจนรำ ซึ่งจะให้บริการ เอจนป๋ม แก่ท่าน สำหรับเมนูอาหาร
    เราก็ได้จัดเตรียมไว้ให้หลายอย่าง เช่น โคต้มพะล้วย หมีผัดน้ำมันหอย
    หมีผัดผงกะหร่อย เป็ดผัดโผก หมีปกหอย กระเพราหมูโดนถอย
    ยำประเจ็ด ยำคนเท็ด ยำหน้าเขม็ด หอยติดหมี เห็ดผัดผี
    เป็นต้น
    หากท่านทานเผ็ดไม่ได้เราก็มี หืดต้มจี๋ ให้ท่านด้วย

    ตบท้ายรายการด้วยของหวานที่แสนอร่อยจากหลายเชื้อชาติ
    ให้ท่านเลือกสรรมากมายอีกเช่นเคย เช่น แม็คจ๋อย ปอกระดาษแช่น้ำแข็ง
    แห้วลอยกี๋ ขนมตาลบูด ขนมผิงระดมยัว เค้กแข็งปวย
    และผลไม้เมืองหนาว ลิ้นจี่ที่หอ จากสวน ลุงคำดวย

    จากนั้นเราจะพาไปไร่จนจับข้อ ของคุณเฮียะตึงปี๋ สาวลูกครึ่งจีน-มาเลย์
    ซึ่งในไร่จะมีต้นไม้สายพันธ์พิเศษ คือ พันธ์ไม้โดนซ่อ
    ซึ่งเป็นพันธ์ไม้ที่มีสีสันพิเศษ เช่น สีม่วงหรอย สีเหย สีแหบ
    สีเหียบ สีเหียว สีดูหุ้ม
    ให้ชมและซื้อหา จากนั้นพบการแสดงพิเศษจากทางไร่
    คือ
    การแสดงถอยหมู ถอยหมาก ถอยหมอน มวยล้างขา มวยเสียบข้อ
    และการแสดงหมีซ่อนหา
    ซึ่งท่านจะไม่สามารถเห็นหมีได้ง่ายๆ
    นอกจากนี้ในไร่ยังมีสัตว์ที่หาดูยากให้ชมอีกมากมาย เช่น
    ปลาอีกิ๊ ปลาอีโกก
    ที่เป็นสายพันธ์เดียวกันแต่ต่างเพศ
    หอยกระจี้ลี่ หอยตามดี! หมูฟอย
    หมูตามรอย และงูหาเรี่ยน
    เป็นต้น

    ก่อนกลับอย่าลืมแวะซื้อของฝากขึ้นชื่อของที่นี่ คือ
    เสื่อถักทอลายหกจิ้งจี๋
    หาบแมลงสี แหตุ๊กกำ
    และ!กระเป๋าไดโนโสก
    จากนั้นเราจะพาท่านเข้าสู่ที่พัก
    ให้พักผ่อนสำสัวตามอัธาศัย ซึ่งท่านอาจไปทำผมที่ร้านแฮร์คัทโดนมวย
    ซึ่งให้บริการทั้ง เซ็ทก่อนย้อม เซ็ทหลังย้อม หรือ เซ็ทไปย้อมไป

    วันที่สอง เราจะพาท่านไปที่พิพิธพันธุ์หุ่นขี้ผึ้ง
    ภายในจะมีหุ่นจำลองของผู้นำที่โด่งดังในอดีตของประเทศในแถบอินโดจีนมากมาย
    ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นท่าน งี่เต็มเที่ยน และภรรยา คือ งั่นทั้งเวียน
    หรือจะเป็นรูปปั้นของ หลวงลาวยึง ท่านท้าวคาวยวย หม่อมสามหยอย
    หลังจากนั้นเราจะพาท่านเดินทางไปยังชุมชน เยี่ยมซะเล็ด ซึ่งเป็นชุมชนญวน
    ซึ่งถ้าโชคดีท่านจะพบ สาวญวนไม่ต้องเช็ด ซึ่งเป็นสาวญวนนิสัยดี
    แต่บางคนอาจเล่นตัวหน่อยซึ่งเป็นพวก ญวนต้องเช็ด
    หากท่านโชคร้ายก็อาจพบกับพวก
    ญวนคร่ำเคร็ด
    แต่ถ้าท่านชอบการทำกิจกรรมเป็นกลุ่มท่านน่าจะชอบพวก ญวนเป็นเขบ๊ด

    จากนั้นเราจะพาท่านไปชมการแข่งขันฟุตบอลเชื่อมสามัคคีแทงหวย
    ระหว่างทีมไทยกับพม่าโดยเราได้จัดที่นั่งชั้นเยี่ยมให้กับท่านคือที่ หอใกล้ดี
    ไม่ใช่ที่ หอ ใจอยู่กู๋ เหมือนทัวร์บริษัทอื่นสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ทางทีมพม่าค่อนข้างเป็นต่อ
    เพราะนอกจากจะได้ หม่องโลดเท่าข้าวพึง เป็นโค้ชพิเศษแล้ว
    ยังมีดาราเท้า ทองเข้าซิ่ม ร่วมทีมอีกลายคน ไม่ว่าจะเป็น
    หม่องกระจายเลี้ยว
    หม่องกระดุมจ่อ
    หม่องกระโจ๊เผี่ยว หม่องกระดาวยอ และหม่องกระปานโหยก
    ในขณะที่ทางทีมไทยมี คุณโฉลกจับกระเป๋า เป็นตัวเด่นเพียงคนเดียว
    โดยการแข่งขันครั้งนี้ สาวพม่าเฝ้ารอมานานจน เห็นตี้ ไปตามๆกัน

    หลังจากทานอาหารพิเศษที่เราจัดให้ท่านแล้ว เราจะพาท่านขึ้นรถไฟเที่ยวด่วนพิเศษชื่อ
    ด่วนปั่นปอ ไปยังประเทศ สิงคโปร์โตก เราขอเตือนไม่ให้ท่านไปนั่ง ออแถวกระได เด็ดขาด
    เพราะท่านอาจ ตกกระดูด โดยทางทัวร์ของเราจะเก็บค่าโดยสารเพิ่มอีกเล็กน้อยสำหรับท่านสุภาพบุรุษ
    ส่วนท่านสุภาพสตรีที่ แบกไหขึ้นรถฟรี ไหผู้ดี และ ไหขึ้นกระดี เราจะไม่เก็บค่าโดยสาร
    ระหว่างทางท่านอาจจะรู้สึก ง่วงเป็นเชี่ยนๆ หรือ ง่วงน้ำตาเรี่ยนได้
    เนื่องจากต้องเดินทางค่อนข้าง
    นานยม

    ตลอดสองข้างทางเราจะผ่านภูมิประเทศที่สวยงาม เช่น ดอยหมึง ดอยหูด ดอยหางกี
    เขาเท่าซวย เขาไดโนซวย เหวเหลวปี๋ หาดเท่ากระจี๋ หาดดารดี๋ และสถานที่เก่าแก่ คือ
    หาดก่อนประวัติศรี จากนั้นจะพาท่านไปแวะที่หาดสะอี๋ ของพวกแม้วล้างล่อ
    ซึ่งแม้วพวกนี้เป็นแม้วที่สะอาดมากและจะไม่อยู่ตามบ้าน แต่จะอาศัยอยู่ตาม ท่อเข้าหมอก
    ซึ่งปัจจุบันแม้วพวกนี้เลิกปลูกฝิ่นแล้วแต่หันมาปลูก หมากพระเจ้าต๋อย แทน

    สำหรับโปรแกรมภาคค่ำ เราจะพาท่านไปชมภาพยนต์ที่โรงภาพยนตร์ เพชรกันยา
    ซึ่งฉายด้วยระบบ กระดานพาดจอ โดยคนเดินตั่วจะ เอากระไดมาล่อ
    ท่านสุภาพสตรีที่มากับคณะทัวร์ที่ นั่งโจ๋ผิ่ม จะต้องคอย ยกหีบหนี ให้ดี
    มิฉะนั้นจะเสียโอกาสไป ส่วนสุภาพบุรุษอาจนั่ง โจ๋ผู่ ไปพลางๆ
    ก่อนก็ได้ สำหรับโปรแกรมฉายนั้นมีหนังที่น่าสนใจหลายเรื่อง
    เช่น เรื่องดีแต่โหน และเรื่อง ดีแต่หึง ของ บริษัทยูข้างประเต็ด
    นำแสดงโดย ใครหย่วย พระเอกยอดนิยมตลอดกาลซึ่ง ล่อเท่าทึง
    ส่วนนางเอกคือ ไหหยี่! ซึ่งเป็นนางเอกยอดนิยมที่ได้ ยินจนเช็ด

    สำหรับเรื่องที่พลาดไม่ได้คือเรื่อง หมวยที่เค็น ซึ่งเป็นหนังรักโศก
    ดูแล้วจะ โศกกะเปี่ยว มาก มีมิสหลีฮ้วง เป็นผู้นำการแสดง
    ประกบกับดาราไทย คือ แมนไทยหลอย และดาราประกอบชื่อดังอีกมากมาย
    เช่น เปิ้ลโดนบิ๊ เปียโดนลิ ป้าอิ๊ เอจนซม

    สำหรับท่านที่ชอบหนังหวาดเสียวตื่นเต้น เร้าใจเกี่ยวกับผีๆ ก็มีเรื่อง ผีกระโดดใส่หัว
    ท่านจะพบกับความเก่งกล้าและเสียสละ ของนางเอก ที่เอา หัวไปล่อกับผี
    ยอมสารพัดที่จะให้ผีจับหัว ผีเกาหัว ผีเลียหัว โอ๊ยน่ากลัวจริงๆ เลย
    ยิ่งตอนใกล้จบเธอหาญกล้าต่อสู้ โดยหันหัวไปสู้ผี เธอจึงโดนผีเสียบหัว
    ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจก็ได้แก่ เรื่องห้าพยักหนี และเรื่อง
    เจ็ดเรือยอร์ช

    อนึ่งในการเดินทางครั้งนี้ หากท่านผ่าน จุดเลี้ยว หรือเกิด ป่วยคัน
    ขึ้นมาอย่างกระทันหัน โดยจะเป็นเพราะ คนมันซวย หรือเพราะ
    คนมันรวย
    ก็แล้วแต่ท่านไม่ต้องกังวลเพราะเรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไว้คอยบริการ
    นำทีมโดยคุณหมอกระเด็น และ
    คุณหมวย พยาบาลนิสัย ดีคาหอ



    คณะทีมงาน
    เจ้าคุณสีแสวงเหาะ. ประทานแล้วบอก
    คุณหญิงหารมโหรี.. รองประทานแล้วบอก
    หลวงยูตามเร็ด ขุนตกใต้ทวย หมวดตำหรอย กรรมการ
    คุณปันคิ คุณนาขึ้นรม และคุณจิ๊บเลือดสิม สตาฟฟ์



    ด้วยความ หอปรารถนาดี จากผู้จัดทัวร์ และหวังว่าจะได้ร่วมรายการทัวร์นี้กับทุกท่าน



    เตรียมพบโปรแกรมพิเศษ รับเปิดเทอมใหม่ โปรแกรม เทอมจนเป็นริ่ม เร็วๆนี้
    July 01

    ประเภทต่าง ๆ ของฟอนต์ : เรื่องยุ่ง ๆ ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

    ประเภทต่าง ๆ ของฟอนต์ : เรื่องยุ่ง ๆ ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

    ฟอนต์ กลายมาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้กับงานออกแบบในปัจจุบันเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแค่พิมพ์รายงาน ทำ presentation
    กราฟฟิคโฆษณา หรือหนังสือนิตยสารต่าง ๆ ล้วนแต่ต้องการฟอนต์ในรูปแบบต่าง ๆ กันออกไป ก่อนอื่นเราจะมีทำความรู้จักกับประเภทของฟอนต์กัน
    คร่าว ๆ ก่อนนะครับ ฟอนต์ในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ


    1.) Postscript (PS1)
    Postscript หรือ PS1 format เป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นโดยบริษัท Adobe ก่อนจะมีฟอนต์แบบ TrueType ในเวลาหลายปีต่อมา PS1
    เป็นฟอนต์ที่คมชัด และให้รายละเอียดมาก ถูกใช้มากสำหรับงานที่ต้องการคุณภาพสูง เช่น หนังสือ หรือนิตยสารรายปักษ์ ผู้ใช้ส่วนใหญ่ มักเป็น
    professional designer มากกว่า home user ในระยะแรก วิธีการ install font แบบ postscript นี้ค่อนข้างยุ่งยาก และจะต้อง install
    ผ่านโปรแกรมที่ชื่อว่า ATM (Adobe Type Manager) แต่ในภายหลัง Microsoft ได้ปรับปรุงวิธีการ install นี้ใน Windows OS ทั้งหมด
    ตั้งแต่เวอร์ชั่น windows 2000 เป็นต้นมา ทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น


    2.) TrueType (TT)
    TrueType เป็นมาตรฐานของฟอนต์ ที่ถูกวางรากฐานมาจาก Apple และ Microsoft ในช่วงยุคปลายปี 80 support การทำงาน
    บนระบบปฏิบัติการทั้ง Macintosh และ Windows ทำให้ TrueType font เป็นมาตรฐานที่ได้รับความแพร่หลายมากที่สุดในยุคนั้น TT
    เป็นรูปแบบที่นำเอาข้อมูลของฟอนต์ ที่ใช้ในการวาด (Draw) บน screen กับข้อมูลที่ใช้ในการพิมพ์ผ่าน printer มารวมกันอยู่ใน package
    เดียวกัน เป็นฟอนต์ที่สามารถ scale และเปลี่ยน size ได้ทุกขนาด โดยที่จะยังคงความคมชัดอยู่เสมอสำหรับทุก point ที่เปลี่ยนไป
    ฟอนต์ที่เป็นลักณะ TrueType นี้ยังสามารถ print ได้ด้วย printer ทุกแบบที่ support ด้วย Windows

    3.) OpenType
    OpenType เป็นผลจากความร่วมมือกันของ Adobe และ Microsoft มีลักษณะคล้ายกับ TrueType ต่างกันตรงที่ OpenType มี
    character set ที่กว้างกว่า ทำให้สามารถบรรจุจำนวนตัวอักขระได้มากถึง 65,000 ตัวอักษร ด้วยจำนวนที่มากกว่า TrueType นี้ ทำให้
    OpenType สามารถเก็บตัวอักษรแปลก ๆ อักขระพิเศษ ตัวอักษรของภาษาอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน กลุ่มประเทศอาหรับ สัญลักษณ์ต่าง ๆ
    เอาไว้ได้มากมายในฟอนต์เดียว และความสามารถพิเศษอันนี้นี่เอง ทำให้ OpenType สามารถทำงานได้กับทุก platform โดยไม่มีเงื่อนไข
    เพราะบรรจุเอา character code เอาไว้แล้วทุก platform นั่นเอง



    ตัวอย่างนึงของ Raster Type Font ครับ

    นอกจาก 3 ประเภทที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ปัจจุบัน ก้อมีแตกแยกย่อยออกไปอีกหลายรูปแบบนะครับ มีทั้ง Vector Type, Raster Type, Clear Type
    และอีกหลายต่อหลายแบบเต็มไปหมดเลยครับ จุดที่น่าสนใจจุดนึงคือแบบ Raster Type ครับ ฟอนต์โดยปกติทั่วไปแล้ว ถ้าเป็น TrueType
    จะมีคุณสมบัติในการ resizable อยู่ครับ นั่นคือ ไม่ว่าเราจะเพิ่ม size ของฟอนต์เข้าไปกี่ point ก็ตาม ตัวอักษรที่ได้ จะมีการ draw ใหม่เสมอ
    ทำให้ขอบตัวอักษรคมชัด คล้าย ๆ กับภาพแบบ Vector จึงเรียกคุณสมบัติแบบนี้อีกอย่างหนึ่งว่า Vector Type ก็ได้ครับ แต่ในกรณีของ RasterType
    นั้น จะมีความคมชัดของตัวอักษรที่ point หนึ่ง ๆ เท่านั้น เช่น 12pts, 18pts, 24pts หรือ 60 pts เมื่อเราทำการขยายฟอนต์นั้นให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
    เราจะพบว่า ที่ขอบของตัวอักษรจะเกิดการแตกเป็นเหลี่ยม ๆ คล้าย ๆ กับเวลาที่เรา zoom ภาพ แบบ raster เข้าไปเรื่อย ๆ นั่นเองครับ

    เมื่อลองเปิด Folder Fonts ใน windows ดู เราจะพบว่า Icon รูปร่างต่าง ๆ นั้นจะสื่อถึงประเภทของฟอนต์แต่ละแบบครับ

    TT คือ TrueType
     O คือ OpenType
     A คือ RasterType / PS1



    Icon แบบต่าง ๆ ของฟอนต์แต่ละแบบ

    ที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือฟอนต์ "Microsoft Sans Serif" กับฟอนต์ "MS Sans Serif" หลาย ๆ คนคงเคยใช้ฟอนต์สองตัวนี้มาแล้วแน่ ๆ นะครับ
    แต่เชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าฟอนต์สองตัวนี้ต่างกันอย่างไร เฉลยก็คือ "Microsoft Sans Serif" เป็นฟอนต์แบบ VectorType ส่วน
    "MS Sans Serif" เป็น RasterType ครับ ลองดูตัวอย่างในรูปนะครับ ในรูปนี้ ด้านบนคือฟอนต์ "Microsoft Sans Serif" ครับ ด้านล่างคือฟอนต์
    "MS Sans Serif" ที่ขนาด 28pts เท่ากันครับ ลองสังเกตความคมชัดดูนะครับ


    เมื่อนำ MS Sans Serif มาเทียบกับ Microsoft Sans Serif ก็จะเห็นผลประมาณนี้ครับ

    อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คิดว่าน่าจะได้ไอเดียในการเลือกฟอนต์มาใช้งานไม่มากก็น้อยนะครับ
    ปล. ตอนนี้เริ่มตันกับการเขียน Blog แล้ว  ขอเอาของเก่ามาหากินหน่อยละกัน อิอิอิ


     

    June 06

    เรามาเล่นเกมพร้อมกับเด็กติดเกมกันเถอะ

    เรามาเล่นเกมพร้อมกับเด็กติดเกมกันเถอะ

    เมื่อหลายปีก่อนเคยนั่งดู BBC อยู่  ตอนนั้น BBC กำลังเสนอสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับเด็กที่ติดเกมอย่างหนัก  ซึ่งเกมที่ว่า
    นี้คือ World of Warcraft (WoW)  ที่โด่งดังและเป็นเกมที่มียอดสมาชิกเล่นมากอันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบัน
    เค้าเสนอมุมองหลายมุม  ที่เน้นเป็นพิเศษคือ  ข้อเสียและโทษของการติดเกมอย่างหนัก  แต่สุดท้ายแล้ว  สกู๊ปที่ BBC ทำ 
    ก็ไม่ได้เสนอมุมมองว่า  อะไรที่ทำให้เด็กสามารถเล่นเกมออนไลน์ได้ 10-15 ชั่วโมงติดต่อกัน ทุก ๆ วันเป็นเวลาหลายปี 


    World of Warcraft เกมออนไลน์อันดับ 1 ทั่วโลก

    BBC เสนอแค่รายละเอียด  ข้อมูลปลีกย่อย  และบทสัมภาษณ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น  พอผมดูเสร็จก็รู้สึกว่า  อืมม
    นั่นสิ  ทำไมนะเด็กถึงได้ติดเกมขนาดนั้น  ไอ่เราเองก็เป็นคนเล่นเกมเหมือนกัน  บางครั้งก้อยอมรับว่ารู้สึกติด  แต่ก็ไม่ได้
    ถึงกับติดขนาดไม่กินข้าวปลาอาหาร  หรือนั่งเล่นกันเป็นวัน ๆ พอมาลองนั่งคิดเล่น ๆ ว่าอะไรทำให้เกมมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
    ขนาดนั้น   หลังจากประมวลวิเคราะห์แล้วก้อพบว่า


    ติดเกมแล้วมันก้อเปลืองตังอย่างนี้นี่เอง (สังเกตปริมาณขวดโค้กบนโต๊ะ)

    เมื่ออยู่ในเกม  เด็กสามารถที่จะพัฒนาตัวละครในแบบที่เค้าเป็น  หรืออยากให้เป็นได้ง่ายกว่าในชีวิตจริง
    สามารถทำในสิ่งที่ชีวิตจริงไม่สามารถตอบสนองเค้าได้  หรือตอบสนองได้ไม่เต็มที่  โดยเฉพาะเกมที่มีการพัฒนาของตัวละคร
    เช่นเกม RPG (Role Playing Game) ที่มีพัฒนาการของตัวละครอย่างต่อเนื่อง  ตามบทหรือเวลาที่เปลี่ยนไป
    เด็กจะอินกับเกมมาก  เพราะสามารถเสกสรรค์ปั้นแต่งให้ตัวละครเก่งเว่อร์ ๆ จนตัวละครในเกม  สามารถเอาชนะอุปสรรค
    ที่ยากเกินกำลังได้
      หรือสามารถพิชิตสิ่งที่เป็นปมในจิตใจของตัวเองได้ภายในเกม  เช่น  ในชีวิตจริงอาจจะเรียนไม่เก่ง
    แต่ถ้าเป็นในเกมแล้ว  เขากลายเป็นนักรบที่เก่งกาจ  สามารถพิชิตศัตรูได้ราบคาบ    พัฒนาการของเด็กอาจจะเป็นไปอย่างช้า ๆ
    ใช้เวลาและความพยายามอยู่หลายปี  แต่สำหรับเกมแล้ว  เด็กจะเห็นตัวละครหรือฝีมือของเค้าที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
    ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง    แถมยังสามารถสังเกตได้อย่างเด่นชัดถึงขนาดวัดได้เป็นตัวเลขเลยทีเดียว

    บทบาทที่ได้รับในเกม ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญอีกอย่างนึง  สำหรับเด็กที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเองแล้ว   การที่จะต้องออกไป
    พูดหน้าชั้นอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับเขาหรือการที่จะต้องนำกิจกรรมใด ๆ ในโลกภายนอกมันช่างลำบากอะไรเช่นนี้  
     เมื่อเทียบกับที่เค้าเป็นในเกมแล้ว  การนำทัพอัศวินบุกเข้าโจมตีฝูงสัตว์ประหลาดนับหมื่น  ยังง่ายกว่าเป็นไหน ๆ 
    แถมเท่กว่าอีกตะหาก   เกมแต่ละเกมที่เด็กเล่นแล้วติดสามารถสะท้อนถึงบทบาทที่เค้าอยากเป็นได้ดี   ว่าที่เค้าติดเกมนั้น ๆ
    เค้าอยากเป็นบทบาทไหน   การเปรียบเทียบบทบาทของตัวเอง  กับบทบาทที่เพื่อนของเค้าได้รับ  ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง  
    พบมากในเกมที่มีการจัดอันดับ  มี rank ทั้งทางตรงและทางอ้อมทางตรงนี่มองง่ายหน่อยครับ  เช่น  เกมรถแข่ง  ก็จะมีอันดับการเข้าวิน 
    ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เป็นต้น  เกม Special Force ที่มีการจัดอันดับการฆ่า  ใครฆ่าคนอื่นได้มาก  ก็จะอยู่ rank ที่ 1 ฆ่าได้น้อยก็จะลดหลั่นกันไป


    ภาพล้อเลียนแสดงถึงการสวมบทบาทนอกเกม

    ส่วนทางอ้อมก็เช่น  การมีทรัพย์สิน  มีเงินจำนวนมาก  มีไอเทมดี ๆ ใช้  มีของหายาก  ราคาแพงใส่  ในขณะที่คนอื่น ๆ
    ที่เล่นเกมด้วยกันไม่มีผมเคยอ่านข่าวหน้า 1 ไทยรัฐ  ที่มีคนอุตส่าห์ยอมเสียเงินจำนวน 4.5 หมื่นบาท  ....  ย้ำ 45,000 บาท 
    เงินจริงนะครับ   เพื่อซื้อโล่ในเกม ragnarok online เพียงอันเดียว  อารมณ์ว่า  ใครใช้โล่อันนี้แล้ว  จะทำให้เก่งขึ้นมาก  เท่ขึ้นมาก
    การมีของประดับหายากราคาแพง  หรือมีทรัพย์สินจำนวนมากในเกมนั้น   ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกเดียวกันที่เกิดขึ้นภายในชีวิตจริง
    การเป็นคนรวยไม่ว่าจะที่ไหน  ย่อมดีกว่าอยู่วันยังค่ำ  เพราะมันเป็นการยกระดับของตัวเอง  ให้มีบทบาทมากขึ้นในสังคมเกมนั่นเอง
    บทบาทที่ได้รับในเกมนี้เอง  บางครั้ง  จะเป็นนิสัยที่ติดตัวออกไปสู่โลกภายนอก  เช่น  กรณีของข่าวที่ว่า  เด็กที่เล่นเกม Counter Strike
    แล้วมีลักษณะนิสัยก้าวร้าวรุนแรงขึ้น  เพราะติดกับภาพการเข่นฆ่ากันในเกม  หรือเด็กที่หมกมุ่นอยู่กับเกม Grand Theft Auto (GTA)
    มาก ๆ มีแนวโน้มที่จะก่ออาชญากรรมได้ง่ายขึ้น  เพราะได้รับบทบาทการเป็นมาเฟียเถื่อนในเกมนั่นเอง

    ผลตอบแทนที่ได้รับในเกม
    ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน   ในเมื่อชีวิตจริงผลตอบแทนที่ได้รับมันได้มายาก / ไม่ได้รับผลตอบแทน / มีคุณค่าทางจิตใจต่ำ
    เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับความยากง่ายของการได้มาซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับในเกมแล้ว  เด็ก ๆ เหล่านี้อาจจะมองว่า
    สิ่งที่ได้มาภายในเกม  มันมีความสำคัญมากกว่าเป็นไหน ๆ   เช่นเกมโปเกม่อน (Pokemon)   เกมนี้เป็นเกมที่จะต้องมีการ
    จับสัตว์ประหลาดที่วิ่ง ๆ อยู่ภายในเกม  สัตว์แต่ละตัวจะจับยากง่ายไม่เท่ากัน  ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถของสัตว์แต่ละตัว
    การที่เด็กได้สัตว์ที่มีความสามารถสูง ๆ มาครอบครองนั้น  เทียบอารมณ์ได้กับ  การถูก lottery รางวัลที่ 1 ของผู้ใหญ่เลยทีเดียว
    เด็กอาจจะอารมณ์ดี  นั่งหัวเราะได้ทั้งวัน   หรือในทางกลับกัน  อาจจะอารมณ์เสียเป็นอย่างมาก  กับการสูญเสียทรัพยากรที่สำคัญ
    ของตัวเองไป  เหมือนเวลาที่ผู้ใหญ่คนเดิม  ทำ lottery ใบที่ว่า  ปลิวตกท่อไปนั่นแหล่ะครับ  อารมณ์เดียวกัน
     



    Pokemon เกมที่โด่งดังในหมู่เด็ก ๆ อีกเกมหนึ่ง

    ส่วนสาเหตุที่สำคัญสาเหตุสุดท้ายคือ  ความสัมพันธ์ในเกม   ปัจจุบันเกม RPG นี้พัฒนาไปจนสามารถเล่น online กับ
    ผู้เล่นคนอื่น ๆ ทาง internet ได้ทีละพร้อม ๆ กันเป็นจำนวนมาก (MMO-RPG : Massively Multiplayer Online RPG)
    หรือที่เรียกกันติดปากว่า   เกมออนไลน์  เช่นเกมที่มีชื่อเสียงอย่าง  Ragnarok Online, Lineage และ World of Warcraft เป็นต้น
    เกมประเภทนี้  จะมีผู้เล่นที่เป็นคนจริง ๆ จากที่ต่าง ๆ กันเข้ามาเล่นด้วยทีละเยอะ ๆ  ทำให้ตัวเกมเอง  เกิดระดับความสัมพันธ์เป็นสังคมขึ้น
    มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล  ไอเทม  เครื่องไม้เครื่องมือ  ตลอดจนให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  จนเกิดเป็นกลุ่มก้อน  เป็นพรรคพวกกัน
    เด็กบางคนมีมนุษยสัมพันธ์ลุ่ม ๆ ดอน ๆ กับบุคคลภายนอก  แต่ในเกมแล้ว  เค้าคือคนที่ได้รับความยอมรับ  นับหน้าถือตามากที่สุดคนนึง
    หรือ  เด็กผู้หญิงบางคนอาจจะขี้อายเกินกว่าจะบอกรักผู้ชายในชีวิตจริงได้  แต่สามารถทำได้โดยง่ายในเกมออนไลน์   ในขณะที่
    บางคนยังไม่มีเคยแฟนด้วยซ้ำ  แต่ตัวละครในเกมของเขาก็แต่งงานกับตัวละครอื่นไปเรียบร้อยแล้ว   ความสัมพันธ์อย่างหลวม ๆ ที่ถูก
    สร้างขึ้นมาในตอนแรก  สามารถพัฒนาไปได้รวดเร็วกว่าความสัมพันธ์นอกเกมอย่างเห็นได้ชัด  เพราะจุดมุ่งหมายในเกมที่ไปในทางเดียวกัน
    (การล่ามอนสเตอร์ระดับ boss / หาของหายาก (rare item) / เก็บเลเวลพัฒนาตัวละคร)  และข้อจำกัดทางสัมคมที่น้อยกว่าชีวิตจริงมาก
    เรื่องของการติดแชท  ก็จัดอยู่ในข่ายนี้  เหมือน ๆ กัน ครับ


    ความน่ารักและ Community ที่พบได้ในเกม Ragnarok Online
    แน่นอนที่สุดว่า  ของทุกอย่างในโลกนี้ย่อมมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี   การที่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับบทบาทในเกมมากไปย่อยไม่ส่งผลดี
    อย่างแน่นอน   การควบคุมตัวละคร หรือเนื้อเรื่องในเกม  ย่อมไม่ยากเท่ากับการควบคุมจิตใจคน  หรือสถาณการณ์ในชีวิตจริง
    การที่เด็กเคยชินกับการควบคุม / สวมบทบาท  ง่าย ๆ ภายในเกม  เมื่อออกมาสู่โลกแห่งความจริง  จะทำให้รับมือกับภาวะภายนอกไม่ได้
    เพราะคนไม่ใช่ NPC (Non-Player Character : ตัวละครในเกม)  ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย   เราอาจจะต้องใช้จิตวิทยาสูง
    สำหรับการคุยกับคนที่มีเลือดเนื้อจริง ๆ   ด้วยเหตุนี้  จะทำให้เด็กมี EQ/AQ ต่ำ  และอยากจะกลับหวนเข้าไปสวมบทบาทในเกมอีกครั้ง
    เมื่อเป็นเช่นนี้นานเข้า  ก็จะทำให้เด็กติดเกมจนเลิกไม่ได้ไปในที่สุด
     

    ทางแก้ที่เป็นรูปธรรมสำหรับเรื่องนี้  หลัก ๆ ก็คือ  เราต้องแก้ปมทั้ง 4 ที่เด็กติดเกมให้ได้ก่อน  โดยยังไม่ต้องให้เขาเลิกเล่นเกม
    การเลิกเล่นเกม  ก็เหมือนกับการเลิกบุหรี่  หรือการลดความอ้วนแหล่ะครับ  มันทำยาก  เราพบว่าบางครั้งเรายังไร้ระเบียบวินัย
    กับตัวเองเลย  แล้วเด็กซึ่งวุฒิภาวะยังต่ำอยู่  มีหรือ  จะมีระเบียบวินัยของตัวเองได้ง่าย ๆ  ยิ่งเราใช้วิธีการที่รุนแรงเท่าไหร่
    ผลลัพธ์ยิ่งออกมาเลวร้ายขึ้นเท่านั้น  ฉะนั้น  การถอดปลั๊กคอมพิวเตอร์ในขณะที่เค้าเล่นเกมอยู่  ไม่ใช่เรื่องดีเลยนะครับ  อย่าทำเลย
    ปมทั้ง 4 ที่ว่าก็คือ  อันนี้ครับ

    1. อุปสรรคที่พิชิตได้ในชีวิตจริง
    2. บทบาทที่ได้รับในสังคม
    3. ผลตอบแทนและรางวัล
    4. ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างและครอบครัว

    อุปสรรคในชีวิต
    ต้องชี้ให้เด็กรู้จักมองอุปสรรคในชีวิตว่า  มันไม่ได้ยากเกินไปเลยที่จะผ่านมันไปได้  เด็กติดเกม  เพราะเกมทำตัวละครของเด็ก
    ให้เก่งเกินจริงจนข้ามอุปสรรคยาก ๆ ไปได้   แต่ในความเป็นจริง  เราไม่สามารถพัฒนาให้เด็กเก่งเกินจริงแบบนั้นได้
    สิ่งที่เราทำได้น่าจะเป็น  ย่ออุปสรรคออกมาให้ดูเล็กลง  หรือ  แตกอุปสรรคออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่านมันไปทีละชิ้น
    เราเคยทำงานใหญ่ ๆ ยาก ๆ ชิ้นเดียว  แล้วไม่ผ่านซักทีไหมครับ   เราจะรู้สึกท้อเป็นอย่างมากว่า  ทำไมมันไม่ผ่านซะที
    แต่ถ้าเป็นงานที่เราทำได้ไปเรื่อย ๆ ทีละนิดทีละน้อย  ถึงแม้จะต้องทำเยอะ  แต่เราก็ยังมีกำลังใจว่าอย่างน้อย  งานเราก็คืบหน้า
    พัฒนาไปเรื่อย ๆ จริงมั้ยครับ  เด็กก็คิดแบบนี้เหมือนกัน  การที่จะเรียนให้มันได้เกรด 4 จากเดิมเกรด 2 ภายใน 1 เทอม 
    คงเป็นเรื่องที่ยากมาก   แต่ถ้าพ่อแม่รู้จักตั้งอุปสรรคใหม่ให้เป็น  ได้เกรด 4 ภายในป.6  ส่วนตอนนี้เอาแค่เกรด 2.2  ก็พอใจแล้ว 
    แบบนี้  จะทำให้อุปสรรคดูเล็กลง  เมื่อเด็กผ่านไปได้  ก็จะรับรู้ถึงพัฒนาการของตัวเองได้  และจะมีกำลังใจมากขึ้นอีกด้วย


    บทบาท และหน้าที่ของตัวละครแต่ละตัวในเกม Lineage 2

    บทบาทที่ได้รับในสังคม
    สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมากครับ  คือต้องสร้างตัวตน  และพื้นที่ให้เค้ายืนในชีวิตจริงได้   อย่างน้อยเค้าก้อควรจะรับรู้ว่า
    การเป็นหัวหน้ากองอัศวินในเกมมันเท่น้อยกว่าการเป็นหัวหน้าห้องเป็นไหน ๆ   อย่าปล่อยให้เด็กเคว้ง  ไม่รู้จุดยืนของตัวเอง
    หรือมีปมด้อยกับบทบาทที่ตัวเองได้รับ   เช่นในระดับครอบครัว หากคนไหนเป็นพี่คนโต  ก็ควรจะได้รับรู้ว่า  พี่คนโต 
    มีบทบาทหน้าที่อะไร  มีอำนาจหน้าที่แค่ไหน  หรือถ้าเป็นน้องคนกลาง คนเล็ก  ก็ควรจจะรู้ว่า  เค้ามีอำนาจหน้าที่เรื่องใด
    แค่ไหนเช่นกัน   ในระดับเพื่อนฝูง  ผู้ปกครองควรจะสนิทกับเด็กในระดับที่ว่า  รู้ว่าลูกหลานของเรามีบทบาทอย่างไรในกลุ่มเพื่อน
    ของเขา  เป็นหัวโจกนำแก๊งรึเปล่า  หรือเป็นเบ๊ ลูกกระจ๊อก  ลูกไล่ในกลุ่ม   มีความแตกต่างหรือ เหลื่อมล้ำระหว่างบทบาทที่ได้มาหรือเปล่า
    ความรวย-จน   ฉลาด-โง่   ผิด-ถูก   active-passive   คนดี-คนเลว   ความ popular  เหล่านี้ล้วนนับอยู่ในข่ายทั้งนั้นครับ

    ผลตอบแทนและรางวัล
    ต้องชี้ให้เด็กเห็นว่า  ผลตอบแทนที่เค้าจะได้รับในชีวิตจริง  ที่เป็น "รูปธรรม" เป็นอย่างไร  ย้ำนะครับว่า "รูปธรรม"  คือสิ่งที่
    เด็กต้องจับต้องได้โดยทันที  ไม่ต้องมีการวิเคราะห์อะไรลึกซึ้งมากนัก  เช่น  ถ้าบอกว่า   ตั้งใจเรียนสิ  จะได้เรียนเก่ง ๆ
    อย่างนี้ถือว่าเป็นนามธรรมนะครับ   เพราะเด็กก็ไม่รู้คุณค่าของการเรียนเก่งอยู่ดี  ไม่รู้ว่า  เรียนเก่งแล้วจะได้อะไร  ซึ่งในเกมนั้น
    เด็กจะได้ผลตอบแทนที่ชัดเจน  จับต้องได้  มีคุณค่าของการได้มาสูง   เราจะต้องหาผลตอบแทนแบบนี้ในชีวิตจริงให้กับเด็กให้ได้
    และต้องชี้ให้เค้าเห็น (อย่างเนียน ๆ)  ว่ารางวัลในเกมนั้น  มันไม่ใช่ของจริง  มันไม่มีอยู่จริง  เมื่อเกมจบไปแล้วรางวัลเหล่านั้นมันก็หายไป
    รางวัลที่ได้ในชีวิตจริงสิ  ของแท้แน่นอน   มันได้มาจริงและอยู่กับเรา  ติดตัวเราตลอดไป   เมื่อใดที่เรามี  รางวัลที่จับต้องได้ 
    และมีคุณค่าของการได้มา   มากกว่าที่เค้าได้รับจากในเกมแล้ว  ถือว่าปมข้อนี้  ก้อเครียร์ไปครับ


    Rare Item ของเกม Lineage 2 อาจจะสำคัญมากสำหรับบางคน

    ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดยาก  และสลับซับซ้อนมาก  เพราะเกี่ยวเนื่องกับพื้นฐานการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อม  เป็นการยากที่จะบอกว่า
    ต้องทำอย่างไร   เด็กถึงจะมีความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ดี  เพราะขึ้นอยู่กับตัวเด็ก  ครอบครัว  และเพื่อนฝูงเป็นส่วนใหญ่
    แต่จะบอกได้คำเดียวว่า  เมื่อไหร่ก็ตาม  ที่เด็กรู้สึกว่า  คุยกับคนในเกมแล้วปลอดภัยกว่า  กล้าเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองกับคน
    ในเกมมากกว่า  ปรึกษาได้มากกว่า  เข้าใจมากกว่า  มีตัวตนมากกว่า  คนในเกมยอมรับนับถือมากกว่า  เชื่อใจมากกว่าที่เค้ามี
    ความรู้สึกแบบนี้ให้กับพ่อแม่  ครูอาจารย์และคนครอบครัวแล้วหล่ะก็  รับรองได้เลยครับ  ว่า  เด็กจะหมกตัวอยู่แต่ในโลกแห่งเกมชัวร์ ๆ
    เพราะตัวตนของเค้า  อยู่ในนั้น  สิ่งที่เราทำได้คือ  ต้องทำให้เค้ารู้สึกถึงสิ่งเหล่านั้น  ในโลกภายนอกมากกว่าภายในเกม  อย่างน้อย
    ถ้าเค้าจะเล่นเกมจริง ๆ ก็ควรจะเป็นเกมที่นั่งล้อมวงเล่นกับเพื่อน ๆ หรือครอบครัวพร้อมกันเป็นหมู่คณะครับ



    Keyboard ที่ออกแบบมาให้เอาไว้ใช้เล่นเกมโดยเฉพาะ แล้วจะไม่ให้ติดได้อย่างไร

    สุดท้ายแล้ว  จริง ๆ แล้วเกมไม่ได้เป็นสิ่งผิดแต่อย่างใด  หลายครั้งเกมกลับเป็นตัวสร้างเสริมประสบการณ์เหมือนจริงได้ดีกว่า
    สื่อประเภทอื่น ๆ ด้วยซ้ำไป   ถ้าเรากลัวว่า  เด็กจะติดเกมเกินไป  ผมว่าเราลองเปลี่ยนมุมใหม่มาเล่นเกมกับเด็กเลยเป็นไงครับ 
    บอกเค้าว่า  เล่นได้  แต่ต้องเล่นกับ พ่อ/พี่/ลุง/ป้า/น้า/อา   เท่านั้น  ห้ามเล่นเองคนเดียวเด็ดขาด  วิธีนี้  นอกจากเราจะได้ควบคุม
    ดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว  ยังเป็นการผ่อนคลายความเครียดของเราไปในตัวอีกตะหาก  ยิงนกตัวเดียวด้วยปืนสองนัดจริง ๆ
     


     
    May 21

    พรประเสริฐในวัน HBD (ฮากลิ้ง)

    พรประเสริฐในวัน HBD

    เรื่องราวที่ผมจะเล่าลำดับต่อไปนี้เป็นประสบการณ์จริง บรรยากาศจริง ผมตั้งใจจะเขียนขึ้นหลายวันแหระ
    แต่ไม่สบโอกาสสักที เชิญ คับตามผมมาคับ ไม่ต้องเกริ่นกันยาวฮับ



    ............ ......... ......... ......... ......... ......... ......... ......... .........

    ปกติผมจะตื่นแต่เช้าตรูทุกวันไม่ว่าจะเมามายขนาดไหนผมต้องตื่นก่อนไก่โห่ฮาป่าฮิ้ว
    หลายอาทิตย์ก่อนเป็นวันเกิดหลานสาววัย 14 ก็เลยชวนน้าเท่ห์ๆ อย่างผมออกมายืนเป็นเพื่อนใส่บาตร
    ก็ตระเตรียมอาหารแพคสำเร็จรูป เป็นชุดกิ๊ฟเซท สวยงาม ครบหลักใหญ่ใจความ
    ปกติการตักบาตรพระก็จะเดินมาเป็นกลุ่มเป็นก็น ประมาณ 2-3 รูปแถวเรียงหนึ่งเข้ามารับนิมนต์ตักบาตร


    ............ ......... ......... ......... ......... .

    "นิมนต์คับ หลวงพ่อ "

    ผมเอื้อนเอ่ยนิมนต์หลวงพ่อ ผสมหลวงพี่ รับบาตร
    หลานสาวก็ใส่บาตร ใส่เสร็จหลานสาวก็จะบอกหลวงพ่อว่า

    "วันนี้วันเกิดค่ะ"

    หลวงพ่อ/หลวงพี่ก็ให้พร ผมก็นั่งคุกเข่า พนมมือรับพรไปกะหลานด้วย
    แต่แอบๆนึกในใจ ตรูเกี่ยวไรฟ่ะ?

    ............ ......... ......... .......

    ประเด็นมาเกิดตอน แพ๊คสุดท้ายหลังจากตักบาตรให้หลวงพ่อ
    ซึ่งเดินนำหน้าทิ้งช่วงน้องหลวงเณรไปประมาณ 30 เมตร
    น้องหลวงเณรวัยสักประมาณ 12-13 ปี เห็นจะได้ ตะแรกก็เดินเลี่ยงเปิดไฟเลี้ยวขวา
    ทำท่าจะไม่รับบาตร หลานสาวผมก็

    " นิมนต์ค่ะ"

    หลวงเณร ตบไฟเลี้ยวซ้ายเบี่ยงเข้ามาชิดริมฟุตบาท หลานสาวผมก็ตักบาตร กิ๊ฟเซท ชุดสุดท้ายเสร็จ พร้อมๆกับ

    " วันนี้วันเกิดค่ะขอพรด้วยค่ะหลวงเณรค่ะ ?"

    ผมยืนอยู่ใกล้ๆ สังเกตเห็นสีหน้าน้องหลวงเณร ทำหน้าทำตาแบบบอกบุญไม่รับ
    ดูเหมือนจะมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาที่ใบหน้าเล็กน้อย


    ............ ......... ......... ......... ......

    เอ่อ.....

    "คือว่าโยม หลวงเณรเองเพิ่งจะบวชได้ไม่กี่วันเอง
    ปกติก็จะเดินรับบาตรติดๆกะอาจารย์ แต่พอดีตะกี้อาจารย์ทิ้งช่วงไปหน่อย
    หลวงเณรสวดให้พรยังไม่เป็นคับ!"

    อะ.......อะ..... ......เอ่อ......

    เอางี้ละกันเพื่อไม่ให้โยมเสียศรัทธาเอาเท่าที่หลวงเณรจะให้ได้น่ะคับโยม
    " ค่ะหลวงเณร "
    หลานสาวผมตอบพลางพนมมือไหว้รอรับพร ผมก็ย่อตัวลงพนม มือไหว้ รอรับพรเช่นกัน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    " แฮปปี้ เบริด์ เดย์ ทู๊ยู
    แฮปปี้ เบริด์ เดย์ ทู๊ยู
    แฮปปี้ เบริ๊ดดดด เดย์
    แฮปปี้ เบริ๊ดดดด เดย์
    แฮปี้ปปปปปปปปป
    ปี๊เบริด์ เดยย์ ทู๊ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    ยู!"


    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    ............ ......... ......
    ............ ......
    .........

    ผมอุทานในใจพลางอมยิ้มแก้มตุ่ย เหลือบตาไปมองหลานสาว
    หลานสาวก็อึ้งกิมกี่ ขำกิ๊กๆๆ
    ยังคับยังไม่จบ ………..

    น้องหลวงเณร พอร้องเพลงจบ ยังตามด้วย
    " วันนี้เป็นวันดีเป็นวันเกิด ขอให้นึกคิดสิ่งใดสมความปรารถนา บลา บลา บลา"
    แล้วน้องหลวงเณรก็เดินจีวรปลิว หายไปท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ แห่งเช้าวันใหม่


    ............ ......... ......

    อ๊ากกกกกกกกกกกกกก
    มันคือพรที่สุดยอดในวันเกิดหลานป๋มจริงๆคับ ผมสาบานว่าหากน้องหลวงเณรยังไม่สึก
    เดือนพฤศจิกา ที่จะถึงเป็นคิวของผม ผมจะขับรถคว้านหาน้องหลวงเณรทุกซอกทุกมุม
    ในเช้าวันนั้น และ request พร เวอร์ชั่น HBD นี้เช่นกัน
    สาธุ!
     

    หุหุ  ชอบมาก ๆ เรื่องนี้  อ่านแล้วอมยิ้มหยั่งแรง
    เอามาจาก FWD mail อีกทีนึง  ใครอ่านแล้วชอบ  ก้อ ment ด้วยเน้อ
    April 19

    รวมคำศัพท์ในหมวดของการจีบกันทั้งหมด


    รวมคำศัพท์ในหมวดของการจีบกันทั้งหมด

    แอบไปเห็นในเว็บ dek-d.com แล้วรู้สึกว่า  มันเจ๋งดีแฮะ  เลยขออนุญาตแบบเงียบ ๆ เอามาแป่ะใน space ตัวเองซะเลย
    เป็นคำศัพท์ในหมวดหมู่ของความรัก และการจีบกันอ่ะครับ  มีตัวอย่างพร้อมคำแปลประกอบด้วย
    ลองเอาไปฝึกเล่น ๆ ดูนะ  อิอิอิอิ

    คำขยาย เพื่อ บอกรูปร่างหน้าตา (adjectives for appearance)

    pretty : ใช้สำหรับ เด็กสาว, ปรกติ คำนี้ ใช้ได้ ในหลายๆ ทาง หลายๆ ความหมาย แต่ บ่อยครั้ง ใช้กับ เด็กสาว ที่มี เสน่ห์ มีความ อ่อนหวาน น่ารัก ในตัว
    และ ใช้กับ เด็กผู้ชาย ในภาษา แสลง เมื่อ เด็กหนุ่ม คนนั้น มีอายุ น้อย และน่ารัก (เหมือน ตัวแทน วัยรุ่น ที่ดังและหล่อแบบ "pretty boy")

    lovely : ใช้กับ เด็กผู้หญิง คำๆนี้ ให้ความรู้สึก ที่อบอุ่น ความน่ารัก เป็นดั่ง เสน่ห์ ที่มีมนตร์ตรา

    beautiful : คำนี้ ใช้ได้ หลายทาง มันอาจจะ เป็นเรื่อง ธรรมดา สำหรับเด็กสาว ("she is beautiful") แต่ ถ้า จะใช้ ใน ผู้ชาย คุณ ต้อง เสริม
    คำว่า "man" ให้อยู่ ในประโยค ด้วย จะได้ เน้นว่า มันเป็น ความสวย สง่า แบบนามธรรม ไม่ใช่ สวยแบบ ผู้หญิงๆ ดังนั้น คุณต้อง พูดว่า "he is a beautiful man".

    gorgeous / drop-dead gorgeous : คำนี้ แปลว่า สวยมาก จริงๆ คุณสามารถ ใช้ เช่นเดียวกับ คำว่า "beautiful" ได้

    stunning : เฉียบ! จนตะลึง คุณใช้ คำนี้ เมื่อ คุณต้องการ บรรยายถึง ลักษณะ รูปร่าง หน้าตา ของเขา (ของเด็กชาย และเด็กหญิง),
    หมายถึง ว่า คนๆ นั้น ดูดี มากๆ ตอนที่คุณ ส่ายสายตา ไปพบเขา คุณตกตะลึง คุณกระดุก กระดิกไม่ได้, คุณพูด ไม่ออก, คุณเงอะงะ ตะลึง อ้าปากค้าง อื่นๆ...

    handsome : หล่อ ใช้สำหรับ เด็กผู้ชาย เท่านั้น เหมือนกับ ภาษาไทย

    manly : คุณใช้ คำนี้ เพื่อ บรรยาย ผู้ชาย คนหนึ่ง ที่ มีความ เป็นชาย ร่างกาย ใหญ่โต, และ แข็งแรง ในลักษณะ ที่มีเสน่ห์, เป็นชายหนุ่ม ที่ผู้หญิง เห็น แล้วจะร้องว่า "now THAT is a man."

    womanly : ใช้กับ ผู้หญิง ที่มีเสน่ห์ คนที่ ดูแล้ว ไม่ใช่ เด็กผู้หญิง วัยรุ่น จอมแก่นแก้ว อีกต่อไป แต่โตขึ้น เป็นผู้หญิง ที่มี การแสดงออก เป็นผู้ใหญ่ และมี ร่างกาย ที่เป็น ผู้ใหญ่ ตามไปด้วย

    sexy : คำๆนี้ คงไม่ต้อง บอก กันมาก เพราะ ทุกคน คงมี คำ จำกัดความ ที่มากและน้อย ต่างๆ กันไป อยู่แล้ว

    cute : น่ารัก ใช้กับ เด็กผู้หญิง หรือ เด็กผู้ชาย แต่ความหมาย เปลี่ยนไป ตามเพศ ที่พูด สำหรับ เด็กผู้หญิง มันให้ ความรู้สึก อ่อนหวาน แต่สำหรับ เด็กผู้ชาย แล้ว มันดู เหมือนกับ หล่อ แบบน่ารัก เช่น เด็กผู้หญิง จะชม Leonardo และ Brad Pitt ว่า "cute" และคงไม่มีใคร ที่จะ เรียก Arnold Schwartzenegger ว่าเขา "cute" เป็นแน่ คุณคงต้อง หัดฟัง และใช้ให้ถูก, คำแปล ในภาษาไทย คงไม่พอ ที่จะ บอกวิธี การใช้ ของคำนี้ ได้หมด

    buff : สำหรับผู้ชาย หุ่นดี ที่มีกล้ามใหญ่ เป็นมัดๆ

    stacked : เป็นคำสแลง ที่หนุ่มๆ ใช้สำหรับผู้หญิง ที่มีหน้าอกใหญ่ มันเป็นสิ่งที่ ไม่สุภาพ ที่จะว่าผู้หญิง แต่บางครั้ง คุณได้ยิน ผู้ชาย พูดคุยกันว่า "she's really stacked!"

    hot : คำสแลง แบบเซ็กซี่ สำหรับ ผู้ชาย และเด็กสาว

    shapely : สำหรับ ผู้หญิง ที่มีรูปร่าง เพรียวโค้ง เป็นรูปร่าง แบบเซ็กซี่

    คำนาม บอกรูปร่างหน้าตา (Nouns for Appearance)

    a hunk : ตำสแลง สำหรับ ชายหนุ่มร่างใหญ่ หล่อ แข็งแรง : "That guy is a real hunk!"

    a babe : คำสแลง สำหรับ ผู้หญิง ที่เซ็กซี่ มีเสน่ห์ ดึงดูดใจ "What a babe!"

    a boomer : คำสแลง สำหรับ เด็กสาว เซ็กซี่ ที่แข็งแรง พึ่ึ่งจะ โตเป็นสาว เต็มตัว เช่น: "She's a boomer."


    Words Of Love

    puppy love : ปั๊บปี้ รักขี้หมา
    "Those two think they are in love, but it's just puppy love."
    สองคนนั้น เขาคิดว่า เขามีความรัก แต่มันเป็น แค่เพียง รักของเด็กๆ

    true love : รักแท้
    "I'm not playing games. I am looking for true love."
    ฉันไม่ได้ ล้อเล่น ฉันกำลัง มองหารักแท้

    romantic love : รักหวานแหว๋ว

    platonic love : รักด้วยใจ ไม่มี ราคะ
    "Our relationship was only platonic."
    ความสัมพันธ์ ของเรา เป็นความสัมพันธ์ ฉันท์มิตร ไม่มี เซ็กส์ มาเกี่ยวข้อง

    a romance : ความสัมพันธ์ ที่หวานชื่น
    "I am not interested in a romance right now."
    ตอนนี้ ฉันไม่สนใจ เรื่องรักๆ ใคร่

    romantic : ใช้เป็น Adj.
    "He took me to a romantic spot and tried to kiss me."
    เขาพาฉันไป ที่ สถานที่ ที่หอมหวาน และพยายาม ที่จะจูบฉัน
     
    have a crush on someone : แอบปิ๊ง ! ใคร คนหนึ่ง
    "I think John has a crush on me. He stares at me all the time."
    ฉันคิดว่า จอห์น แอบปิ๊ง ฉันแน่ เขาจ้องฉัน ตลอดเวลา

    be sweet on someone : แอบชอบ ปิ๊ง ใครบางคน
    Ha Ha! Steven is sweet on Angela!"
    "ฮา ฮา ! สตีเว่น ปิ๊ง แอลเจลล่า"

    be infatuated with someone : หลงไหลใครบางคน
    "When I was in high school I was completely infatuated with a girl who didn't know who I was."
    ตอนฉันอยู่ ม. ปลาย ฉันหลงใหล สาวคนหนึ่ง ที่ไม่รู้จักว่า ฉันเป็นใคร

    be obsessed with someone : เฝ้าพะวง คิดถึงเขา ตลอดเวลา อาจถึงขั้น เว่อร์เกิน หรือ ไม่ก็บ้า มากเกินไป
    "Arnold is obsessed with me and won't leave me alone."
    อาร์โนลด์ คลั่งไคล้ ฉันขนาดหนัก และไม่ยอมปล่อย ฉันเลย

    be crazy about someone / be nuts about somebody : รัก หรือ ชอบ ใครคนหนึ่ง มากๆ (ไม่ใช่ บ้าคลั่ง)
    "Julie, I'm really crazy about you. Why don't you admit you have the same feelings?"
    จูลี่ ผมชอบคุณมาก ทำไม คุณไม่ ยอมรับว่า คุณก็ รู้สึก เช่นเดียวกัน กับผม

    have the hots for someone : ถูกดึงดูดใจอย่างมาก โดยใครบางคน
    "She has the hots for him but never shows it."
    เธอชอบเขามาก แต่ไม่เคย แสดงออก

    fall in love with someone : ตกหลุมรัก ใครคนหนึ่ง
    "I have fallen in love with you, my darling! Please be mine!"
    ฉันได้ตกหลุมรักเธอไปแล้ว ที่รัก มาเป็นแฟนฉันเถอะ

    be in love (with someone) : รักใครคนหนึ่งแบบจริงจังไปแล้ว
    "He is in love with me, but I don't share the feeling."
    เขารักฉัน แต่ฉัน ไม่เล่นด้วย
    "Those two are completely in love with each other."
    เขาทั้งสองคน รักกัน อย่างเหนียวแน่นแท้จริง

    be head over heels in love (with someone) : หลงรักมาก
    "They are head over heels in love with each other. I hope it lasts."
    เขาทั้งสอง หลงรักกันมาก ฉันหวังว่า มันคงอยู่ยืนยาวต่อไป

    flirt (with someone) : เล่นหู ชายตา
    "I really like to flirt but I try not to anymore now that I am married."
    ฉันชอบ เล่นหูเล่นตา มากเลย แต่ตอนนี้ ฉันพยายาม ไม่ทำ เนื่องจากตอนนี้ ฉันแต่งงานแล้ว

    make a pass at someone : พูดจา เกี้ยว ใครคนหนึ่ง เพื่อพยายาม ให้เขาสนใจเรา
    "I was sitting at a bar waiting for my friends and three guys in a row made passes at me."
    ฉันกำลังนั่ง รอเพื่อนๆ ที่บาร ์ และหนุ่มสามคนก็มาจีบฉัน ทีละคน

    make eyes at someone / play flirty-eyes (with someone) : เล่นตา กับใครคนหนึ่ง
    "She has been making eyes at me [playing flirty-eyes with me] all week, but when I went to talk to her she acted like nothing had happened."
    เธอเล่นตาหวานกับผม มาทั้งอาทิตย์ แต่พอผม ไปคุยกับเธอ เธอก็ทำท่า เหมือนกับ ไม่มีอะไร เกิดขึ้น

    woo someone : จีบ ใครคนหนึ่ง
    "He thinks he can woo me by showing me his muscles. What a fool!"
    เขาคิดว่า เขาสามารถ จีบฉันได้ โดยการ โชว์กล้ามของเขา ให้ฉันดู โง่จัง

    lead someone on : ดึงดูด ล่อให้เขา สนใจเรา หรือจีบเล่นๆ โดยที่ ไม่ได้ ตั้งใจจะเป็นแฟน (เหมือนกับการเล่นความรู้สึกของคนอื่น)
    "Julia flirted with me for weeks, but she was only leading me on. I found out she has a boyfriend whom she plans to marry."
    จูเลีย ทำเป็นชอบฉัน มาหลายอาทิตย์ แต่เธอทำแค่เพียงเล่นๆ กับฉันเท่านั้น ฉันรู้มาว่า เธอมีแฟน คนหนึ่ง ที่เธอวางแผนจะแต่งงานด้วย

    a tease : คนที่ เล่นหูเล่นตากับเรา ทำให้เราชอบ แต่จริงๆแล้ว ไม่ได้สนใจเรา หรือจะไม่ยอม มีความสัมพันธ์ กับเราเลย
    "I thought she wanted me, but she was just a tease."
    ฉันคิดว่า เธอต้องการฉัน แต่เธอเพียงแค่ แหย่ฉันเล่นๆเท่านั้น

    jail bait : สาวคนที่ แสนจะ sexy แต่ยังเป็นผู้เยาว์ ตามกฏหมาย ผู้ชายที่ต้องการ จะมีความสัมพันธ์ด้วย แต่ไม่กล้า ("jail" = คุก, "bait" = เหยื่อ)
    Guy 1: "Ooooh, look at her!"
    Guy 2: "Forget about it; she's jail bait."

    turn someone down : ปฏิเสธที่จะออกไปเที่ยวกับใครคนหนึ่ง
    "I asked Nancy out last night and she turned me down."
    เมื่อคืนนี้ ฉันชวนแนนซี่ ไปเที่ยว แต่เธอปฏิเสธฉัน

    turn someone on / a turn-on : ทำให้ใครคนหนึ่งรู้สึกเซ็กซี่ หรือดึงดูดความสนใจ
    "It really turns me on when you look at me that way."
    มันทำให้ผมปลื้ม (หวือหวา) เมื่อคุณมองผม แบบนั้น
    "Short skirts are a real turn-on for men."
    กระโปรงสั้นๆ เป็นสิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มคึกคัก

    turn someone off / a turn-off : ทำให้ใครคนหนึ่งรู้สึก ไม่ดี ไม่เซ็กซี่ หรือเป็นที่น่าสนใจ (ตรงข้ามกับ turn on)
    "It really turned me off when he chewed with his mouth open."
    มันทำให้ฉัน สะอิดสะเอียน เมื่อฉันเห็นเขาอ้าปากกว้างตอนที่เขาเคี้ยว
    "Body odor is a real turn-off."
    กลิ่นตัว เป็นสิ่งที่ ทำให้หมดอารมณ์

    stand someone up : ไม่มาตามที่นัด โดยไม่ได้บอกหรือพูดอะไร
    "I had a date with Nancy last night but she stood me up."
    ฉันมีนัดเที่ยวกับแนนซี่ เมื่อคืนนี้ แต่เธอทำให้ฉันคอยเก้อ

    seduce someone : ยั่วยวนให้ใครคนหนึ่ง ไปนอนด้วยโดยการ เล้าโลม ทำให้เขารู้สึกเซ็กซี่
    "It was our first date and I didn't even plan to kiss him, but he seduced me."
    มันเป็นการนัด ครั้งแรกของเรา และฉันไม่ได้วางแผน แม้แต่จะจูบเขา แต่เขากลับยั่วยวยชวนฉันไปนอนด้วย

    ask someone out : ชวนออกไปเที่ยว
    "I waited too long to ask her out, and now it's too late."
    ฉันคอยแสนนานที่จะชวนเธอออกไปเที่ยว และตอนนี้ มันก็สายไปแล้ว

    go on a date (with someone) / date (someone) : มีนัดกับใครคนหนึ่ง
    "We went on six or seven dates before we found out we were cousins."
    เราออกไปเที่ยวกันหกเจ็ดครั้ง ก่อนที่เราจะค้นพบว่า เราเป็นญาติกัน
    "He and I have been dating for about six months."
    เขาและฉัน เป็นแฟน ออกไปเที่ยวด้วย



    ปล. เห็นว่าเจ๋งดีเลยก๊อปมาแป่ะไว้ เผื่อเอาไว้ใช้จีบสาวมั่ง 5555

    April 17

    ผีห้องน้ำ... ที่มอเตอร์เวย์

    ผีห้องน้ำที่มอเตอร์เวย์

    เคยเจอแบบนี้ไหมครับ

    จุดพักมอเตอร์เวย์ ตอน ตีสองครึ่ง ผมกำลังขับรถไป จ.ตราด คนเดียว

    ปวดขี้สุดๆ เข้าไปในห้องน้ำ นั่งทันที ปิดประตู ปัง

    สักพักมีคนเข้ามานั่งห้องข้างๆ แล้วก็มีเสียงลอดมา

    ชายนิรนามห้องข้างๆ "สวัสดี เป็นไงมั่ง สบายดีไหม?"

    ผม นึกในใจ อืม อะไรของมันเอาวะใจดีสู้เสือตอบไป "เอ่อ สบายดีครับ สวัสดีครับ"

    ชายนิรนามถามต่อ " ทำอะไรอยู่ล่ะ"

    ผม เอ่อ จะให้ ทำอะไรฟะ นั่งอยู่ในส้วม " เอ่อ ก็รู้ๆกันอยู่นะครับ "

    ชายนิรนามถามอีก " นอนดึกนะเนี่ย ไม่หลับไม่นอน จะไปไหนเนี่ย"

    ผม อืม แปลกดีวุ้ยมีชวนคุย " เออ ไป ตราดครับ ต้องไปงานแต่งตอนเช้า"

    แล้วชายนิรนามก็พูดประโยคที่ทำให้ผมช๊อคมาก

    " เฮ้ย แค่นี้ก่อนนะ ห้องข้างๆ มันเป็นอะไรไม่รู้ พูดตอบมาตลอดเลย "

    ........................

    ปล. เอามาจาก fwd mail นะครับ ... ไม่ได้ทำเอง  อิอิ

     

    April 09

    เค้าว่ากันว่าคนขับรถทุกคน ล้วนปากจัด

    เค้าว่ากันว่าคนขับรถทุกคน ล้วนปากจัด

    ใครที่เคยขับรถกันประจำ ๆ แล้วรู้สึกว่าตัวเองหงุดหงิดบ่อยกว่าที่เคยเป็นมั่งรึเปล่าครับ

    สำหรับบางคนแล้ว  อารมณ์โกรธ โมโห ขี้หงุดหงิด อาจจะพบได้น้อยถึงน้อยมากในระหว่างวันทำงาน
    เพราะว่าอาจจะเป็นคนที่อารมณ์ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือค่อนข้างที่จะ manage อารมณ์ได้เก่ง
    แต่เคยสังเกตกันมั้ยครับ  เวลาขับรถบนท้องถนนเนี่ย  เราจะอารมณ์หงุดหงิดง่ายกว่าปกติ
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลารถติด ๆ ด้วยแล้ว  ความหงุดหงิดใจร้อนของเรายิ่งทำงานดีผิดปกติ
    "ทำไมมันขับหยั่งงี้วะ" ... "โง่ป่ะเนี่ย ขับแบบนี้ได้ไง"  ...  "ทำไมไม่จี้ไปเนี่ย  ปล่อยให้แซงอยู่ได้"  "X#@!$+!?*#x"......
    เราก็อาจจะมีสิทธิเห็นอะไรทำนองนี้  ในเวลาแบบนี้จากผู้หญิงคนไหนที่ปกติเรียบร้อย ๆ ได้เหมือนกันครับ
    เพราะเหตุนี้เองมั้ง  จึงเป็นที่มาของวลีที่ว่า "คนขับรถทุกคน ล้วนปากจัดทั้งสิ้น"  5555

    มีรายงานจากการวิจัยจากสถาบัน Pond's Institute ว่า  สาเหตุหลัก ๆ ที่คนขับรถส่วนใหญ่จะอารมณ์เสีย
    ง่ายกว่าปกติเพราะว่า   เวลาคนเราขับรถเนี่ย  ถ้าขับบ่อย ๆ จนชินแล้ว  เราจะติดภาพว่ากำลังของรถเป็นกำลังของเรา
    ธรรมดาแล้วเวลาเราทำงานอะไรซักอย่าง  เราจะใช้แรงของเรา  ออกกำลังในการทำงานใช่มั้ยครับ
    งานอะไรที่เกินกำลังของเราจะทำได้  เราก็จะไม่รู้สึกเดือนร้อนอะไรเวลาเราทำมันไม่ได้  แต่ในกรณีที่เราขับรถ
    เราจะทึกทักไปเองว่า  กำลังแรงม้าของรถมันคือแรงม้าของเรา  ฉะนั้นการที่รถติดขัดจนเราไม่สามารถสำแดง
    แรงม้าออกมาได้  จึงทำให้เราหงุดหงิดง่าย  เหมือนโดนล๊อคความสามารถไว้ไงครับ

    เค้าเรียกกรณีการมีอำนาจนี้ว่า Empowerment  (การสร้างพลังอำนาจ) ครับ
    Empowerment จึงหมายถึง การสร้างพลังอำนาจให้กับตัวเอง  ให้รู้สึกถึงความมั่นใจ  ความมีคุณค่า  มีความสามารถ
    ในตัวเอง  ในกรณีที่เราขับรถ  พลังของรถจะแปรเปลี่ยนมาเป็นพลังของเรา  ทำให้เรารู้สึกถึงความสามารถที่มากขึ้น
    (เช่น  การเหยียบคันเร่งที่แรงขึ้น  หมายถึงพลังที่จะทะยานไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น)  เป็นความรู้สึกอิสระที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง
    ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรของตนเอง หรือแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจได้ เมื่อคนรู้สึกได้รับอำนาจ จะรู้สึกมีชีวิตชีวา
    และมีความรับผิดชอบ และมีอิสระ ที่จะเลือกสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองได้   เรื่องของ empower นี้ถ้านำไปใช้ในทางที่
    สร้างสรรค์แล้ว  จะเหมาะมากกับคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง  คนที่มีปมด้อยและต้องการลบปมด้อยนั้นด้วยการ
    สร้างจุดเด่นด้านอื่นขึ้นมาแทน  ยกตัวอย่างเช่น  กรณีของผู้ป่วยพิการครับ  เพราะสำหรับคนพิการแล้ว  ต้องการความมั่นใจ
    และการมีคุณค่าในตัวเองอย่างมากในการดำรงชีวิตปกติ  หรือในการบำบัดให้หายจากภาวะพิการนั้น ๆ ครับ

    สำหรับจิตวิทยาข้อเดียวกันนี้  ไป apply ใช้ได้กับคนที่เพิ่งได้รับอำนาจมาใหม่ ๆ หรือมีอำนาจบารมีขึ้นมา
    ในเวลาอันรวดเร็วได้ด้วยเหมือนกัน   คนที่มีอำนาจมาก  ก็จะทึกทักไปว่าอำนาจบารมีนั้น  เป็นกำลังของตน
    เป็นพลังวิเศษของตัวเอง  จนได้ให้เหลิง หลงตัวเอง  และกลายเป็นบ้าอำนาจไปในที่สุด 
    วิธีแก้ปัญหาบ้าอำนาจได้ดีที่สุด  คงเป็นการแก้ที่จิตใจล่ะครับ  ว่า  จะทำยังไงให้เรารู้ว่าพลังอำนาจที่ได้มา
    แท้จริงแล้วไม่ใช่ของเราเลย  ถ้าใครมีเจ้านายมาบ้าอำนาจใส่แล้วหล่ะก็  เราอย่ายอมนะครับ ...  ของแบบนี้แก้กันได้
    จงเดินไปเลยครับ  เดินไปตบหัวซักป๊าบสองป๊าบให้เข็ดหลาบ ....  แล้วตะโกนใส่หน้าเจ้านายว่า

    "ขอโทษครับ  วันหลังผมจะไม่ทำผิดพลาดอีกแล้วครับ" ... !!??

    อ่าว  มะกี๊กรูตบหัวตัวเองนี่หว่า  โธ่ ...





    March 20

    ใคร ? คือผู้ผลิตโน๊ตบุ๊ค และเข้าใจ ในเรื่อง BareBone

     
    ใคร ? คือผู้ผลิตโน๊ตบุ๊ค และเข้าใจ ในเรื่อง BareBone
     
    เห็นว่าน่าสนใจดี  เลยก๊อปเค้ามาดุ้น ๆ เลยนะครับ
     
    หลายๆท่าน อาจจะไม่ค่อยเข้าใจว่า Notebook ประกอบเองแล้วดีหรือ ? ข้างใน notebook มีอะไรบ้าง ? โน๊คบุ๊คยี่ห้อดังๆ ที่คุณใช้อยู่นั้น จริงๆ แล้ว ผลิตจากที่ไหน ? ใครเป็นคนผลิต มาดูกันลึกๆ ในอุตสาหกรรมโน๊ตบุ๊ค ว่า มันเป็นกันอย่างไร ? ซึ่งเรื่องพวกนี้ คุณอาจจะยังไม่เคยทราบกันมาก่อน และไม่เคยมีใครบอก แต่ถ้าเราเริ่มเข้าใจ แล้วทำการหาข้อมูล จะเห็นว่า เรื่องเหล่านี้ เป็น เรื่องปกติ ที่มีการพูดคุยกันทั่วโลก วันนี้ เป็นยุคสังคมข่าวสาร ข้อมูลสื่อถึงกันหมด ทำให้ เวลาเราซื้อโน๊ตบุ๊ค อาจจะเสียเวลาในการทำความเข้าใจกันบ้าง แต่ก็ถือว่า คุ้ม เพราะว่า ท่านจะได้โน๊ตบุ๊คที่เป็น......ของดี ราคาถูก ...ซึ่งความเชื่อแต่เดิม คิดว่า....ของถูก ไม่มีในโลก ....จริงๆ แล้ว เป็นความเข้าใจผิด อย่างมาก ..ถ้าคุณมีความรู้ คุณจะซื้อโน๊ตบุ๊คอย่างชาญฉลาด ....สนใจรายละเอียด คลิ๊กที่นี่

    ใครเป็นคนผลิต Notebook กันแน่ ?

    FINAL ฎ Computer คือ ยี่ห้อของคนไทย ซึ่งถือกำเนิดเมือ่ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่าย คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ที่มีแตกต่างจากโน๊ตบุ๊คในตลาด ตามสโลกแกนคือ " your condidence choice" หรือ ทางเลือกที่คุณมั่นใจ เพราะว่า เราจะเน้นในเรื่องการเลือกสรรค์อุปกรณ์ ในการนำมาประกอบเป็นเครื่อง Desktop หรือ Notebook

    หลายๆ ท่าน อาจจะเคยเห็นว่า โน๊ตบุ๊คหลายยี่ห้อในตลาดที่ท่านกำลังหา หรือ เลือกซื้ออยู่นั้น หน้าตาเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ป้าย ยี่ห้อเท่านั้น ซึ่งท่านก็จะสงสัยว่า ตกลงใคร copy ใคร หรือ ท่านอาจจะนึกเลยไปถึงว่า เป็นของทำเลียนแบบ ซึ่งคุณภาพไม่ดี แต่จริงๆแล้ว ความเข้าใจดังกล่าวผิดมาก เรามาดูกันลึกๆว่า ใครเป็นผู้ผลิตโน๊คบุ๊คกันแน่ ?

    ODM - Original Design Manaufacturers

    ODM คือ โรงงานผู้ผลิตจริงๆ ที่ทำการออกแบบ ผลิตเครื่อง หรือ ประกอบเครื่อง ซึ่งเราจะเรียกมันว่า Barebone ซึ่งเครื่อง Barebone จะประกอบด้วย motherboard , ตัวถัง (Casing) และ ส่วนของจอภาพ LCD แต่เครื่อง Barebone จะไม่มี CPU , RAM , Harddisk ตัวอย่างของผู้ผลิต ODM ก็จะมีดังนี้ คือ Quanta , Compal , Clevo , Mitac , ASUS, AOPEN (acer) , Uniwill, ThinHead ซึ่งจริงๆ แล้ว ท่านอาจจะไม่เคยได้ยิน หรือรู้จักชื่อต่างๆ เหล่านี้ มาก่อน แต่ยี่ห้อเหล่านี้ จริงๆ แล้ว เป็นผู้ผลิตให้กับยี่ห้อดังๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Acer , SONY, HP, IBM, Dell , Compaq ,Gateway เป็นต้น โน๊ตบุ๊คดังกล่าว จะถูกขายให้กับ OEM ( Original Equipment Manufacturer ซึ่งแต่ละ ODM จะขายไปยัง OEM แต่ละยี่ห้อ เพื่อไปทำการติด Brand ตัวเอง

    OEM - Original Equipment Manufacturer

    OEM จะทำการซื้อ Barebone จากผู้ผลิต ODM แล้วทำการมาใส่ Harddisk , CPU , RAM และ Optical Drive ( COMBO , DVD Writter) และทำการติดตั้งซอฟแวร์ลงในเครืองโน๊ตบุ๊ค หลังจากนั้น ก็จะทำการติด label เพื่อติดยี่ห้อลงไป แล้วทำการเรียกว่า " Brand Name Notebook" ขายภายใต้แต่ละยี่ห้อ พร้อมการให้บริการหลังการขาย ให้กับ End user

    Quanta + Compal + ASUS คือ ผู้ผลิตรายใหญ่ ที่ได้ส่วนแบ่งตลาด ประมาณ 60% ของยอดการผลิตทั้งหมด

    ตัวอย่างของการ OEM & ODM

    • ODM ชื่อ Clevo ได้เป็นผุ้ผลิตให้กับ Sagerฎ รุ่น NP5670 และ Alinwareฎ รุ่น Area 51-M และ Voodoฎ รุ่น Mclass M550 , HyperSonicฎ รุ่น Aviator ซึ่งยี่ห้อทั้งหมด ก็มาจากคนผลิตคนเดีวกัน คือ Clevo แต่ละยี่ห้อ ก็ต่างไปติดยี่ห้อตัวเอง ดังนั้น ทุกยี่ห้อ ดังกล่าว ก็จะมีหน้าตาเดียวกัน ทุกอย่างเหมือนกัน แตกต่างกันที่ Harddisk , CPU , RAM
    • ODM ชื่อ Compal Electronic ได้ทำการผลิตโน๊คบุ๊คให้กับ Dellฎ Computer , HPฎ ( Hewlett Packard), Compaqฎ
    • ODM ชื่อ QUANTA ได้ทำการผลิตให้กับหลายๆ ยี่ห้อ ชื่อดัง เช่น Dellฎ รุ่น Lattitude , IBMฎ , Sony ฎVaio Laptop
    • ODM ชื่อ GVC ได้ทำการผลิตให้กับ Micronฎ รุ่น Transport
    • ODM ชื่อ Inventec ได้ทำการผลิตให้กับ COMPAQฎ
    • ODM ชื่อ Clevo , Kapok ได้ทำการผลิตให้กับ SAGERฎ Computer ( ยี่ห้อหนึ่งใน usa) , Clevo และ kapok เป็นบริษัทเดียวกันแต่เพียงแต่คนละแผนก
    • ส่วน ODM รายอื่นๆ ที่ไม่ใหญ่แต่ก็มีอีกหลายโรงงาน เช่น Mitac , Clevo , ECS , FIC , TwinHead , Uniwill ซึ่งอาจจะไม่ใช่ผู้ผลิต รายใหญ่นัก

    ทั้งหมด ที่กล่าวมานี้ คือ " ความลับสุดยอด ในอุตสาหกรรมโน๊ตบุ๊ค" ซึ่งท่านอาจจะไม่เคยได้รับรู้มาก่อน แต่ถ้าท่านสนใจ อยากที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติม ท่านสามารถเข้าไปที่ www.google.com แล้วทำการ search ค้นหาข้อมูล อาจจะใช้ key word ว่า " quanta + sony" ก็อาจจะเห็นข่าว การเซ็นต์สัญญา การจ้างผลิต หรือความร่วมมือกันมากมาย

    ท่านอาจจะประหลาดใจว่า ? ทำไม ท่านไม่รู้จัก ODM เลย ? แต่ท่านจะรู้จักแต่ละยี่ห้อ เท่านั้น ก็เพราะว่า ยี่ห้อที่ท่านรู้จัก ได้จ่ายเงินมากมาย สำหรับการทำการตลาด เพื่อให้ชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก และเกิดการยอมรับจาก end user .....นี่คือ สาเหตุทำให้ ท่านจ่ายเงินราคาสูง สำหรับ คำว่า Brand name notebook

    เข้าใจคำว่า Barebone

    หลายๆท่าน อาจจะไม่ค่อยเข้าใจว่า โน๊คบุ๊คประกอบเองในเมืองไทยจะดีหรือ ? คุณภาพจะเป็นอย่างไร ? จะสามารถสู้กับเครื่องมี Brand ได้หรือเปล่า ? ถ้าจะตอบคำถามเหล่านี้ ให้ถูกต้องนั้น สำคัญคือ การเลือก Barebone ที่ดี และอุปกรณ์ ภายในที่ดี ( cpu ,ram , harddisk) เพราะว่า Barebone คือ หัวใจของ Notebook เพราะว่า เครื่อง Barebone ก็จะเท่ากับเครื่องเกือบทั้งหมดแล้ว แต่ขาดเพียง CPU , RAM ,Harddisk ที่แต่ละ Brand name notebook จะได้นำมาใส่ให้กับ user แล้วจำหน่ายในราคาที่แตกต่างกัน และให้บริการหลังการขาย ที่แตกต่างกัน และก็ทำการตลาดที่แตกต่างกัน ระหว่างแต่ละยี่ห้อ

    ภาพด้านบน คือ CBB( Common building block ของ intel) ที่อยู่ในมาตราฐาน VBI ( Verify by intel) ซึ่งจะทำให้ Barebone ของแต่ละโรงงาน สามารถเปลี่ยนกันได้ เช่น power supply , จอ , optcal drive , Harddisk , keyboard ซึ่งประโยชน์ที่จะเกิดกับ End user คือ สามารถจะหาอะไหล่ได้ง่าย ในราคาที่ไม่แพง ซื้อจากที่ไหน ก็าสามารถใส่ได้ เพราะว่า รูน๊อต และ ความเข้ากันได้ ( Compatibility) จะทำให้ไม่มีปัญหา ในการใช้งาน

    การใส่และการประกอบอุปกรณ์ ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง

    เครื่อง Barebone ที่มาจากโรงงาน odm

    จริงๆ แล้ว โน๊คบุ๊คนั้น เราคงไม่ได้ประกอลอะไรมาก เพียงแต่เราจะซื้อ Barebone จากโรงาน ODM แล้วนำเก็บเข้า stock แล้วทำการใส่ harddisk , cpu ,ram

    การใส่ CPU

    cpu ก็คือ ตัวประมวลผลหลัก ซึ่งโดยปกติแล้ว จะมีหลายเบอร์มาก และเครื่อง Barebone ส่วนใหญ่แล้ว จะสามารถใส่ cpu ได้หลายๆ เบอร์ ราคาเครื่องที่ลดราคาแล้ว ส่วนใหญ่ เป็นการลดราคา CPU และ cpu ที่ใช้ใน notebook นั้น ก็มีเพียง 2 ยีห้อ เท่านั้ คือ intel ฎ และ AMDฎ ซึ่งส่วนใหญ่ เครื่อง Notebook ที่ดี ๆ มีราคาสูง ก็จะใช้ intel chipset

    การใส่ Harddisk

    หลังจากที่เราใส่ cpu แล้ว ก็จะนำมาใส่ Harddisk ซึ่ง harddisk ก็จะมีขนาดหลายความจุด เช่น 40 GB, 60 GB, 80 GB และ 100 GB

    Harddisk ในโลก จะมียี่อ้ ดังนี้

    การใส่ RAM ( หรือ ที่เรียกว่า Memory)

    ตัว RAM หรือ ที่เรียกว่า หน่วยความจำ หรือ memory ก็เป็นส่วนสำคัญอีกตัวของ Notebook ที่ราคามีการเปลี่ยนแปลงกันทุกวัน

    เท่านี้ โน๊คบุ๊คของท่าน ก็พร้อมใช้งาน และทำการติดตั้งโปรแกรมต่อไป

    เครื่อง Barebone ที่เสร็จเรียบร้อย ก็พร้อมที่จะรอการตรวจสอบการทำงาน

    การเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คอย่างฉลาด ที่จะให้ได้ ของดี ราคาถูก ใช้งานได้นานๆ คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป จะทำอย่างไร ?

    ปัจจัย ในการเลือกซื้อ Notebook ที่ให้เกิดความคุ้มค่า คงต้องดูในปัจจัย 3 อย่างต่อไปนี้ คือ

    • การรับประกัน : ท่านควรจะต้องทำการเปรียบเทียบ การรับประกันในแต่ละยี่ห้อ ว่า เป็นอย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่า โน๊ตบุ๊ค ที่ท่านอุตสาห์เก็บเงินเพื่อซื้อนั้น จะสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา และมีคนซ่อมให้ เมื่อโน๊ตบุ๊คดังกล่าว เกิดปัญหา
    • Spec : ทำการเปรียบเทียบ spec ต่างๆ รูปร่างหน้าตา และอุปกรณ์ เสริม ที่แต่ละยี่ห้อ ให้กับท่าน
    • ราคา : ท่านจ่ายเงินซื้อโน๊ตบุ๊ค เพื่อ Brand หรือ ? หรือ จ่ายเงินเพื่อซื้อโน๊ตบุ๊คไปใช้งาน ในราคาที่เหมาะสมกับประสิทธิภาพ

    HP ( Hewlett Packard) ยี่ห้อดัง ทีท่านปฎิเสธิไม่ได้ ว่า ท่านไม่รู้จัก ผมคิดว่า คนไทยน่าจะรู้จัก HP มานานมาก แต่ท่านอย่าลืมว่า ท่านรู้จัก HP เพราะว่า HP เป็นผู้ผลิต printer รายใหญ่ มีการคิดค้น และพัฒนา printer มานาน จริงๆ แล้ว HP ไม่ได้เริ่มธุรกิจ จากการเป็น ผู้ผลิตและวิจัยโน๊ตบุ๊คในตอนเริ่มต้น แต่ HP จะเก่งและเชียวชาญในเรื่องของ Printer .....HP ไม่ได้ผลิตโน๊ตบุ๊คเอง แต่ HP ซื้อ ODM จากโรงงาน เช่น Mitac , COMPAL และรวมถึงเครื่อง COMPAQ ( ปัจจุบัน ถูกซื้อโดย HP ไปแล้ว ) ก็ได้ซื้อ ODM จากโรงงาน เช่น COMPAL, MITAC , IBM ได้ซื้อ ODM จากโรงงาน QUANTA & ARIMA แต่ปัจจุบัน ได้ทำการขายกิจการให้กับ lenovo ฎ , ยี่ห้อ Dellฎ ได้ทำการซื้อ ODM จากโรงงาน AOpen( acer) , Compal & quanta , SONY ฎ, HPฎ, SHARP " ก็มีการสั่งผลิตจากโรงงาน Twinhead

    ผู้เขียนหวังว่า ข้อมูลนี้ จะเป็นข้อมูลเริ่มต้นให้กับ ผู้ที่กำลังสนใจ จะซื้อโน๊ตบุ๊ค ได้ทำการเลือกซื้อโน๊ตบุ๊ค อย่างชาญฉลาด ไม่ยึดติดกับยี่ห้อ แต่เป็นการเลือกซื้อโน๊ตบุ๊ค ที่เหมาะสมกับการใช้งาน พร้อมทั้งการจ่ายเงิน ที่คุ้มค่า สมราคา กับ โน๊ตบุ๊ค ที่จ่ายเงินไป

    ตอนนี้ ท่าน ก็รู้ดี และเข้าใจกับอุตสาหกรรมโน๊ตบุ๊คมากขึ้นแล้ว แล้วทำไม ? ท่านต้องจ่ายเงินที่แพงกว่า รับประกันสั้นกว่า เพื่อที่จะซื้อ Notebook ที่เรียกว่า " notebook Brand Name "


    ข่าวเรื่องการเซ็นต์สัญญาในตลาดโลก ที่คุณไม่เคยรู้ ( สามารถตรวจสอบได้ จากอินเตอร์เน็ต)

    ----------" Quanta Computer, the world's largest notebook maker, may ship over one million notebooks in October on increased orders from major brands, according to sources. Dell, Quanta's largest notebook customer, is reported to have placed an order for 250,000-300,000 notebooks to be shipped in October, sources added. Hewlett-Packard (HP), Acer and NEC combined will account for another 300,000-400,000 notebooks in October, according to sources. Quanta's other major clients, including IBM, Sony, Gateway and Apple, have also increased orders." ----- Source: DigiTimes.com [Tuesday 2 September 2003]

    FINAL ฎ BTO SW1 Series ได้ทำการ OEM จากโรงงาน Quanta Computer

    ---------" Hewlett-Packard's (HP) new 15.4-inch wide screen notebook, the Pavilion zt3000, is being manufactured by Taiwan-based Compal Electronics, sources said.") -----Source: DigiTimes.com [Friday 3 October 2003]

    FINAL ฎ BTO SM1000, SH1000, SH2000, M3000 ได้ทำการ OEM จากโรงงาน Compal Electronics

    --------" Apple กำลังเลือกโรงงานที่จะผลิตให้ ระหว่าง Quanta & ASUS " ---> รายละเอียด ข่าว ดูได้ที่นี่

    --------" Quanta เป็น หนึ่งในผู้ผลิต Notebook ราคาไม่เกิน 100 us$ หรือ 4,500 บาท ที่รัฐบาลไทย นำมาเสนอ ---> รายละเอียดข่าว ดูได้ที่นี่

    --------" Quanta ได้รับเป็น ผู้ผลิตให้กับ SONY Notebook 300,000 - 400,000 ตัว ----> รายละเอียดข่าว ดูได้ที่นี่

    --------"Quanta ได้รับ order จาก Dell Computer 4 -5 ล้านตัว ----> รายละเอียดข่ว ดูได้ที่นี่

    --------" SONY เซ็นต์สัญญาผลิต โน๊ตบุ๊ค Transmata ให้กับโรงงานในไต้หวัน ----> รายละเอียดข่าว ดูได้ที่นี่

    --------" Quanta ได้เป็นผู้ผลิต Notebook Transmeta ( notebook ตัวเล็ก กินไฟน้อย ) จาก IBM , GateWay ----> รายละเอียดข่าว ดูได้ที่นี่

    -------" Quanta ได้รับชัยชนะในปี 2006 ได้รับจ้าง เป็น ผู้ผลิตให้กับ SONY Notebook -----> รายละเอียดข่าว ดูได้ที่นี่

    -------" Quanta ได้รับเป็นผู้ผลิต LCD TV ให้กับ SANYO -----> รายละเอียดข่าว ดูได้ที่นี่

    -------"Quanta ได้รับ order การผลิตโน๊คบุ๊ค SONY VAIO 200,000 ตัว จาก sony japan -----> รายละเอียดข่าว ดูได้ที่นี่

    -------" Quanta ส่ง Notebook crosure ( โน๊คบุ๊คตัวเล็ก กินไฟต่ำ ) ให้กับ IBM ----> www.cnn.com ---> รายละเอียดข่าว ดูได้ที่นี่

    -------" การจ้างผลิต ทำให้ Brand Name notebook มีกำไร มากยิ่งขึ้น ----> รายละเอียดข่าว ดูได้ที่นี่

    -------" QUANTA แย่ง order dell notebook 15.4" จาก compal electronics ----> รายละเอียดข่าว อ่านได้ที่นี่

    -------"Dell , HP , IBM ก็ผลิตจากโรงงาน Quanta ซึ่งเป้นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ผลิตโน๊ตบุ๊คมากถึง 22% ของตลาดทั้งหมด ---> รายละเอียดข่าว

    -------" ปี 2007 Quanta ส่งโน๊ตบุ๊คให้ Dell 10 ล้านตัว ----> รายละเอียดข่าว ดูได้ที่นี่

    -------" Acer เปลี่ยนโรงงานผลิต จาก wistron มาเป็น COMPAL Electronic ---> รายละเอียดข่าว ดูได้ที่นี่

    -------" Inventec กลายเป็นผู้ผลิตโน๊คบุ๊ค รายใหญ่สุดของ TOSHIBA ------> รายละเอียดข่าว ดูได้ที่นี่

    February 12

    เรื่องน่าตื่นเต้น... ที่เกิดในห้องน้ำชาย

    เรื่องน่าตื่นเต้น... ที่เกิดในห้องน้ำชาย
     
    เมื่อกี๊เข้าห้องน้ำผู้ชาย  มันมีโถฉี่ผู้ชาย 3 โถเรียงติดกัน  นึกภาพออกมั้ยครับ 

    ผมใช้อันซ้ายสุดอยู่  ตรงกลางเป็น manager อันขวาเป็นเพื่อนผมอีกคนนึง 

    ยืนฉี่เรียงกันอยู่ 3 คน ระหว่างนั้น manager เค้าก้อชวนคุยเรื่องาน 
    ทำนองว่าช่วงนี้เยอะหน่อยนะ  อย่าเครียด  ทีนี้พอ manager เค้าทำธุระเสร็จ 

    เค้าก้อเดินไปตบไหล่เพื่อนผม  ปลอบใจว่าอย่าเครียดนะ  สู้สู้  ผมก็ตาลุกวาวเลย 
    คิดในใจว่า  "อ้ายยย.....  เอาแล้วไงเมิง  แม่งยังไม่ได้ล้างมือเรยยยยย"

    แล้วสิ่งต่อมาที่เกิดขึ้น  มันเร็วกว่าที่ผมคิดไว้ซะอีก  พี่ manager สุดใจดีของผม 
    แกก็เดินมาตบไหล่ผมอีกทีด้วยมือข้างที่เหลือ 
    "....  คุณก็ด้วยนะ เหนื่อยหน่อยนะช่วงนี้"
    ผมก็มองหน้าเพื่อนผมแบบเลิ่กลั่ก ๆ 

    แสรดดดดดด   เสือกไม่ล้างมือก่อน
    ตอนนั้นผมก้อได้แค่นึกในใจอย่างเดียวว่า 

    "แม่งงงงง  ไม่ต้องมาใจดีตอนนี้โว้ยยยยยย  มือเมิงอ่ะ  มื้อออออออออ"

    Y__Y  เซร็ง  .... 
    รีบกลับบ้านเอาไปดมดีกว่า  กร๊ากก ๆ ๆ ๆ  (ล้อเล่นนะ  อย่าคิดว่าไปทำจริง)
    February 09

    วันเกิดช้านนนนนน.... ทำไมมันจึงไม่มีใครจำ

    วันเกิดช้านนนนนน....  ทำไมมันจึงไม่มีใครจำ

    (วันนี้ขอแป่ะเรื่องส่วนตัวใน blog ซักนิด)

    ต้องมาฉลองข้ามคืนวันเกิดแบบเงียบ ๆ หน้าคอม  ช่างน่าสงสารซะจริงตู
    คนที่เคยโทรมา HBD เป็นคนแรก  ปีนี้ก็ไม่โทรมาซะแล้ว ..................................... เพราะไม่มีให้โทรอีกแล้ว
    คนที่เคยคิดว่าไม่ลืมแน่ ๆ ......................................................................... ก็ลืมไปซะสนิท
    คนที่เคยทะเลาะกัน  ก็หวังว่าวันนี้เค้าคงจะลดทิฐิ ส่ง sms มา HBD บ้างก็ยังดี ............... แต่ก็ป่าว

    วินาทีนี้  เพลงอะไรมันจะเหมาะไปกว่าเพลงนี้อีก   ฮือ ฮือ ฮือ  T__T


    วันเกิด - โป้ โยคี เพลย์บอย

    Dmaj7                 Bm7           
    ก็คงมีเพียงให้ฉันได้เดา
         Dmaj7            Bm7
    วันนี้หนอใครจะคิดถึงเรา
          Dmaj7                    Bm7
    อย่างน้อยก็คงไม่ทำให้เราเหงา
        A        Em  A7
    ในวันว่างเปล่า

     Dmaj7                  Bm7
     ในวันที่มันดูคล้ายเพิ่งเกิด
      Dmaj7               Bm7
     คือวันที่ตัวของฉันกำเนิด
     Dmaj7                        Bm7
     ไม่มีแม้ใครสักคนต้องผิดหวัง
          A      Em                    A
     ช่างดูเหงาจัง     ในวันที่มันไร้แม้เธอ
      G                 C
     วันนี้ไร้ความหมาย

             Dmaj7     F#m             Bm7
    วันเกิดฉัน      ทำไมมันจึงไม่มีใครจำ
          B7                     G
    หรือฉันนั่นเองที่เคยได้ทำร้ายใคร
             F#m                 Em
    จนเขาตัดสินใจ     ไม่ต้องการจะรับรู้
            A7
    ว่าวันนี้วันเกิดใคร

                            Dmaj7   F#m             Bm7
     วันเกิดฉัน    ทำไมมันจึงไม่มีใครจำ
                         B7                            G
     ฉันเหงาเหลือเกิน      ที่รู้ว่าทำให้ใคร
                              F#m
     ฉันไม่มีความหมายใด
                             Em                           A7
     วันเกิดฉันแค่หนึ่งวัน      ที่ถูกทิ้งให้ผ่านไป


    SOLO : / Gmaj7 / F#m / Em / A7 / G / F#m / C7 / B7


            Emaj7     G#m            C#m7
    วันเกิดฉัน     ทำไมมันจึงไม่มีใครจำ
        C#7
    หรือฉันนั่นเองที่เคยได้ทำร้ายใคร
           G#m              F#m
    จนเตัดสินใจ    ไม่ต้องการจะรับรู้
            B7
    ว่าวันนี้วันเกิดใคร

                           Emaj7     G#m            C#m7
     วันเกิดฉัน     ทำไมมันจึงไม่มีใครจำ
                         C#7                         A
     ฉันเหงาเหลือเกิน     ที่รู้ว่าทำให้ใคร
                                G#m
     ฉันไม่มีความหมายใด
                               F#m                     B7
     วันเกิดฉันแค่หนึ่งวัน     ที่ถูกทิ้งให้ผ่านไป


    SOLO : / Esus2 / C#msus2 / ( 4 times )

    January 31

    Coffee Lover : เรื่องราวของกาแฟ กาแฟ และกาแฟ

    Coffee Lover : เรื่องราวของกาแฟ กาแฟ และกาแฟ

    ผมติดกาแฟมาก็นมนานชนิดที่เรียกว่า  วันไหนไม่กินกาแฟนี่  วันนั้นจะงืด ๆ มาก จะนั่งทำงานแบบจ๊าดหง่าวหมดอารมณ์และไร้ซึ่งเรี่ยวแรงในการดำเนินชีวิต  ทุกวันนี้ก็จะพยายามไม่ให้เกินวันละแก้ว  จากแต่ก่อนกิน 2 แก้ว  หลัง ๆ เลยเปลี่ยนเป็นแก้วเดียว  แต่ชง 2 ช๊อตแทน  (5555 ต่างกันตรงไหนเนี่ย)  โอ๊ะ  ไม่สิ  เดี๊ยวจะติดกาแฟหนักกว่าเดิม ... ไม่ได้ ๆ  ตอนนี้ต้องตั้งกฏให้ตัวเองกินได้แค่แก้วเดียว ... จริง ๆ นะ (แก้วกระเบื้องหน่ะนะ)

    กินมาก็นาน  แต่เข้าร้านกาแฟทีไร  ยังงง ๆ กับเมนูมันว่าเห้ย  ทำไมมันมีเยอะจังวะ  แต่ละแบบนี่มันต่างกันยังไงเนี่ย  แถมบางอันชื่อเดียวกัน  แต่ดันมีวิปครีมตีใส่ข้างบนอีก  ด้วยความอยากรู้อยากเห็น  และความไม่อยากเสร่อเวลาไปตามร้านกาแฟ  ก็เลยนั่งค้นข้อมูลเรื่องกาแฟซะเลย  ค้นไปค้นมาชัก  เอิ่มม เลอะเทอะเกินกว่าเมนูกาแฟซะแล้ว  มากันเต็มไปหมด  อะไรก็ไม่รู้  เป็นที่มาของ blog วันนี้นั่นเอง  ลองมาอ่านเล่น ๆ กันละกัน

    กาแฟ (Coffee)
    กาแฟ  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "คอฟเฟีย" (Coffea)  ซึ่งพันธุ์กาแฟนั้นมีมากกว่า 6,000 สายพันธุ์  แต่มีเพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้นที่ได้รับความนิยม และนำมาขยายพันธุ์เพื่อการค้า  นั่นก็คือ พันธุ์อราบิก้า (Coffea Arabica) ซึ่งเป็นกาแฟแบบดั้งเดิม และมีรสชาติดี  แต่ผมว่าอาจจะอ่อนไปสำหรับพวกถึก ๆ หยั่งผมอ่ะ และ พันธุ์โรบัสต้า  (Coffea Canephora)  ซึ่งมีปริมาณคาเฟอีนสูง และสามารถปลูกในที่ที่ปลูกอราบิก้าไม่ได้  มีความทนทาน และปลูกง่ายกว่ามาก  ทำให้หลัง ๆ มีผู้นิยมปลูกโรบัสต้ากับอีกเพียบ  กาแฟในไทยเนี่ย  กว่า 90% คือโรบัสต้านะ ปลูกแถวภาคใต้  มีอีกส่วนน้อยที่ปลูกอราบิก้าทางแถว ๆ เชียงใหม่กะภาคเหนืออีกนิดหน่อย  องค์ประกอบหลัก ๆ ที่แตกต่างกันระหว่าง โรบัสต้า เมื่อเทียบกับอราบิก้า คือโรบัสต้าจะมีคาเฟอีนและกรดคลอโรเจนนิกมากกว่า  ในขณะที่มีไขมันน้อยกว่า  ทำให้โรบัสต้าจะดูแรงและเข้มกว่า

    กาแฟอราบิก้าเนี่ย  มักจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามชื่อท่าเรือที่ใช้ส่งออกครับ ท่าเรือที่เก่าแก่ที่สุดสองที่ได้แก่ ม็อคค่า (Mocha) อยู่ในประเทศเยเมน  และ ชวา ในประเทศอินโดนีเซีย (Java) แหล่งที่ปลูกกาแฟเนี่ย  คอกาแฟเค้าซีเรียสกันมาก ๆ เลยนะ  ประหนึ่งยังกะไร่ปลูกไวน์  เพราะถ้าที่ที่ปลูกต่างกัน  ต่อให้เป็นกาแฟพันธุ์เดียวกัน  รสชาติออกมาก็ต่างกัน  กาแฟในปัจจุบันยิ่งมีความเจาะจงในที่ปลูกมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องมีการระบุถึงประเทศ ภูมิภาค และบางครั้งต้องบอกว่าปลูกที่พื้นที่บริเวณไหนเลยทีเดียว ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกาแฟอาจจะถึงกับต้องประมูลกาแฟกัน โดยดูว่าเป็นล็อตหมายเลขอะไร กาแฟโรบัสต้าที่มีมูลค่าสูงที่สุดชนิดหนึ่งได้แก่ โกปิ ลูวัค (Kopi Luwak) ของอินโดนีเซีย เมล็ดของกาแฟชนิดนี้ถูกเก็บขึ้นมาจากอึของชะมด  ซึ่งกระบวนการย่อยภายในร่างกายชะมดทำให้ได้รสชาติที่ดีเป็นพิเศษ  เรียกเป็นภาษาไทยว่า  กาแฟขี้ชะมด (แหว่ะ !!)

    Roast & Blend
    ทีนี้  พอเราได้เมล็ดกาแฟมาเรียบร้อยแล้วก็มาถึงคราวที่จะต้องนำมาผ่านกรรมวิธีในการคั่ว (Roast) และบด (Blend) ก่อน  การคั่วกับการบดเมล็ดกาแฟเนี่ยเป็นส่วนสำคัญมาก ๆ อีกส่วนนึงเลยนะที่จะทำให้กาแฟมีรสชาติ  และกลิ่นเป็นยังไง  ถ้าคั่วแป๊ปเดียวเมล็ดก็จะไม่ดำมาก  กลิ่นกาแฟดั้งเดิมก็จะยังอยู่  แต่ก็จะคนละกลิ่นกับการคั่วนาน ๆ  ถ้าบดหยาบไปก็จะให้รสแบบนึง  ละเอียดไปก้อจะให้อีกแบบนึง ดูยุ่งยากดีแฮะ  5555  แค่จะกินกาแฟเนี่ย   แหล่งที่ปลูกเมล็ดกาแฟ การคั่ว และการบด  3 สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญของการผลิตกาแฟแต่ละยี่ห้อ  แต่ละแบบครับ  เพราะต่อให้เอาเมล็ดกาแฟพันธุ์เดียวกันจากแหล่งเดียวกัน  แต่ถ้านำมาคั่วต่างวิธีกัน  ถึงจะบดเหมือนกันแต่ก็สามารถวางขายได้เป็นอีกยี่ห้อนึงทันที  เพราะกลิ่นจะหอมกรุ่นไม่เหมือนกัน   การคั่วเมล็ดกาแฟ  ถ้าคั่วนาน ๆ เมล็ดก็จะดำขึ้นเรื่อย ๆ  กลิ่นของกาแฟดั้งเดิมก็จะน้อยลง  แต่จะได้รสชาติขมขึ้น  เข้มขึ้น  เพราะเมล็ดกาแฟมันจะมีน้ำมันไหลออกมาเรื่อย ๆ ระหว่างคั่วด้วย  ทำให้ความมันความเข้มข้นเพิ่มขึ้นตาม


    สีเรียงตามลำดับของระดับการคั่ว
    สีเขียวคือยังไม่ได้คั่ว - light - cinnamon - medium - high - city - full city - French - Italian

    ระดับของการคั่ว  แบ่งตามสีของเมล็ดได้คร่าว ๆ ประมาณนี้ครับ

    Light
    มีวิธีการคั่วหลายแบบเช่น Cinnamon Roast, Half City Roast, New England Roast เป็นต้น  ใช้เวลาคั่วประมาณ 7 นาทีเศษ  จนกระทั่งเมล็ดกาแฟแตกออกเป็นสองเสี่ยง  ผิวของเมล็ดกาแฟยังแห้ง ๆ อยู่ครับ  รสชาติที่ได้จากการคั่วแบบนี้จะประมาณว่ายังดิบอยู่เล็กน้อย  อาจจะมีรสเปรี้ยวอยู่พอสมควร
    Medium
    รูปแบบการคั่วก็เช่น Full City Roast, American Roast, Regular Roast, Breakfast Roast, Brown Roast เป็นต้น  ใช้เวลาคั่วทั้งสิ้น 9 นาที  ผิวยังคงแห้งเหมือน light แต่จะได้รสชาติที่หวานกว่าและกลิ่นหอมกว่า
    Dark
    รูปแบบการคั่วคือ High Roast, Viennese Roast, French Roast, Continental Roast เป็นต้น  การคั่วระดับนี้จะคั่วเมล็ดกาแฟไปเรื่อย ๆ ถึงนาทีที่ 12 หรือ 13 จนน้ำมันในเมล็ดกาแฟเริ่มละลายออกมาเคลือบเมล็ด  ทำให้ผิวของเมล็ดดูเป็นมันวาวมากขึ้น  รสที่ได้อาจจะค่อนข้างเผ็ดเล็กน้อย  มันและเข้มข้น
    Darkest
    รูปแบบการคั่วที่ทำให้เมล็ดมีสีเข้มมากที่สุดคือ Italian Roast กับ Espresso  ใช้เวลาคั่วนานกว่า 14 นาทีจนเมล็ดเริ่มไหม้เล็ก ๆ  น้ำมันจะละลายออกมามาก  ผิวมัน  กลิ่นจะหอมน้อยลงแต่ก็จะทำให้รสก็จะแรงขึ้น


    องค์ประกอบของเมล็ดกาแฟ

    ชนิดของเมล็ดกาแฟ
    ถ้าใครเคยไปซื้อกาแฟตามร้านขายกาแฟสด  อาจจะเคยเห็นเมล็ดกาแฟทั้งที่บดแล้วและยังไม่บด  ใส่ขวดโหลเรียงรายอยู่ในร้าน  จากการที่เคยสอบถามแม่ค้ามาเลยรู้ว่า  ที่ใส่ในขวดโหลพวกนั้นจะเป็นเมล็ดกาแฟบดที่ซื้อมาจาก dealer/distributor อีกทีหนึ่ง  ซึ่งก็มีหลายแบบหลายชนิดหลายยี่ห้อเหลือเกิน  ส่วนใหญ่ที่ขายในไทยจะเป็นลูกผสม  คือ  เป็นอราบิก้าผสมกับโรบัสต้า  เพราะคนไทยชอบทานกาแฟที่รุนแรง เข้มข้น หวานมัน  ไม่เหมือนฝรั่งที่มักจะทานอราบิก้ากัน  เพราะฝรั่งจะทานกันแบบเพียว ๆ ไม่ใส่นมและน้ำตาล เพื่อให้ดื่มด่ำกับรสชาติหอมหวลของกาแฟอย่างแท้จริง (ฟังดูโคตรเว่อร์อ่ะ  กิน ๆ ไปก็เห็นเหมือน ๆ กันแหล่ะ)  ฝรั่งบางคนที่ผมรู้จักกินกันบ้าพลังมาก  วันละ 20 แก้ว  กินแทนน้ำไปเลย  ที่ผมเห็นเค้าวางขายกันตามร้านก้อมีหลาย brand เช่น  (brand ในที่นี้คือ ถ้าเป็นชื่อแปลก ๆ แสดงว่าเป็นสถานที่ใช้ปลูกเมล็ดกาแฟนั่นเอง) บราซิล ซานโตส (Brazil Santos)  (ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็นอราบิก้า)  อิตาเลียน  บลูเมาท์เท่น  ม๊อคค่า ไรแบบเนี้ยอ่ะครับ  ซึ่งบาง brand ที่ไม่ได้ใช้ชื่อแหล่งปลูกมาตั้ง  เช่น Premium Blend, Classic Blend อะไรแบบนี้  แสดงว่า  เอาเมล็ดกาแฟหลายสายพันธุ์ หลายยี่ห้อมาบดแล้วผสมรวมกันในอัตราส่วนที่แตกต่างกันออกไป  แล้วค่อยตั้งชื่อแปลก ๆ ออกวางขายอีกที

    Brazil Santos  : รสชาตินุ่นละมุน อ่อนหวาน คล้ายผลบลูเบอรี่จากบราซิล
    Blue Mountain : กาแฟคุณภาพสูงจากยอดเขาในประเทศจาไมก้า กลิ่นหอมอบอวล ให้รสผลไม้ รสนุ่ม
    Mocha  : จากท่าเรือม๊อคค่า ประเทศเยเมน
    Kilimanjaro : กลมกล่อม หอมหวานจากมวลดอกไม้ นานาพันธ์
    Columbia Supremo รสชาติหอมมีพลัง ให้รสนุ่ม
    Decaf Columbia : รสชาติกลิ่นหอมของกาแฟ รสเข้มปานกลาง
    French Blend : หอมกลิ่นคั่วของกาแฟ ได้รสชาติโรแมนติก
    German Blend : รสเข้มข้น ปนความหวานหอม
    Vienna Blend : รสเข้มข้นปานกลาง ได้ความหอมอย่างมีระดับ
    American Blend : กาแฟพันธุ์อราบิก้า และโรบัสต้า นำมาคั่ว ผสมกันให้รสที่กลมกล่อมลงตัว


    Espresso คืออะไร
    จริง ๆ แล้วคำว่า Espresso นี้  คือคำที่ใช้เรียกวิธีการชงกาแฟรูปแบบหนึ่ง  ไม่ใช่ชนิดของกาแฟ หรือพันธุ์กาแฟแต่อย่างใด (ตอนแรกเข้าใจผิดอยู่นาน  นึกว่าเป็นรูปแบบนึงของกาแฟ)  การชงแบบ Espresso คือการชงกาแฟด้วยน้ำเดือดอัดความดันสูง  เคยเห็นตามร้านขายกาแฟป่ะครับ  ที่เค้าเอากาแฟใส่กระบวย (จิง ๆ เค้าเรียกว่าไรฟะ) แล้วเอากระบวยไปใส่เครื่องทำกาแฟอีกที (Espresso Machine) พอกดปุ่มปุ๊ป น้ำกาแฟข้น ๆ มันก็ไหลออกมาใส่แก้วที่รองไว้ข้างล่าง  อันนั้นแหล่ะ  เครื่องทำกาแฟแบบ Espresso หล่ะ  ดังนั้นโดยรวมแล้ว  Espresso คือน้ำกาแฟเข้มข้นที่ได้จากการชงด้วยวิธีอัดแรงดันนั่นเอง Espresso มักเป็นพื้นฐานนำไปผสมกาแฟหลาย ๆ ชนิด หรือไม่ก็เสิร์ฟเปล่า ๆ ก็ได้  โดยจะเรียก 1 unit ของการชงว่า 1 ช๊อต (Shot)  ฉะนั้นถ้าเดินเข้าร้านกาแฟแล้วสั่ง espresso มาทาน  ก็จะได้แต่กาแฟดำมากินนะครับ  เค้าว่ากันว่า Espresso ที่ชงถูกวิธีจะต้องมีฟองสีทองลอยอยู่ด้านบนหลังจากชงเสร็จแล้วด้วยอ่ะ

        
    เครื่องชงแบบ Espresso / Drip Maker / French Press ตามลำดับ

    การชงกาแฟอีกแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมตามบ้านหรือตามสำนักงาน คือ  การชงแบบหยดน้ำ (Drip Maker) ซึ่งจะใช้กระดาษกรองกรองกากกาแฟไว้  แล้วให้น้ำร้อนจัดหยดผ่านจนได้กาแฟออกมาเป็นแก้ว  หรือถ้าตามบ้านคนเลยจริง ๆ อาจจะมีคนเคยชงด้วยวิธี French Press ด้วยเหมือนกัน  เครื่องชง French Press นี้จะคล้าย ๆ กับกาชงชาจีนของบ้านเรา  ต้องชงด้วยกาแฟที่บดอย่างหยาบที่สุด เติมน้ำร้อนลงไป ทิ้งไว้ 2-4 นาที   แล้วจึงค่อยกดแผ่นโลหะ เพื่อแยกกากออกจากน้ำกาแฟที่นุ่มจนได้ที่  กาแฟที่ชงโดยวิธีนี้ จะมีรสชาตินุ่มนวล ดื่มง่าย  ถ้าชงผ่านเครื่องชงแบบหยดน้ำต้องบดให้ละเอียดปานกลาง ชงผ่านเครื่องชง espresso ต้องบดให้ละเอียดที่สุด (แค่กินกาแฟทำไมเรื่องเยอะขนาดนี้เนี่ย  (- -‘) )


    Espresso ที่ไหลออกมาจากเครื่องทำ Espresso

    Cappuccino
    คาปูชิโน (Cappuccino) มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี  คาปูชิโนมีส่วนประกอบหลักคือ Espresso 1-2 ช๊อต นมร้อน (นำนมไปผ่านไอน้ำร้อน) และฟองนม (นมที่ตีเป็นโฟมละเอียด)  อีกอย่างละ 1/3 ถ้วย  โดยจะให้ฟองนมลอยอยู่ด้านบน  บางร้านเช่น Coffe World อาจโรยหน้าด้วยผงซินนามอน หรือ ผงโกโก้เล็กน้อยตามความชอบ  Cappuccino ยังมีการปรุงแตกแขนงออกไปอีกหลายรูปแบบ  โดยส่วนใหญ่จะเป็นการปรับลดอัตราส่วนของฟองนม  นมร้อน  และ Espresso  เช่น Wet Cappuccino ก็จะเติม นมร้อน ¾ ถ้วย กับฟองนม ¼ ถ้วยแทน  ในขณะที่ Dry Cappuccino จะเติมฟองนมกับนมสลับกันกับ Wet  Bone Dry Cappuccino จะเป็นการใช้ฟองนมเพียว ๆ 1 ถ้วยผสมกับ Espresso เลย  โดยไม่มีนมร้อนผสม  รสชาติที่ได้คงจะพิลึกน่าดู  ยังไม่เคยกินเหมือนกันครับ

    Latte (Caffè Latte)
    ในภาษาอิตาเลียน  คำว่า latte แปลตรงตัวว่า "นม"   ฉะนั้นแน่นอนว่า  กาแฟ latte ต้องเป็นกาแฟที่ปรุงด้วยนมแน่นอน  (ว้าววว  ปรุงด้วยนม XD)  ฉะนั้น  ถ้าไปสั่ง Latte ในประเทศอิตาลีเฉย ๆ หล่ะก็  แทนที่จะได้กาแฟลาเต้มากิน  เราจะได้นมมากินแทน  ต้องสั่งว่า "Caffe Latte" ครับ   กาแฟลาเต้นี้  ต่างจากกาแฟ cappuccino หน่อยตรงที่  จะใส่นมร้อนในปริมาณที่เยอะกว่า (ประมาณ 2/3 ของถ้วย ส่วนอีก 1/3 เป็น espresso) เมนู Caffè Latte นี้จะคล้ายกันกับสูตรของฝรั่งเศสสูตรนึงชื่อว่า Café au lait (กาเฟ โอเล) แปลตรงตัวว่า  กาแฟใส่นมครับ  (ขอบคุณคุณนายเมย์สำหรับคำแปลและคำอ่าน)

    Macchiato
    อ่านว่า มาเกียโต้  หรือเต็ม ๆ ว่า Latte Macchiato เป็นลาเต้แบบนึงที่เน้นไปที่ส่วนผสมของนมมากกว่ากาแฟ  คือเค้าจะใส่นมราว ๆ ถ้วยนึงครับ  แล้วใส่ espresso ลงไปครึ่งช๊อตถึงช๊อตนึงเท่านั้น เวลาเทจะต้องเทแยกให้เป็นชั้น ๆ โดยเทนมลงไปก่อน  ตามด้วย espresso แล้วก็ตีฟองนมไว้ด้านบนตามแบบฉบับลาเต้ธรรมดา  อันนี้คงเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยทานกาแฟเยอะครับ  แต่จะมี Macchiato อีกแบบนึงเค้าเรียกว่า  Espresso Macchiato คือเป็น Espresso ธรรมดาแต่ใส่นมลงไปราว ๆ ช้อนชานึง  แล้วตีฟองนมโรยหน้าอีกที  Macchiato นี้ถ้าดูแค่ส่วนผสมจะคล้ายกับคาปูชิโนอยู่มากทีเดียว  แต่ต่างกันที่อัตราส่วนที่ใส่ลงไปเท่านั้น  แต่รสชาติกับหน้าตา  และแก้วที่เสริฟนั้นจะต่างกันลิบลับทีเดียว

      
    กาแฟลาเต้ มาเกียโต้  และ  เอสเพลสโซ มาเกียโต้


    Frappuccino
    เป็นชื่อเครื่องดื่มที่คิดค้นขึ้นโดย Starbuck เรียกกันเฉพาะใน starbuck และขายกันใน starbuck เท่านั้น  Frappuccino เป็นกาแฟผสมนมและน้ำเชื่อม (syrup) แล้วนำมาปั่นกับน้ำแข็ง (Ice Blended) กลายเป็นกาแฟปั่นแบบบ้านเรา  จริง ๆ แล้วเมนูเนี้ย  เป็นเมนูโปรดของผมเลยนะ  ถ้าเข้า starbuck ทีไร  ก็จะเป็น Frappuccino เนี่ยแหล่ะที่สั่งกินประจำเลย


    Coffee Frappuccino ของโปรดจาก Starbuck ครับ

    Mocha
    Mocha จริง ๆ แล้วเป็นชื่อเมืองท่าที่ในประเทศเยเมน  กาแฟพันธุ์อราบิก้าที่ส่งออกจากท่าเรือนี้เลยมีชื่อว่า Mocha ตามชื่อท่าเรือที่ส่งออกนั่นเอง  Mocha จัดได้ว่าเป็น Latte อีกแบบนึง  (บางที่จะเรียกรวมว่า Mocha Latte) เพราะส่วนผสมหลักเป็น นม 2/3 ถ้วยกับ espresso 1/3 ถ้วย เหมือน Latte แต่ที่พิเศษคือ Mocha จะใส่ cocoa หรือ chocolate อีก 1 ช๊อต  ถ้าเป็นต้นตำรับเดิมของ mocha  จะเป็นการใส่ chocolate เหลวข้นในรูปของ syrup   แต่ถ้าประณีตน้อยลงมาหน่อยก็จะใส่เป็นผงโกโก้แทน   สูตรนี้ คิดโดยคนอเมริกันนะครับ  เลยแพร่หลายในอเมริกาเป็นส่วนใหญ่  บางร้านบางแห่ง  อาจจะมีการตบแต่งเพิ่มเติมรสชาติโดยการเติมวิปครีมและโรยผงโกโก้บนหน้าก่อนเสริฟด้วยก็มี  บางร้านก้อเสริฟพร้อม Marshmallow ก็มี   ส่วนร้านไหนที่แหวกแนวมาก ๆ ก็จะใช้ white chocolate แทนโกโก้หรือช๊อคโกแลตธรรมดา

    Doppio
    คำว่า Doppio ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า double ครับ ดังนั้น Doppio หมายถึง การใส่ espresso 2 shot ลงในกาแฟถ้วยเดียวนั่นเอง (Double Shot)

    Americano
    หรือเต็ม ๆ ว่า café américano  เป็นการเติมน้ำร้อนลงไปใน espresso เพื่อให้มีความเข้มข้นเท่ากับการชงกาแฟด้วยวิธีหยดน้ำ  รสชาติที่ได้จะใกล้เคียงกัน  กาแฟ Americano นี้ไม่เติมนมและน้ำตาลนะครับ  จะทานกันเพียว ๆ เป็นกาแฟดำไปเลยเพื่อจะได้ซึมซับรสชาติได้เต็มที่  การเจือจาง espresso ซึ่งเป็นกาแฟเข้มข้นด้วยน้ำร้อน ทำให้อเมริกาโนมีความแก่พอ ๆ กับกาแฟธรรมดา แต่มีกลิ่นและรสชาติที่เข้มอันมาจาก espresso. Americano เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟดำ แต่ไม่แก่และหนักถึงขั้น espresso  สาเหตุที่เรียกว่า Americano นี้เพราะว่าสำหรับคนอเมริกันแล้ว espresso เพียว ๆ จะถือว่าหนักและเข้มเกินไปครับ  เค้าเลยเติมน้ำร้อนเพื่อให้เจือจางลงมาหน่อยนั่นเอง

    Cafe Decaf
    กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่มีผลกับร่างกาย และ อารมณ์ของคนเรา โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่า Caffeine จะออกฤทธิ์ โดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง สำหรับผู้รักกาแฟที่ปรารถนาที่จะลดปริมาณของคาเฟอีนที่มีอยุ่ในกาแฟ ในทางอุตสหกรรมได้มีการพัฒนากระบวนการที่จะลดปริมาณของ คาเฟอีนโดยตรงจากเมล็ดกาแฟดิบ ซึ่งเป็นเทคโนโลยี ที่ค่อนข้างซับซ้อนแต่อาศัยหลักการง่าย ๆ คือ นำเมล็ดกาแฟดิบมาสกัด คาเฟอีน ออกด้วยตัวทำละลายหลายๆตัว ตามด้วยการระเหยตัวทำละลายออก ก็จะได้ คาเฟอีนที่ถูกแยกออกจาเมล็ดกาแฟ แต่ด้วยกระบวนการนี้กลิ่นหอมบางส่วนจะถูกสกัดออกมาด้วย


    กาแฟทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ Latte Americano Espresso และ Cappuccino

    --------------------------

    ตอนนั้นเคยอ่านหนังสืออะไรซักอย่าง  เค้าเล่าว่าในโลกนี้มีพืชเศรษฐกิจที่เรียกว่ามีความสำคัญต่อโลกใบนี้อยู่ราว ๆ 5-6 อย่าง เรียกว่าเป็นพืชที่ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในเศรษฐกิจโลกมากที่สุด  ที่พอจะจำได้คือ ฝ้าย กาแฟ ยาสูบ อ้อย ถั่วเหลือง ที่เหลือตอนนี้ยังนึกไม่ออก  โดยฝ้ายกับกาแฟเป็นพืช 2 ตัวที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม  ฉะนั้นอย่าดูถูกประเทศที่ปลูกกาแฟเชียว  รายได้กว่า 40% ของเอธิโอเปียนี่มาจากกาแฟนะครับ  เป็นพืชที่ทำให้ประเทศเคนยามีรายได้เลี้ยงชีพคนในประเทศ  บราซิลเป็นคนส่งออกอันดับ 1 ของโลก  โคลัมเบียอันดับ 2  เวียดนามเป็นอันดับ 3  และประเทศส่งออกกาแฟส่วนใหญ่จะอยู่แถบอเมริกาใต้กับแอฟริกาครับ 

    ขอตบท้าย blog ด้วยลีลาสำนวนโวหารในการพร่ำพรรณาการขายกาแฟของเจ้านึงแล้วกัน  ฟังดูตลกดีพิลึก
    ไม่รู้ว่าจะขายกาแฟหรือขายอะไรกันแน่  เว่อร์มาก ๆ ขอบอก  5555555

    กาแฟอราบิก้า 100 % คั่วในระดับ Moderately Roasted หรือ “City Roasted” ด้วยเทคนิคมาตรฐานเดียวกับกาแฟในยุโรป สิ้นสุดการคั่วที่อุณหภูมิ 460 องศาฟาเรนไฮต์ ก่อนทำการคูลลิ่งเพื่อให้กาแฟอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว และมีการแคร๊กที่สมบูรณ์ (2 crack) ทำให้ได้เมล็ดกาแฟขยายตัวเต็มที่ ให้ความหอม (Aroma) รุนแรงราวรักแรกพบ และรสชาติ (Acidity) ที่มีชีวิตชีวาอย่างมีมิติ นุ่มนวลกลมกล่อม (Body) กำลังดี สำหรับเริ่มต้นวันใหม่ที่สดใสกว่าทุกวัน ประหนึ่งราวความรักครั้งแรก


    Barista Art

    เรื่องราวของเกี่ยวกับกาแฟยังไม่จบ  เพราะยังมีศิลปะเกี่ยวกับกาแฟที่สำคัญมากอย่างนึงที่ยังไม่ได้พูดถึง  นั่นก็คือ Barista Art
    คือการเทฟองนมให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ ตามที่ Barister จะคิดได้  คงเคยเห็นกันมาบ้างแล้วใช่มะ  ที่เค้าเทเป็นรูปใบไม้  เป็นรูปหัวใจอะไรแบบเนี้ย
    นั่นหล่ะ  การทำ barista art นี่  เค้ามีการแข่งขันในระดับโลกเชียวนะ   ตอนแรกกะว่าไหน ๆ จะเขียนเรื่องกาแฟแล้ว  ก็จะรวมเรื่อง Barista เข้าไปด้วยเลยทีเดียว 
    แต่ความที่เรื่องราวของ Barista นี้มีเยอะจัด  จนแยกออกมาเขียนได้อีก blog นึงสบาย ๆ เลยต้องเก็บไว้คราวหน้าละกาน  เพราะยาวเกิน  อิอิ


    Poster ของการแข่งขัน World Barista Championship




    January 11

    เล่นหมากรุกสากลอย่างมีเหตุผล

     
    เล่นหมากรุกสากลอย่างมีเหตุผล 
     
    หากคุณเล่นเชสโดยไม่มีหลักการแล้ว เกมของคุณจะเป็นเกมที่ไม่สนุกเลย คุณไม่ได้ทำอะไรนอกจากขยับหมากไปมา และถ้ามันบังเอิญกินกันได้คุณก็กิน เล่นกันพักนึงจับพลัดจับผลูคุณจึงเชคเมทกันได้ ฝรั่งจึงเรียกพวกหัดใหม่ว่า Woodpusher ฟังดูไม่ดีเลยใช่ไหมครับ
     
     เชสเป็นเกมสงครามแบบหนึ่ง ที่ต้องเรียกว่าเกมก็เพราะเชสเป็นการช่วงชิงผลประโยชน์ระหว่างผู้เล่นสองฝ่าย ต่างพยายามเอาเปรียบกันให้ได้มากที่สุด ฝ่ายที่วางแผนรอบคอบและรัดกุมกว่าย่อมจะฉวยเอาทรัพยากรส่วนใหญ่ไปได้ แลสามารถใช้กำลังที่เหนือกว่านี้ทำลายกองทัพฝ่ายตรงข้ามได้โดยง่าย
     
     ลองจินตนาการกระดานหมากรุกเป็นสมรภูมิ และให้ตัวหมากของเราเป็นกำลังพล เราลำเลียงกองทัพออกจากค่ายไปยังแนวรบให้ได้เร็วและมากที่สุด เพื่อเตรียมการต่อสู้แบบตะลุมบอน เมื่อฝุ่นบางตาลงเราจะพบซากความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย และเรามักจะพบว่ามีฝ่ายหนึ่งเริ่มมีเปรียบเหนืออีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด หากฝ่ายแรกคิดว่ายังเอาเปรียบได้อีกก็จะพยายามต่อไป หรือถ้าห่างชั้นกันมากพอแล้ว เขาจะเดินบุกไปเคาะประตูบ้าน "ท่านผู้นำ" ทันที เมื่อท่านผู้นำถูกจับและรับคำตัดสินประหารแล้วก็เป็นอันจบเกม
     
     
    หมากเกมนี้ ฉันก็รู้ ว่าจะต้องลงเอยอย่างไร ...  ไม่ต้องรอให้จบเกม ฉันก็พร้อมจะยอมตัดใจ
     
     
     เกมสงครามเป็นโมเดลที่ใช้อธิบายเชสดีที่สุด ช่วยให้คุณเข้าถึงหัวใจเชสได้อย่างลึกซึ้ง เราพยายามตัดกำลังฝ่ายตรงข้าม ด้วยกับดักและอาวุธแบบต่างๆ เราพยายามครอบครองตำแหน่งสำคัญทางยุทธศาสตร์ เหมือนที่ร้านพิซซ่าฮัทบุกห้างเซนทรัล เพราะลูกค้าเยอะดี เราพยายาม "รุมกินโต๊ะ" ทุกครั้งที่มีโอกาส แบบที่เด็กช่างกลนิยม เรามองหาจุดอ่อน เราตัดเส้นทางลำเลียง เราเปิดแนวโจมตีพร้อมกันสองด้าน ฯลฯ
     
     เราเรียกแผนระยะสั้น ซึ่งเน้นความได้เปรียบเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมทีเรียลว่า แทกติก (tactic) และเรียกแผนระยะยาว ซึ่งเน้นความได้เปรียบของตำแหน่งบนกระดานว่า สเตรทจี (strategy) คำที่คู่กับสเตรทจีเสมอคือ positional play หมายถึงการมุ่งความสนใจไปยังตำแหน่งของตัวหมากบนกระดานมากกว่าแมทีเรียล คำแนะนำทั่วไปในการเล่นคือ คุณต้องเปิดเกมโดยอาศัยสเตรทจีเป็นแนวทาง เพราะในช่วงแรกของเกมนั้นจะยังไม่มีการปะทะกันมากนัก ความได้เปรียบเชิงตำแหน่งเป็นสิ่งเดียวที่คุณพอจะฉวยเอาไว้ได้ แต่ความได้เปรียบเชิงตำแหน่งนั้นคล้ายกับทรายในอุ้งมือ ด้วยว่ามันจะค่อยๆหนีไปจากมือคุณทีละน้อย เป็นความได้เปรียบที่ไม่ค่อยยั่งยืนนัก คุณต้องหาทางเปลี่ยนความได้เปรียบเชิงตำแหน่งนี้ เป็นความได้เปรียบในเชิงแมทีเรียลโดยเร็ว ด้วยการงัดเอาบรรดาแทกติกและกับดักทั้งปวงขึ้นมาใช้
     
    แทกติกจะให้ผลทันตา แต่ต้องอาศัยตาไวและตำแหน่งที่ดีงามเป็นพื้นฐาน อย่าเล่นแทกติกแผลงๆอย่าง "ถ้าเธอมองไม่เห็นฉันจะกิน" หรือกับดักแบบ "วัดใจ" เด็ดขาด (แทกติกนั้นใส่ไว้แล้วในหน้าแรกลองอ่านดูนะครับ)
     
     คราวนี้เมื่อคุณมีเปรียบทางด้านแมทีเรียลแล้ว ก็ถึงช่วงเวลาสำคัญคือการเผด็จศึก เพราะคุณต้องไม่ลืมว่าจุดหมายของเชสคือการล่าคิงศัตรู ถ้าคุณซื้อเชคเมทด้วยควีนได้จ่ายไปเลยครับ จะไม่มีใครตำหนิคุณ หนำซ้ำทุกคนยังชอบใจแต้มเดินนั้นเสียอีก ด้วยเห็นว่าเป็นการลงทุนหนักอันคุ้มค่า แต่ผมแนะนำว่าวิธีที่แน่นอนที่สุดในการจับคิงก็คือ จัดการกับบรรดากับองครักษ์ให้หมดเสียก่อน พอคิงเหลือตัวเปล่าแล้วคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร ใช่ไหมครับ
     
     
    ตารางหมากรุก : แสดงทรัพยากรบนกระดาน
     
    ทรัพยากรบนกระดานหมากรุกที่เรานิยมพูดถึงกันมีอยู่สี่อย่างครับ
     
    1 - Material
    เป็นความได้เปรียบที่ค่อนข้างชัดเจน หมากสี่ตัวย่อมหาทางรุมหมากตัวเดียวได้เสมอ แต่กว่าจะเล่นให้ฝ่ายตรงข้ามเหลือหนึ่งในขณะที่เราเหลือสี่นั้นคงเหนื่อยไม่ใช่เล่นครับ ได้กล่าวไปแล้วว่าแทกติกจะนำความได้เปรียบด้านแมทีเรียลมาให้ ต้องดูว่าเราเสียหมากตัวไหนไป และเราได้ตัวไหนคืนมา กำไรมากน้อยแค่ไหนเราดูจากราคาของหมากแต่ละตัวครับ 

        พอนนั้นราคาถูกที่สุด (แต่ต้องไม่ลืมว่ามันโปรโมทเป็นควีนได้) คิดเป็นหนึ่งแต้ม
        ไนท์และบิชอพเป็นไมเนอร์พีซ ถือว่ามีค่าเทียมกัน ให้สามแต้ม
        รุคเป็นเมเจอร์พีซ ให้ห้าแต้ม
        ควีนเป็นเมเจอร์พีซเช่นกัน ให้เก้าแต้ม
        คิง เมื่อไม่สามารถเอาคิงไปกินแลกได้ และการเสียคิงหมายถึงความพ่ายแพ้ จึงมีค่าเป็นอนันต์

        ฉะนั้นหากคุณแลกไนท์กับรุคได้ ถือว่าประสบความสำเร็จครับ เพราะคุณได้กำไรสองแต้ม หรือการเอาบิชอพแลกกับพอนสามตัวถือว่าเสมอกัน (แต่จะดีกว่าไหม ถ้าคุณใช้บิชอพจัดการกับพอนจากที่ไกลๆโดยไม่เสียเลือดเนื้อ)
     
    2 - Space
    เกณฑ์อันหนึ่งซึ่งใช้วัดความได้เปรียบของตำแหน่งก็คือ space count หมายถึงจำนวนนับตากินที่ยื่นเข้าไปในแดนศัตรู ฝ่ายที่มี space count มากกว่าย่อมจำกัดตาเดินของฝ่ายตรงข้ามได้ และแทกติกที่เรามองเห็นจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า
     
        ฝ่ายขาว: ควีนบน b3 ให้ space count 2 ไนท์บน c3 ให้ 2 บิชอพบน c4 ให้ 5 พอนบน e4 ให้ 2 และบิชอพ g5 ให้ 2 รวม space count 13 ตา
        ฝ่ายดำ: พอนบน e5 ให้ 2 ควีนบน e7 ให้ 2 ไนท์บน f6 ให้ 2 รวม 6 ตา
        ฝ่ายขาวได้เปรียบด้าน space และมีโอกาสชนะค่อนข้างมาก
        หมากนายส่วนใหญ่จะมีตากินมากที่สุดเมื่อถูกวางไว้กลางกระดาน ถ้าคุณอยากได้เปรียบด้าน space ก็ต้องหาทางยึดศูนย์กลาง (center คือสี่ตากลางกระดาน) เอาไว้ให้ได้
     
    3 - Time
    คือ tempo หรือจังหวะการเดิน ให้สังเกตว่าผู้เล่นสองฝ่ายผลัดกันเดินคนละหนึ่งตา หลักการข้อนี้มีอยู่ว่าจังหวะเดินแต่ละก้าวนั้นมีค่ามาก คุณต้องใช้มันให้คุ้มค่า ถ้าคุณใช้มันไม่คุ้มค่าแล้วมันจะโกรธและลงโทษคุณ สมมติว่าในช่วงเปิดเกมคุณถอยไนท์กลับเข้ามา เพียงเพราะคุณอยากเดินอย่างนั้น นี่เป็นตาเดินที่ไม่มีประโยชน์เลย ตาเดินนี้มีค่าเท่ากับปล่อยให้ศัตรูของคุณเดินได้สองตาติดกัน ซึ่งอาจทำให้ตำแหน่งของคุณถึงกับเสียศูนย์ได้ง่ายๆ นักหมากรุกหัดใหม่มักมองข้ามหลักการนี้ด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่เซียนหมากรุกไม่แนะนำให้รีบเอาควีนมาเดินแต่แรก เพราะเสี่ยงมากกับการเสีย tempo เมื่อควีนถูกไล่ให้วิ่งวุ่นไปมาบนกระดานโดยไม่เกิดประโยชน์ การเช็คคิงศัตรูแบบไม่มีเหตุผลก็ทำให้เราเสีย tempo ได้เช่นกัน นักเล่นหัดใหม่สอบตกข้อนี้กันเป็นแถว รู้แล้วอย่าทำนะครับ
     
    4 - Pawn Structure
    ในกระดานมีพอนมากถึงสิบหกตัว หน้าที่ของมันนั้นหลากหลาย เช่น ใช้เป็นกำแพงให้คิง ใช้เป็นเหยื่อล่อ ใช้เป็นตัวบุก ใช้เป็นตัวเฝ้าหมากนายอื่นๆ ใช้โปรโมท เพราะฉะนั้นโครงสร้างพอนจึงมีความสำคัญขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ พอนนั้นเปรียบเสมือนเด็กเล็ก ซึ่งจะเติบโตและเพิ่มคุณค่าในวันข้างหน้า (ด้วยการโปรโมท) แต่กว่าจะถึงวันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะศัตรูย่อมหาทางจับพอนกินทุกครั้งที่มีโอกาส การใช้หมากนายไปเพื่อดูแลพอนนั้นไม่ใช่เรื่องดีงามอะไรเลย เหมือนเป็นการดูถูกคนของตัวเอง หนทางที่เหมาะสมสำหรับจัดการเรื่องนี้คือให้พอนดูแลกันเอง โครงสร้างพอนซึ่งบรรดาพอนสามารถดูแลปกป้องกันเองได้นั้น ถือเป็นตำแหน่งดี ส่วนพอนซึ่งดูแลกันเองไม่ได้นั้นเป็นจุดอ่อนสำหรับล่อเป้าโดยเฉพาะ จุดอ่อนในโครงสร้างพอนนั้น มีหลายแบบเช่น

        พอนซ้อนสอง(doubled pawns) เกิดเมื่อพอนเดินตากินไปตกหน้าพอนอีกตัวหนึ่ง 
        พอนซ้อนสาม(tripled pawns) เกิดจากตากินเช่นกันเป็นจุดอ่อนซึ่งแย่มากๆ 
        พอนเดี่ยว(isolated pawn) หมายถึงพอนซึ่งไม่มีเพื่อนพอนในคอลัมน์ติดกันคอยดูแลเลย โอกาสตายมีมากเป็นพิเศษ 
        พอนหลัง(backward pawn) คือพอนซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานเฝ้าพอนตัวอื่นๆ จะเสี่ยงต่อการถูกโจมตี เพราะถ้าฐานพังลงแล้วเป็นไปได้มากว่าพอนทั้งสาย(pawn chain)อาจจะถล่มลงมาด้วย คุณจึงต้องเฝ้าระวังพอนหลังนี้ให้ดี ตัวอย่างเช่น พอนหนึ่งตัวเฝ้าพอนที่อยู่ติดกันสองตัว เมื่อฐานนี้ถูกทำลาย พอนที่เหลืออีกสองตัวจะตกตาร้ายทันที
        เพราะฉะนั้นเวลาเดินพอนดูให้ดีนะครับ อย่าให้มีตำหนิในโครงสร้างพอนเด็ดขาด
     
     
    พอน ...  ตัวพลิกเกม (ถ้าเมิงเกิดอ่ะนะ)
     
     
    คราวนี้คุณก็ได้ไอเดียเรื่องสเตรทจีไปบ้างแล้ว บทเรียนอีกอันหนึ่งซึ่งสำคัญพอกันก็คือ เรื่องเฟส(phase)ของเกม ถ้าคุณเล่นเชสโดยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเฟสของเกมเลย นับว่าคุณเสียเปรียบมาก ความรู้เรื่องสเตรทจีของคุณจะด้อยค่าลงทันที บทเรียนเรื่องเฟสต่างๆในเกมจะช่วยคุณปรับตัว ให้เข้ากับรูปเกมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างเหมาะสม ในหนึ่งเกมเราจะแบ่งออกได้เป็นสามเฟส ได้แก่ ระยะเปิดหมาก(Opening) ระยะกลางเกม(Middlegame) และระยะจบเกม(Endgame)
     
    ระยะเปิดหมาก(Opening)
    อยู่ในช่วงสิบถึงสิบห้าตาแรก (ขาวและดำเดินข้างละหนึ่งครั้งนับรวมเป็นหนึ่งตาเดิน) จุดมุ่งหมายสำคัญของเฟสนี้คือ การเร่งส่งกำลังไปยังแนวรบให้ได้มากและมีคุณภาพที่สุด เพื่อให้พร้อมสำหรับเฟสต่อไป ส่งกำลังให้ได้มากเป็นไปได้ด้วยการเดินหมากแต่ละตัวเพียงหนึ่งครั้งในช่วงเปิดหมาก ส่วนการเปิดอย่างมีคุณภาพหมายถึง การวางหมากคุมศูนย์กลางให้ได้มากที่สุด และคิงของฝ่ายตัวอยู่ในตำแหน่งปลอดภัยแล้ว (เวลาบุกเราจะได้ไม่ต้องพะวงหลังมากนัก) ตัวเดินที่มีบทบาทมากในเฟสนี้คือ พอน ไนท์และบิชอพ
     
    ระยะกลางเกม(Middlegame)
    เป็นระยะแห่งการตะลุมบอน(จริงๆครับ) เพื่อชิงความได้เปรียบด้านแมทีเรียล ฝ่ายที่ตำแหน่งดีกว่าและเลือกใช้แทกติกได้อย่างเหมาะสม จะมีอนาคตสดใสเมื่อถึงเวลาของเฟสสุดท้าย เมเจอร์พีซอย่างรุคและควีนจะมีบทบาทเป็นอย่างมากในเฟสนี้ ถ้าเชคเมทกันไม่ได้ เกมจะเคลื่อนเข้าสู่เฟสสุดท้าย
     
     ระยะจบเกม(Endgame)
    เฟสนี้ตัวหมากในกระดานจะเหลือน้อยเต็มที โดยมากจะเหลือคิง รุค และพอน คิงซึ่งเคยหลบๆซ่อนๆก็จะสำคัญขึ้นทันที คิงอาจจะร่วมมือกับรุคเพื่อเชคเมทคิงศัตรู หรือคอยคุ้มกันพอนไปจนถึงแถวสุดท้ายเพื่อโปรโมทแล้วหาทางเชคเมทภายหลัง เทคนิกในการส่งพอนให้ถึงจุดหมายก็คือ ใช้รุคเฝ้าพอนฝ่ายเราจากด้านหลัง แล้วดันพอนขึ้นไปเรื่อยๆ (ในทางกลับกันจะจัดการกับพอนศัตรูคุณก็ต้องอ้อมไปด้านหลังเช่นกัน)
     
     
    เสน่ห์ของเกมนี้คงอยู่ที่ความตึงเครียดเล็กๆซึ่งมันมอบให้ ผู้เล่นที่รู้มรรยาทเชสจะต้องเอาจริงและเล่นเต็มฝีมือเสมอ การอ่อนให้นั้นเป็นการดูถูกซึ่งหน้า และการยื้อเกมโดยไม่มีเหตุผลนั้นเป็นการกระทำที่น่าขายหน้าที่สุด แม้มันจะเป็นเกมที่เครียด เพราะมรรยาทเชสเรียกร้องให้เราจริงจังเช่นนั้น แต่คุณต้องไม่ลืมเรื่องน้ำใจนักกีฬาเด็ดขาด เชสไม่ใช่สงคราม มันเป็นแค่เกมหนึ่งที่เราเล่นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น คนที่เราเล่นด้วยก็ไม่ใช่ใคร ก็เพื่อนๆเรานี่แหละ แพ้บ้างชนะบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ถนอมน้ำใจกันไว้ดีกว่า อย่าไปซีเรียสอะไรมากมาย เล่นเอามันเถอะครับ
     
     
    มีข้อที่น่าสนใจและน่ารู้คือ
     
    หมากรุกไทย : ม้าจะดีกว่าโคนเล็กน้อย
    หมากรุกฝรั่ง : บิชอพจะดีกว่าม้าเล็กน้อย
    หมากรุกจีน : เผ่า (ปืนใหญ่) จะดีกว่าม้าเล็กน้อย
    แต่ข้อสังเกตข้างต้นนี้มีข้อยกเว้นมากมาย (เหมือนหมากรุกทุกชนิด) ขึ้นกับความถนัดความชอบของแต่ละบุคคล ขึ้นกับรูปหมาก ฯลฯ มีผู้เล่นจำนวนไม่น้อย (โดยเฉพาะผู้ที่เคยเล่นหมากรุกไทย) ที่เห็นว่าม้าจะดีเท่ากับหรือดีกว่าบิชอพ
     
    ผู้เขียนขอสรุปเรื่องม้ากับบิชอพของหมากรุกฝรั่งว่า โดยทั่วๆไป ถ้าไม่มีกรณีพิเศษเกิดขึ้นแล้ว บิชอพจะดีกว่าม้าอย่างแน่นอน
     
     
    ส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter ที่มีฉากเกี่ยวกับหมากรุกอยู่ (มีการเข้าป้อมของรอนด้วย)
     
     
    ข้อควรจำ
     
    ต่อไปนี้เป็นหลักการใหญ่ๆ หรือข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้เริ่มเล่นหมากรุกฝรั่ง
     
    1. ในการเดินวาระแรกให้เดินเบี้ยหน้าคิง หรือหน้าควีนสองช่อง (คือ e2-e4 หรือ d2-d4)
     
    - กรณี e2-e4 หมากจะเป็นระบบเปิด (open game) คือตัวไม่ขัดกันมาก โอกาสใช้หมากตัวใหญ่ในที่เปิดกว้างมีมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเกมเปิดโจมตีรุนแรง มีโอกาสใช้ตัวใหญ่
    - กรณี d2-d4 หมากจะเป็นรูปค่อนข้างปิด (semi-closed game) คือเบี้ยจะขัดกัน ช่องไฟล์ที่เปิดจะมีน้อยกว่ารูปหน้าคิง เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบตั้งป้อมไปสู้กันกลางกระดานหรือปลายกระดาน ผู้ที่เล่นหมากรุกไทยมาก่อนนิยมเล่นรูปนี้มากเหมือนกัน เพราะมีเวลาตั้งหลักได้มากกว่า อนึ่ง ผู้ที่เล่นจนถึงระดับสูงๆของโลกมักจะเดินรูปหน้าควีนได้ดี หรืออย่างน้อยเมื่อเป็นฝ่ายดำก็เดินรับรูปที่ฝ่ายขาวขึ้นเบี้ยหน้าควีนได้อย่างคล่องแคล่ว แชมเปี้ยนในประเทศไทยระยะหลายปีหลังๆนี้ก็นิยมเล่นโดยขึ้นเบี้ยหน้าควีนเช่นกัน มีเสียงเกจิอาจารย์หมากรุกโลกกล่าวกันว่า รูปเบี้ยหน้าควีนนี้เป็นรูปมวยหลัก รูปหมากลึกซึ้ง ถึงแม้ตอนต้นกระดานอาจจะไม่ค่อยมีรูปโจมตีรุนแรงเท่าใดนักเหมือนรูปเบี้ยหน้าคิง แต่ถ้าเข้าใจหลักการโดยแจ่มแจ้งแล้ว ก็สามารถปัดป้องการโจมตีของขาวได้ไม่ยากนัก เพราะจุดอ่อนไม่ค่อยมี และรูปป้องกันมักจะซ้ำๆกัน
     
    ทั้งสองรูปคือ เปิดหน้าคิงหรือหน้าควีน มีผู้นิยมเล่นมากพอๆกัน อดีตแชมป์โลกชาวอเมริกันที่มีวิธีการเล่นเยี่ยมยอดชื่อ บ็อบบี้ ฟิชเชอร์ (Bobby Fischer) นิยมขึ้น e2-e4 มาก และไม่ยอมขึ้นหมาก d2-d4 เป็นอันขาด (โดยชี้แจงว่าขัดกับหลักการของเขา 'I have never opened with the QP--on principle') แต่แชมป์โลกปัจจุบันชาวรัสเซีย แกรี่ คาสปารอฟ (Garry Kasparov อ่านว่าคาสป๊ารอฟ-ลงเสียงหนักตัวที่สอง) ชอบเดินหมาก d2-d4 และเดินได้ชำนาญมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบเล่นรูปหน้าคิง e2-e4 เช่นกัน เป็นการยากที่จะบอกว่าผู้เริ่มเล่นควรเลือกเล่น e4 หรือ d4 ผู้เขียนแนะได้แต่เพียงว่าให้เลือกรูป e4 หรือ d4 แล้วลองเล่นดูบ้าง ถ้าชอบแบบไหนก็ยึดแบบนั้นเล่นไปเรื่อยๆให้คล่อง เพราะทั้ง e4 และ d4 เล่นไปจนถึงขั้นสูงสุดได้ทั้งสองรูป ทั้งเป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาว
     
    บางครั้งก็มีคนขึ้นหมากด้วย 1.Nf3 ซึ่งแปลกออกไปแต่ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงเพราะเป็นรูปที่ผิดแผกจากมาตรฐาน ในขั้นแรกผู้เริ่มเล่นควรเลือกรูปมาตรฐานและฝึกฝนให้ชำนาญก่อน เพราะรูปมาตรฐานคือ 1.e4 หรือ 1.d4 มีรูปให้เลือกเล่นมากมายอยู่แล้ว
     
    เป็นที่น่าสังเกตว่าบางครั้ง ผู้ที่เปิด 1.Nf3 ต้องการหลีกเลี่ยงจากตำราของรูปมาตรฐานต่างๆ เพื่อให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถใช้วิชาเปิดตอนต้นกระดานเดินเอาเปรียบได้ ความคิดของผู้เล่น 1.Nf3 เช่นนี้ก็ดีอยู่ แต่ผู้เริ่มเล่นควรฝึกฝนหาความรู้จากรูปมาตรฐาน 1.e4 และ 1.d4 เพราะมีรูปเด็ดๆ หลุมพรางดีๆที่สามารถทำให้เราเอาชนะคู่ต่อสู้ได้โดยรวดเร็วและเด็ดขาด ผู้เขียนรู้สึกว่าผู้ที่เล่นหมากรุกฝรั่งโดยขึ้น 1.Nf3 โดยที่ยังไม่ไปลองเล่น e4 และ d4 มักจะเป็นผู้ที่ไม่ค่อยยอมฝึกซ้อมหรือศึกษาตำรามาตรฐาน แต่อยากแปรจากรูปมาตรฐานไปสู้กันแบบหมากนอกระบบ (บางครั้งกลายเป็นมวยวัดไปก็มี) แต่นี่เป็นนานาจิตตัง ใครชอบแบบไหน ก็เลือกเอาครับ
     
    2. ให้พยายามเข้าป้อม (castling ย่อว่า O-O หรือ O-O-O) ให้เร็วที่สุด
     
    เพื่อให้คิงอยู่ในที่ปลอดภัย จะเห็นได้ว่าการเข้าป้อมทางด้านคิงจะเร็วกว่าด้านควีน เพราะมีช่องว่างเพียงสองช่อง ไม่ใช่สามช่องอย่างด้านควีน
    มีผู้เริ่มเล่นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมเข้าป้อม เพราะเมื่อเข้าป้อมแล้ว บางทีก็โดนโจมตีรุกจนในป้อมนี้เอง ข้อนี้เป็นข้อที่เข้าใจผิดอย่างมากของผู้เริ่มเล่น ที่เข้าใจว่าการเข้าป้อมเป็นจุดอ่อนให้คิงโดนโจมตีได้ง่าย ความจริงเมื่อเข้าป้อมแล้วมีวิธีที่จะรักษาป้อมให้แข็งแรง
     
     
    --------------------------------------------------------------------------------
     
    ปล. ก๊อปเค้ามาดุ้น ๆ เลยนะ
     
    December 21

    Christmas และความจริงของซานตาครอส

     
    Christmas และความจริงของซานตาครอส :
     
    First of all, Merry Christmas and happy the incoming new year.
     
    และแล้ว  เทศกาลที่ผมชอบมากที่สุดในรอบปีก็กำลังจะมาเยือนอีกรอบนึง  ใช่แล้ว  มันคือ christmas time นั่นเอง  จริง ๆ ต้องขอออกตัวก่อนว่า 
    ไม่ได้เป็นชาวคริสต์อะไรกับเขาหรอก  แล้วก้อไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงอะไรกับคริสต์มาสด้วย  แต่เผอิญว่าโรงเรียนที่เรียนมาตั้งแต่ชั้นประถมเป็น
    โรงเรียนคริสต์  ทำให้มีความผูกพันอ้อม ๆ กับเทศกาลนี้อยู่ค่อนข้างมากทีเดียว  ในสมัยเด็ก  ที่ชอบเทศกาลนี้เป็นพิเศษคงเป็นเพราะที่โรงเรียน
    จะจัดงานรื่นเริง  ทำให้งดการเรียนการสอน  อีกทั้งยังใกล้กันกับปีใหม่ที่มีวันหยุดยาว ๆ ๆ ให้อีก  แถมไปด้วยการขึ้นต้นปีใหม่  ไหนจะของขวัญ 
    ไหนจะกินเลี้ยงอีกสารพัด  5555  นับว่าคริสต์มาสนี่นำพามาซึ่งความหรรษาโดยแท้
     
    แต่พอโต ๆ มาแล้วเลยค้นพบความจริงอีกข้อนึงว่า  นอกเหนือจากอากาศที่เย็นสบายในช่วงเดือนธันวาแล้ว ที่ชอบเทศกาลนี้เป็นพิเศษเพราะว่า 
    เป็นเทศกาลที่ฝรั่งเค้าเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสที่ดีจริง ๆ  โดยปกติในช่วงเดือนตุลาถึงเดือนมีนา  มักจะเป็นช่วงเวลาแห่งฤดูหนาว 
    ที่ทั้งหนาวเหน็บแถมยังทำกิจกรรมอะไรไม่ได้เลย  ไม่ว่าจะเป็นเพาะปลูก  เลี้ยงสัตว์  การเดินทางไปมาหาสู่กันก็ทำได้ยากยิ่งในช่วงนี้  ช่วงที่ peak
    สุดใน ๆ ของความหนาวในเดือนธันวาคม  ชาวคริสต์เลยถือเอาวันประสูติของพระเยซู (ซึ่งจริง ๆ แล้วพระเยซูไม่ได้เกิดวันที่ 25 Dec แต่อย่างใด)
    เป็นวันเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่  เปลี่ยนช่วงเวลาที่หนาวที่สุด  ให้กลายเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นที่สุดได้   สมัยก่อนเคยอ่านหนังสือชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่
    ที่แต่งโดย ลอร่า อิงกัลส์ ไวเดอร์  ที่พูดถึงหนังสือชุดนี้เพราะว่า  เค้าบรรยายถึงช่วงเวลาที่หนาวมาก ๆ นี้ให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่ามันหนาวขนาดไหน  
    เค้าจะบรรยายถึงความสุข  ความอบอุ่นที่ได้รับจากเทศกาลคริสต์มาสไว้อย่างน่าประทับใจ  ในช่วงเวลานี้  ชาวคริสต์ทั่วโลกจะกลับไปอยู่กับครอบครัว 
    ทำอาหารกินกันอย่างสนุกสนาน (เพราะออกไปไหนไม่ได้  ต้องอยู่แต่ในบ้านที่ทำจากซุงเท่านั้น)  ตบแต่งบรรยากาศเหงา ๆ เศร้า ๆ ให้ครื้นเครงด้วยเสียงเพลง 
    โคมไฟ  และอุปกรณ์ประดับต้นคริสต์มาสกันเต็มที่  (ต้นคริสต์มาสนี้  นิยมใช้ต้นสนของจริงจากตระกูล Scotch pine, Douglas fir และ Noble fir 
    แต่ปัจจุบันคงเป็นต้นพลาสติกไปหมดแล้ว)
     
    จริง ๆ แล้วที่เกริ่นมาข้างบนทั้งหมดเนี่ย  ยังไม่ได้เข้าประเด็นที่อยากจะพูดถึงวันนี้เลย 5555  ประเด็นจริง ๆ อยู่ที่คุณลุงซานตาครอสของเราตะหาก 
    ซึ่งวันนี้จะเอาความจริงอันน่าตกใจของซานตาครอสมาเล่าให้ฟัง  เรื่องมันมีอยู่ว่า
    ซานตาครอสมีตัวตนอยู่จริง ๆ แล้วก้อไม่ได้อยู่ที่ขั้วโลกเหนือ หรือใต้อย่างที่เข้าใจกัน  ซานตาครอส หรือ Santa Claus  เป็นคำอังกฤษอเมริกัน
    ที่เพี้ยนมาจากคำว่า  Sint Klaas  ซึ่งเป็นฉายาของ Saint Nicolas  ในภาษา Dutch  อีกที   ชื่อจริงของลุงซานต้าคือ  Nicolas (Hagios Nikolaos) 
    เป็นนักบุญ (Saint) ชาวตุรกี  ผู้ซึ่งถูกจารึกไว้ว่า  เป็นนักบุญที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหลายประเทศยุโรปยุคกลาง  (ช่วงราว ๆ 300 ปี หลังคริสตกาล) 
    ในฐานะของ "Friend of Children"  หรือนักบุญอันเป็นที่รักของเด็ก ๆ   เซนต์นิโคลัสได้รับการกล่าวขานในเรื่องของความมีเมตตา  และความใจดี  โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ 
     
     
    Ads ของโคคาโคล่าที่ทำให้ซานต้าโด่งดังเป็นพลุแตก
     
     
    ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับซานต้าที่คนเรารับรู้แบบผิด ๆ มาตลอดคือ  ซานต้าไม่ได้ใส่ชุดสีแดง  ไม่ได้ใช้กวางเป็นตัวลากเลื่อน (Sleigh)  ไม่ได้เป็นคุณลุงอ้วน ๆ แก่ ๆ 
    อย่างที่เคยเห็นกัน  ซานต้าที่เรารู้จักนั้น  ถูกเติมแต่งด้วยจินตนาการของ Clement C. Moore  ในบทกลอนชื่อ   A Visit From St. Nicholas 
    ซึ่งแต่งให้กับลูก ๆ ในปีคศ. 1823  หลังจากนั้น  ซานตาครอสเวอร์ชั่นปัจจุบันยิ่งโด่งดังขึ้นเมื่อเผยแพร่ออกสู่โลกภายนอกผ่านภาพวาดที่มีชื่อเสียงของ
    Thomas Nast  ลงพิมพ์ในหนังสือ "Horpers Weekly" เป็นครั้งแรก  ซึ่งก็คือภาพของซานตาครอสที่เป็นลุงหนวดอ้วนใจดี  แต่งชุดสีแดง 
    และมีกวาง 8 ตัวเป็นตัวลากเลื่อน  (กวาง 8 ตัวนี้ล้วนแต่มีชื่อของมัน  แต่ที่ดังที่สุดเห็นจะเป็นกวางลูดอล์ฟ  หรือ ลูดอล์ฟจมูกแดง  Rudolph the red nosed reindeer) 
    ลุงซานตาครอสเวอร์ชั่นใหม่นี้  ยิ่งโด่งดังสุดโต่งเข้าไปใหญ่  เมื่อบริษัทโคคาโคล่านำมาเป็น presenter ให้กับเครื่องดื่มของตัวเอง  และเพราะประสิทธิภาพ
    ของการสื่อสารของโคคาโคล่านี่เอง  ที่ทำให้ซานตาครอสชุดแดงนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
     
     
    แม้ว่าซานตาครอสที่เราเห็นในปัจจุบันนั้นจะถูกสร้างขึ้นมาจากจินตนาการ  แต่ก็ทำให้เราหวนรำลึกถึงความอบอุ่น  เป็นรูปแบบที่น่ารัก เหมาะสำหรับเป็นนิยายให้เด็ก ๆ
    ได้ใฝ่ฝันถึงในเทศกาลคริสต์มาสทุก ๆ ปี
     
     
    ส่วนข้างล่างนี้เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เกี่ยวกับวันคริสต์มาสนี้นะครับ
     
     
    ต้นคริสต์มาส ในสมัยโบราณหมายถึงต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากินและทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า ตั้งแต่ ศตวรรษที่11 ชาวคริสต์แสดง
    ละครที่หน้าวัด ถึงความหมายของคริสต์มาสและเอาตันไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลางเพื่อประดับฉาก แสดงถึง บาปกำเนิดของอาดัมและเอวาต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน
    เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่ายที่สุดในประเทศเหล่านั้น การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้ มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปีจนถึงศตวรรษที่15 พระสังฆราชหลายแห่ง
    ได้ห้ามแสดง เนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่น เหมือน ลิเกล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง และศาสนาซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง  ชาวบ้านรู้สึก
    เสียดายที่ไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆแบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของ ตน โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน เพราะต้นไม้เป็นจุดเด่นในลานวัด ที่เขาเคยร่วมสนุกกัน
    จากนั้นก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ลและแขวนแผ่นขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท ซึ่งก็มีวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็กลายเป็นขนมและ
    ของขวัญ อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้   แม้ว่าประเพณีการตั้งต้นคริสต์มาสมีความเป็นมาดังกล่าว ชาวคริสต์ในสมัยนี้ก็ยัง นิยมทำกันอยู่ เพราะเห็นว่ามีความหมายถึง
    พระเยซู ผู้เปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิต ที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล ซึ่งหมายถึงนิรันดรภาพของพระเยซู และนอกจากนั้น ยังหมายถึงความสว่าง ของพระองค์
    เสมือนแสงเทียนที่ส่องในความมืด ทั้งยัง หมายถึงความชื่นชมยินดีและความสามัคคีที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้น เป็นจุดรวมของครอบครัวในเทศกาลนั้น
     
    การร้องเพลงคริสต์มาส เพลงคริสต์มาสที่เรานิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศอังกฤษเป็น ส่วนใหญ่ เพลงที่มีเสียงมากได้แก่
    Silent Night, Holy Night เป็นภาษาไทยว่า "ราตรีสวัสดิ์ ราตรีสงัด" ความเป็นมาของเพลงนี้คือ วันก่อนวัน คริสต์มาส ของปี ค.ศ. 1818 คุณพ่อ Joseph Mohr
    เจ้าอาวาสวัดที่ Oberndorf ประเทศออสเตรเลีย ได้ข่าวว่าออร์แกน ในวัดเสีย ทำให้วงไม่สามารถขับร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ คุณพ่อเองตั้งใจจะแต่งเพลงคริสต์มาส
    หลังจากแต่งเสร็จก็เอาไปให้เพื่อน คนหนึ่งชื่อ Franz Gruber ที่อยู่หมู่บ้านใกล้ เคียงใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั้นเอง สัตบุรุษ วัดใกล้ก็ได้ฟังเพลง Silent Night
    เป็นครั้ง แรก โดยการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็น เพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก
     
    ในทวีปอเมริกาจะเรียก เซนต์นิโคลัสว่า  Santa Claus  ในขณะที่ฝรั่งเศสเรียกว่า  Pere Noel  คล้ายกับในสเปนที่เรียกว่า  Papa Noel   เยอรมันเรียกว่า 
    Kris Kringle   และอิตาลีเรียกว่า Babbo Natale  เด็ก ๆ ที่ญี่ปุ่นจะเรียกว่า ลุงซานต้า  หรือ  Santa no ojisan   Sweden เรียก Jultomten 
    คล้ายกันกับ Julenissen สำหรับภาษานอร์วีเจี้ยน  และ Joulupukki ในฟินแลนด์  และ Sinterklaas สำหรับภาษาดัชต์
     
     
    ของแถมอีกนิดก่อนจบด้วย  การรวมภาพต้นคริสต์มาสหน้าห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพ  และบรรยากาสการประดับตกแต่งต้น christmas ทั่วโลกไว้ให้ดูเล่นกันครับ
     
           
    ต้นคริสต์มาสหน้าโรงแรม siam continental / เพนนินซูล่า / สยามพารากอน

           
    ต้นคริสต์มาสหน้าเกษร พลาซ่า / Central World / เอ็มโพเรียม
     
     
    ส่วนชุดต่อไปเป็นบรรยากาศในต่างประเทศครับ
     
    London
     
     
    New York

     
     
    Singapore
     
     
    Hong Kong
     
     
    Bangkok
     
     
    Tokyo
     
     
    ตบท้าย blog นี้ด้วยเนื้อเพลง Jingle Bells ครับ
    ขอให้ทุกคนมีความสุขมาก ๆ  คิดอะไรสมปราถนา  Merry Christmas and Happy new year 2007 ครับ :D
     
    ------------------------------------------

    Jingle Bells
     
    Dashing through the snow, in a one-horse open sleigh,
    Over the fields we go, laughing all the way.
    Bells on bob-tails ring, making spirits bright,
    What fun it is to ride and sing a sleighing song tonight.
    Chorus
    Jingle bells, jingle bells, jingle all the way!
    O what fun it is to ride in a one-horse open sleigh.
    Jingle bells, jingle bells, jingle all the way!
    O what fun it is to ride in a one-horse open sleigh.
    A day or two ago, I thought I'd take a ride
    And soon Miss Fanny Bright, was seated by my side;
    The horse was lean and lank, misfortune seemed his lot;
    He got into a drifted bank and we got upsot
    (Chorus)
    A day or two ago, the story I must tell
    I went out on the snow, and on my back I fell;
    A gent was riding by, in a one-horse open sleigh
    He laughed as there I sprawling lie but quickly drove away
    (Chorus)
    Now the ground is white, go it while you're young
    Take the girls tonight, and sing this sleighing song;
    Just get a bob-tailed bay, two-forty as his speed
    Hitch him to an open sleigh and crack! you'll take the lead
    (Chorus)
     
    December 10

    เมื่อ IQ ไม่ได้สำคัญที่สุดอีกต่อไป

     
    เมื่อ IQ ไม่ได้สำคัญที่สุดอีกต่อไป
     
     
    IQ (Intelligence Quotient) 
    หรือในภาษาไทยคือ  เชาวน์ปัญญา  IQ เป็นมาตรฐานที่ถูกนำมาใช้ชี้วัดความฉลาดของคนมาช้านาน  หลักการคิดของ IQ คือ  ตัวเลขที่แสดงสัดส่วนของระดับความสามารถกับอายุ x 100  ดังนั้นคนที่มีระดับความสามารถแบบปกติ  จะมี IQ = 100  ส่วนคนที่มีความสามารถโดดเด่นเกินอายุจริง  เช่น  เด็กอายุ 12  ปี แต่สามารถทำงานในระดับความสามารถของเด็กอายุ 13 ปีได้  ก็จะมี IQ = (13/12)*100 = 108
    ปล. นี่เป็นสูตรเบื้องต้นของการคำนวณ IQ  ซึ่งปัจจุบันล้ำหน้ากว่านี้ไปมากแล้ว ด้วยการ +- factor อื่น ๆ เข้ามาอีกมากมาย
     
    130+
    ดีเลิศ
    120-129
    ดี
    110-119
    ค่อนข้างดี
    90-109
    เฉลี่ย
    80-89
    ค่อนข้างด้อย
    70-79
    คาบเส้น
    69-
    ปัญญาอ่อน
     
    จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ 10 ปีมานี้  หลายคนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า  IQ กับคำว่าประสบความสำเร็จนั้น  ไม่จำเป็นต้องเดินคู่กันเสมอไป  คนที่ IQ ดี  ใช่ว่าจะต้องประสบความสำเร็จในชีวิต  ในทางกลับกัน  ส่วนคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็ใช่ว่าจะต้องมี IQ ดี  เพราะเคยมีงานวิจัยพบว่า ไอคิวมีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จในชีวิตเพียง 20%  ลักษณะอื่นที่ ๆ ที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้คนเราประสบความสำเร็จก็เช่น  ความสามารถในการสื่อสารกับคนอื่น  หรือง่าย ๆ คือ  คุยกะชาวบ้านเค้ารู้เรื่อง  มีความเพียรพยายาม  มีความมานะบากบั่น  อดทนอดกลั้น  มีวินัย  มนุษย์สัมพันธ์  และอื่น ๆ อีกจิปาถะ  อีกทั้งยังมีข้อถกเถียงกันมากมายถึงความแม่นยำในการวัด  และนิยามของคำว่าการวัด IQ  จึงมีผู้คิดค้นปัจจัยแห่งความสำเร็จขึ้นอีกมากมายก่ายกอง  พวกฝรั่งเค้าก้อช่างคิดกันซะจริง  บางผมทีก้อแอบสงสัยว่า  กว่าจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานแต่ละอันไปเพื่อจะให้ประสบความสำเร็จได้เนี่ย  ทำไมมันช่างยากเย็นซะอย่างนี้  ลองมาดูกันนะครับว่ามีมาตรวัดอะไรฮิต ๆ อินเทรนด์กันบ้าง
     
     
    EQ (Emotional Quotient)
    หลายคนคงเคยได้ยินและคุ้นหูกับ EQ เป็นอย่างดี  เพราะเป็นงานวิจัยที่แพร่หลายมาได้พักใหญ่  EQ คือความสามารถทางอารมณ์ ซึ่งประกอบไปด้วย ความสามารถในควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้อย่างหนักแน่น และคงเส้นคงวา  มีศิลปะในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น  รวมทั้งรับรู้ อารมณ์คนอื่นและอารมณ์ตัวเอง ที่จะก่อให้เกิดความกระตือรือร้นและมีแรงจูงใจสู่ความสำเร็จ
     
    ถ้าใครที่กำลังวัด IQ คุณ  แสดงว่าเค้ากำลังวัดสิ่งที่ติดตัวคุณมาตั้งแต่กำเนิด  สิ่งที่ธรรมชาติได้ให้มา  IQ อาจเพิ่มได้เล็กน้อยจากการเรียนรู้ในภายหลัง  แต่ EQ นั้นถูกสร้างขึ้นจากสิ่งแวดล้อมภายหลังทั้งสิ้น  ใครที่ชื่นชมบูชา IQ อยู่แสดงว่า  กำลังชื่นชมบูชาในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก  และเป็นเพียงส่วนประกอบส่วนนึงของความสำเร็จ  ในสมัยโบราณเช่นสังคมของชาวอินเดีย  จีน  อินเดียนแดง  คนที่ IQ สูงเพียงอย่างเดียว  มักจะได้เป็นเพียงแค่ ครู อาจารย์  ปราชญ์หรือ ปุโรหิต  แต่คนที่มี IQ พอประมาณ  แต่ EQ ค่อนข้างสูงมักจะได้เป็นกษัตรติย์  แม่ทัพนายกอง  เจ้าเมืองทั้งสิ้น  เพราะต้องอาศัยความกล้าหาญ  มานะเด็ดเดี่ยวมุ่งมัน  ความเป็นผู้นำที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจ  ความร่วมมือร่วมใจสูง
     
     
    AQ (Adversity Quotient)
    AQ คือ  ระดับความสามารถในการเอาชนะอุปสรรคในชีวิต  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการก้าวสู่ความสำเร็จ   เนื่องด้วยนักวิจัยได้เล็งเห็นว่า  ลำพังแค่ EQ และ IQ  ไม่เพียงพอเสียแล้วกับการตัดสินว่าใครจะประสบความสำเร็จในยุคสมัยใหม่นี้  เพราะเด็กรุ่นใหม่เหยาะแหยะกันเหลือเกิน  ท้อถอยและยอมแพ้กันง่าย  เจอปัญหาอะไรนิดหน่อยก็โวยวาย   เนื่องจากโลกยุคใหม่ได้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์มากไป  ชีวิตไม่เคยประสบความยากลำบาก เมื่อเจอปัญหาก็แก้ไม่เป็น  โดยธรรมชาติแล้ว  AQ เป็นสิ่งที่พัฒนาเพิ่มเติมได้ด้วยการเรียนรู้  เมื่อมีสิ่งกระตุ้นเช่นปัญหาต่าง ๆ เข้ามา   หากได้รับการฝึกฝนก็จะก่อให้เกิดการตอบสนองที่เหมาะสมกลับไป  ทักษะนี้ก็จะฝังแน่นอยู่ในจิตใต้สำนึกกลายเป็นนิสัยของการสู้ไม่ถอย   จริง ๆ แล้วมันมีผลการวิจัยทางการแพทย์รับรองนะครับว่า  คนที่มีเอคิวสูงหรือมีจิตใจชอบการต่อสู้เนี่ย จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงไม่ค่อยเจ็บป่วย  ถึงเจ็บป่วยก็จะฟื้นตัวเร็วแม้จะเป็นโรคร้ายแรงก็ตาม
     
    หลักการสร้าง AQ
    - มองปัญหาเป็นโอกาส
    1. CONTROL ควบคุมเหตุการณ์/สถานการณ์ได้
    2. OWNERSHIP ความเป็นเจ้าของ ปัญหาอยู่ที่ตัวเรา
    3. REACH คิดว่าทุกประเภท มีทางแก้ไข ไม่ใช่จบสิ้นแล้วทุกอย่าง
    4. ENDURANCE มีความทนทาน อดทน ต่อปัญหาต่างๆ มองโลกในแง่ดีไม่วู่วาม
     
     
    DQ (Developmental Quotient)
    ถูกคิดค้นขึ้นโดย  Arnold Gesell  เป็นระดับความสามารถในการพัฒนาตนเอง  โดยในช่วงเริ่มแรก DQ เป็นสเกลที่ใช้วัดในเด็กทารกซะส่วนมาก  เพื่อเชคระดับการพัฒนาของร่างกายกับสภาพจิตใจ ว่าสอดคล้องกันหรือเปล่า  ยกตัวอย่างเช่น  เมื่อเด็กมีอายุถึงเท่านี้แล้ว  ร่างกายกับสภาพจิตใจได้พัฒนาไปตรงตามที่ standard เค้าเป็นหรือเปล่า  แต่ถูกพัฒนาต่อมาในภายหลัง ให้สามารถวัดได้ตั้งแต่วัยทารก  วัยเด็ก  ไล่ยาวไปจนถึงวัยรุ่นเลยทีเดียว  เคยเห็นโฆษณาของนมผง  เอนฟาโกรคิดส์มั้ยครับ  ที่เค้าเอา DQ มาใช้ในการโฆษณาด้วยว่า  นมผงเค้า  สามารถพัฒนาร่างกายให้ถึงขีดสุดในแต่ละช่วงอายุได้
     
    ค่าความสามารถพัฒนาการ เป็นคะแนนที่ได้จากการทดสอบการพัฒนาของเด็ก แบบทดสอบการพัฒนาการชิ้นแรกสร้างในปี 1980 เป็นแบบทดสอบที่ใช้เวลาในการทดสอบประมาณ 30 นาที เริ่มใช้กับทารกอายุ 1 สัปดาห์ถึง 42 สัปดาห์
     
    แบ่งข้อทดสอบเป็น 4 กลุ่ม คือ
    1. การปรับตน (Adaptive)
    2. การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก (gross and fine moter)
    3. ภาษา (language)
    4. ทักษะเชิงบุคลิกภาพ-สังคม (personal social skills)
     
    คะแนนที่ได้จะคำนวณจากสูตรดังนี้
    DQ = Developmental age (เด็กคนนี้มีพัฒนาการเท่ากับเด็กอายุเท่าไร x 100 clwonological age (อายุจริง) เช่น เด็กชายเอก มีพัฒนาการเท่ากับเด็กส่วนใหญ่ที่มีอายุ 6 เดือน แต่มีอายุเท่ากับ 10 เดือน DQ ของเด็กชายเอก = 6/10x100 = 60 ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มพัฒนาการช้าเล็กน้อย
     
    การที่เราสามารถวัดค่า IQ DQ ทำให้เราสามารถตรวจหาความผิดปกติและติดตามเด็ก ที่มีความผิดปกติได้ดียิ่งขึ้น
     
     
     
    CQ (Creativity Quotient)
    ระดับความสามารถในการมีความคิด จินตนาการ หรือแนวคิดใหม่ๆ ในรูปแบบต่างๆ เช่น การเล่น งานศิลปะ การประดิษฐ์สิ่งของ   CQ จะสัมพันธ์ กับเรื่องการเล่น ถ้าเด็กได้เล่นอย่างอิสระตามความชอบและเหมาะกับวัย เด็กก็จะมีความคิดสร้างสรรค์   การปลูกฝังเรื่องนี้จึงอยู่ที่พ่อแม่มีเวลาเล่นและทำกิจกรรมที่ส่งเสริมจินตนาการกับลูก เช่น การเล่นศิลปะ การหยิบจับของใกล้ตัวมาเป็นของเล่น การเล่านิทาน เป็นต้น
     
     
     
    MQ (Moral Quotient)
    มีความสามารถในการควบคุมตนเอง มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ความกตัญญู เป็นคนดี มีระเบียบวินัย  นักจิตวิทยาค้นพบว่าพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความฉลาด อารมณ์ สังคม ศีลธรรม มิติสัมพันธ์ คณิตศาสตร์ ภาษา ดนตรี การเคลื่อนไหว ฯลฯ ต่างก็ค่อนข้างเป็นอิสระต่อกัน หมายความว่า เด็กอาจจะเก่งด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านแต่อาจจะไม่เก่งในด้านอื่นก็ได้ พัฒนาการในด้านต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีระดับเท่ากัน เช่น เด็กอาจจะเฉลียวฉลาด แต่พัฒนาการทางอารมณ์ต่ำและนิสัยไม่ดี หรือ ฉลาดอารมณ์ดี แต่ คุณธรรมต่ำก็ได้ หลายคนอาจจะประหลาดใจว่า อารมณ์ดี สังคมดี แต่คุณธรรมต่ำเป็นอย่างไร นิยามคำว่า คุณธรรมในที่นี้หมายถึง ระดับความเห็นแก่ตัว สรุปแล้ว IQ EQ และ MQ มีเส้นทางการพัฒนาต่างกัน  แม้ว่าในความหมาย  อาจจะคล้าย ๆ กันก็ตามที   MQ นั้นไม่สามารถฝึกฝนหรือขัดเกลาได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ  การที่บุคคลคนหนึ่งจะมี MQ ระดับดี ต้องเริ่มปลูกฝังในวัยเด็กจึงจะได้ผล
     
    วิธีฝึกฝน
    - มีตัวอย่างดีๆให้เห็น
    - ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตั้งแต่เล็กๆ ก่อนวัยอนุบาล อาจจะเป็นในรูปนิทาน
    - วัยอนุบาล ประถมต้น เล่านิทานสอนใจ ช่วยบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน
    - ประถมปลาย - มัธยม สอน หลักธรรม ตัวอย่างดีๆ ช่วยบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน โรงเรียนด้อยโอกาส ช่วยสอนหนังสือหรือช่วยดูแล รุ่นน้องๆ ช่วยงานคุณครู สอนเพื่อนๆที่อ่อนกว่า
    - ไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเช่นทำร้ายผู้อื่น พูดจาหยาบคาย ขโมย โดยเฉพาะ 0-5 ขวบ
     
    SQ (Social Quotient)
    ทักษะทางสังคม การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น  ปัจจัยที่มีผลกระทบเช่น
    - ได้เล่นกับเพื่อน ในวัยเด็กเล็กๆ
    - เด็กโต ทำกิจกรรมกลุ่ม หรือทำงานอื่นๆกับเพื่อน
    - คบเพื่อนๆ ที่หลากหลาย
     
     
    PQ (Physical Quotient)
    ความฉลาดทางพลานามัย มีความมั่นใจในการเคลื่อนไหว ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ถ้าจะเล่นก็เล่นอย่างมีความสุข ซึ่งจะไปกระตุ้นไอคิวและอีคิวให้ดีตามไปด้วย
     
     
    ทั้งนี้ทั้งนั้น  ยังมีอีกหลายสิบ quotient ที่ต่างคนต่างยกขึ้นมาเป็นเกณฑ์ในการชี้วัด  แต่ว่าอันไหนจะเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงนั้น  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์และประสิทธิภาพของเกณฑ์นั้น ๆ ครับ  เพราะลำพังแค่ทฏษฏีใคร ๆ ก็คิดได้  แล้วจู่ ๆ ก้อจะมีพวก quotient ต่าง ๆ ขึ้นมาพรึ่บ ๆ แบบข้างล่างนี้
     
    AQ : Adiversity Quotient
    BQ : Balancing Quotient
    CQ : Creativity Quotient
    DQ : Distinguishability Quotient
    EQ : Emotional Quotient
    FQ : Feeling Quotient
    GQ : Globalization Quotient
    HQ : Health Quotient
    IQ : Intellgence Quotient
    JQ : Joking Quotient
    KQ : Knowledge Quotient
    LQ : Leadership Quotient
    MQ : Moral Quotient
    NQ : Neatness Quotient
    OQ : Organization Quotient
    PQ : Perception Quotient
    QQ : Questioning Quotient
    RQ : Reasoning Quotient
    SQ : Spiritual Quotient
    TQ : Team-working Quotient
    UQ : Understanding Quotient
    VQ : Velocity Quotient
    WQ : Wisdom Quotient
    XQ : Xperience Quotient
    YQ : Youth Quotient
    ZQ : Zooming Quotient
     
    ที่ลิสต์มาให้ดูข้างบนนี่  จริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องเอาให้ได้เยอะ ๆ ทั้งหมดหรอก  เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่คน ๆ นึงจะเก่งอะไรได้ขนาดนั้น  แถมยังใช้เวลาและความพยายามอีกตั้งไม่รู้เท่าไหร่  กว่าจะทำได้ทั้งหมดนั้น  ข้อสำคัญที่สุดก็คือว่า  เราอย่าหยุดพัฒนาตัวเองก็แล้วกัน  :D
    November 30

    การเปลี่ยนหรือคืนสินค้าทำได้แค่ไหน

     
    การเปลี่ยนหรือคืนสินค้าทำได้แค่ไหน ( นักช็อปควรรู้ )
     
    เมื่อเดือนกันยายน 2005 ที่ผ่านมาบรรดาห้างสรรพสินค้าและดิสเคาน์สโตร์ รวมถึงคอนวีเนียนสโตร์หรือร้าน สะดวกซื้อได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือกำหนดมาตรฐานการรับประกัน คุณภาพสินค้า และบริการร่วมกับกรมการค้าภายในเพื่อเป็นการยืนยันว่า สินค้าที่มีการจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าได้ มาตรฐานและรับประกันคุณภาพของสินค้า ซึ่งรายละเอียดการรับประกันสินค้าของแต่ละห้างเป็นอย่างไร เชิญ ตรวจสอบกันได้ในบทความนี้เลยนะคะ

    ไม่พอใจสินค้า เรายินดีคืนเงิน
     
    นักช้อปโดยทั่วไปมักเข้าใจว่าการเปลี่ยนหรือคืนสินค้านั้นจะทำได้เฉพาะกับ  สินค้าที่ชำรุดบกพร่องหรือผลิตมาไม่ได้มาตรฐานเท่านั้น แต่ความจริงแล้วการเปลี่ยนหรือคืนสินค้านั้นทำได้  แม้กระทั่งสินค้านั้นไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด เพียงแค่คุณไม่ชอบใจมันเอาดื้อๆ คุณก็สามารถเปลี่ยนหรือเอาเงินคืนได้  ในห้างสรรพสินค้าบางแห่งคุณอาจจะเคยเห็นป้ายแบบนี้บ้างแล้ว  "ไม่พอใจสินค้า เรายินดีคืนเงิน" ซึ่งหมายความว่า สำหรับสินค้าที่คุณจ่ายเงินซื้อนำกลับไปถึงบ้านแล้ว แม้ว่าตัวสินค้ามันจะไม่มีความผิดอะไร ไม่มีความเสียหายชำรุดบกพร่อง เพียงแต่แค่คุณเกิดความรู้สึกไม่พอใจสีสันหรือรูปทรงของสินค้า  ( แม้ว่าตอนที่ อยู่ในห้างคุณจะรู้สึกพอใจเอามากๆก็ตาม )  คุณมีสิทธิ์ขอคืนสินค้าเปลี่ยนเป็นเงินคืนได้
    แล้วคุณเคยลองพิสูจน์ข้อความเช่นว่านั้นหรือไม่ว่าทำได้จริงหรือเปล่า  วารสารฉลาดซื้อได้ทดลองส่งอาสาสมัครไปซื้อสินค้าราคาปกติตามร้านค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของห้างสรรพสินค้าและดิสเคาน์โตร์ทั้งหมด 7 แห่ง เป็นห้างสรรพสินค้า 4 แห่ง คือ
     
    1. ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว
    2. ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน
    3. ห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง สาขาธนบุรี
    4. ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขารัชดาภิเษก
     
    และเป็นดิสเคาน์สโตร์ 3 แห่ง คือ
     
    1. คาร์ฟูร์ สาขาบางปะกอก
    2. บิ๊กซี สาขาสุขสวัสดิ์ และ
    3. เทสโก โลตัส สาขางามวงศ์วาน
     
    โดยมีเงื่อนไขให้กับอาสาสมัครว่าให้ซื้อสินค้าที่ขายในราคาปกติ ขายโดยร้านหรือบูธที่เป็นส่วนของห้างสรรพสินค้า ( ไม่ใช่ร้านที่เข้ามาเช่าพื้นที่ ) และเมื่อซื้อสินค้ามาแล้ว 1-2 วันให้นำสินค้าไปคืน โดยขอคืนเงินที่จ่ายไป  ทั้งหมดไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนสินค้าแทน โดยมีข้ออ้างว่าไม่พอใจสินค้าด้วยสาเหตุที่ไม่ใช่ความชำรุดบกพร่องของตัว สินค้า เช่น ไม่ชอบสีสันหรือรูปทรงที่เลือกไป เป็นต้น
     
    ผลการสำรวจมาตรการการรับเปลี่ยนหรือคืนสินค้าเพื่อความพอใจของลูกค้าผลที่ได้คือ  ดิสเคาน์สโตร์ทั้ง 3 แห่ง ยอมคืนเงินให้กับลูกค้า  โดยคาร์ฟูร์และบิ๊กซีขอจดชื่อที่อยู่ของลูกค้าไว้ ในขณะที่ เทสโก โลตัส ยอมคืนเงินให้โดยไม่มีการจดข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าแต่อย่างใด
    สำหรับกลุ่มห้างสรรพสินค้าพบว่า
     
    * ห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง
    เมื่ออาสาสมัครขอคืนสินค้ากับพนักงานขาย พนักงานขายไม่ยอมให้คืนสินค้าแต่เสนอให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าอื่นเปลี่ยนแทน  แต่เมื่อลูกค้ายังยืนยันต้องการคืนสินค้าเหมือนเดิม พนักงานขายก็ยังไม่ยอมคืนให้ ท้ายที่สุด อาสาสมัครได้ไปติดต่อที่จุดบริการลูกค้าของห้างสรรพสินค้าจึงได้รับเงินคืน
     
    * ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน
    เมื่ออาสาสมัครขอคืนสินค้า พนักงานขายเสนอให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าอื่นเปลี่ยนแทน  แต่เมื่อลูกค้ายืนยันขอคืน เงินเหมือนเดิมพนักงานขายบอกให้ไปติดต่อที่แคชเชียร์ของแผนกสินค้านั้น ซึ่งทางแคชเชียร์แจ้งว่าไม่ สามารถคืนเป็นเงินได้ ( ทั้งๆ ที่มีป้ายเขียนไว้ว่า รับประกันความพอใจ เปลี่ยนคืนสินค้าสำเร็จได้ภายใน 5-10 นาที แสดงไว้อย่างชัดเจนที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ ) และได้ออกเป็นใบคูปองใช้แลกซื้อสินค้าในห้างแทนมีอายุ 30 วัน จนท้ายที่สุดฉลาดซื้อต้องโทรไปแจ้งว่าเรากำลังทดสอบมาตรการการรับเปลี่ยนหรือคืนสินค้าของห้างกับผู้บริหารระดับสูง ทางห้างจึงคืนเงินให้ พร้อมกับคำขออภัยและแจ้งว่าจะมีมาตรการลงโทษกับการประพฤติตัวที่่ไม่เหมาะสม ของพนักงานแคชเชียร์และพนักงานขาย
     
    * ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์
    เมื่ออาสาสมัครขอคืนสินค้าพนักงานขายเสนอให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าอื่นเปลี่ยนแทน  แต่เมื่อลูกค้ายืนยันขอคืนเงินเหมือนเดิมพนักงานขายและแคชเชียร์ปฏิเสธ  ซึ่งทางแคชเชียร์แจ้งว่าไม่สามารถคืนเป็นเงินได้และได้ออกเป็นใบคูปองใช้แลกซื้อสินค้าในห้างแทน  แต่มีระยะเวลาเพียง 1 วันเท่านั้น จนท้ายที่สุดฉลาดซื้อต้องโทรไปแจ้งว่าห้างกำลังถูกทดสอบมาตรการการรับเปลี่ยนหรือคืนสินค้ากับผู้บริหารระดับสูง ทางห้างจึงคืนเงินให้  พร้อมกับคำขออภัยและแจ้งว่าจะมีมาตรการลงโทษกับการประพฤติตัวที่ไม่เหมาะสมของพนักงานขาย
     
    * ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล
    เมื่ออาสาสมัครขอคืนสินค้าพนักงานขายเสนอให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าอื่นเปลี่ยนแทน  แต่เมื่อลูกค้ายืนยันขอคืนเงินเหมือนเดิมพนักงานขายบอกให้ไปติดต่อที่แคชเชียร์ของแผนกสินค้านั้น  ซึ่งทางแคชเชียร์แจ้งว่าไม่สามารถให้คืนเป็นเงินได้  จนท้ายที่สุดฉลาดซื้อต้องโทรไปแจ้งว่าเรากำลังทดสอบมาตรการการรับเปลี่ยนหรือคืนสินค้าของห้างกับผู้บริหารระดับสูง  ทางห้างจึงคืนเงินให้พร้อมกับคำขออภัยและแจ้งว่าจะมีมาตรการลงโทษกับการประพฤติตัวที่ไม่เหมาะสมของพนักงานขาย  และแจ้งว่าหากลูกค้าต้องการเปลี่ยนหรือคืนสินค้าให้ไปติดต่อที่จุดบริการลูกค้า ( ซึ่งอยู่ที่ชั้นสองคนละชั้นกับจุดที่มีปัญหา ) จะดีที่สุด

    จะเห็นได้ว่าแม้จะมีข้อตกลงดังกล่าว ( ซึ่งตามจริงหลายๆ ห้างก็มีข้อตกลงการเปลี่ยนหรือคืนสินค้ามาก่อน หน้านี้ตั้งนานแล้ว ) แต่ในทางปฏิบัติคุณอาจพบปัญหาได้ โดยเฉพาะกับพนักงานขายของห้างสรรพสินค้าที่  สนใจเปอร์เซ็นต์ยอดขายมากกว่าหัวใจในการบริการลูกค้า  ไม่สนใจที่จะคืนเงินให้กับลูกค้า ทั้งๆ ที่ลูกค้าได้แสดงเจตน์จำนงค์อย่างชัดเจนแล้ว  ซึ่งหากผู้บริหารของกลุ่มห้างสรรพสินค้าไม่มีการปรับตัว
    เช่น ไม่มีการเข้มงวดกวดขันอบรมพนักงานขายที่ดีพอหรือไม่มีจุดบริการลูกค้าที่เห็นเด่นชัดทุกชั้น  ทุกแผนก ก็อาจกลายเป็นจุดอ่อนของห้างสรรพสินค้าที่ทำให้ลูกค้าเข็ดขยาดจนต้องหันไปใช้บริการกับกลุ่มดิสเคาน์โตร์ใหญ่ๆ ได้ง่าย   สำหรับผู้บริโภคที่มีปัญหาในการขอเปลี่ยนหรือขอคืนสินค้าให้ติดต่อกับฝ่ายประชาสัมพันธ์หรือผู้บริหารระดับสูงของห้างทันที

    กรณีสินค้าชำรุดบกพร่องเปลี่ยนหรือคืนได้เพียงแค่วันที่ห้างกำหนดจริงหรือ ?
    ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม . 472 ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างใดอย่าง หนึ่งอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดีประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด  ความที่กล่าวมาในมาตรานี้ย่อมใช้ได้ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องนั้นมีอยู่ ม .473  ผู้ขายย่อมไม่ต้องรับผิดในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
     
    (1) ถ้าผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้วแต่ในเวลาซื้อขายว่ามีความชำรุดบกพร่องหรือควรจะได้รู้  เช่นนั้นหากได้ใช้ความระมัด ระวังอันจะพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชน

    (2) ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นอันเห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบและผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยไม่อิดเอื้อน

    (3) ถ้าทรัพย์นั้นได้ขายทอดตลาด ม . 474  ในข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องนั้น  ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้น  เวลาปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง
     
    หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับคืนสินค้าหรือเปลี่ยนสินค้าใหม่ของห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ นั้น ในทางกฎหมาย มีลักษณะเป็นคำมั่น ซึ่งหากทางห้างไม่ปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้ไว้กับผู้บริโภคจะมีผลเป็นการผิดสัญญา อย่างไรก็ตาม หากสินค้าชำรุดบกพร่องทางห้างจะต้องรับผิดชอบทุกกรณีตามกฎหมาย ( มีอายุความ 1 ปี ) โดยไม่เกี่ยวกับเงื่อนไขการรับคืนสินค้าซึ่งห้างเป็นผู้กำหนดขึ้นส่วนจะรับผิดชอบในลักษณะใดนั้น  ก็ต้องพิจารณาตามความบกพร่องที่เกิดขึ้น เช่น การคืนเงิน  การเปลี่ยนสินค้า เป็นต้น
     
     
    นายชัยรัตน์ แสงอรุณ
    กรรมการสภาทนายความด้านสิทธิมนุษยชน

    November 21

    Murphy's Laws : คนมันจะซวย

     
    Murphy's Laws : คนมันจะซวย
     
    ** คำขอร้องก่อนอ่านต่อ : กรุณาอย่าผวนชื่อ blog นี้โดยเด็ดขาด

    รู้สึกว่าแป่ะแต่เรื่องหนัก ๆ มาหลาย blog ติด ๆ กันแล้ว  มาพูดเรื่องสบาย ๆ มั่งดีกว่า  ไม่งั้นเดี๊ยวจะเครียดตายก่อน
     
    ผมเป็นคนนึงที่ปกติไม่ค่อยจะได้ล้างรถซักเท่าไหร่  คือไม่ได้ขี้เกียจหรอกนะ  แต่ว่าไม่ค่อยมีเวลามากกว่า
    แต่ถ้าในเวลาว่าง ๆ เช่นวันอาทิตย์  ก้อจะพยายามหาเวลามาล้างรถให้ได้  ไม่งั้นรถจะโสโครกมาก ๆ
    ทีนี้เนี่ย  เวลาล้างรถเองเสร็จปุ๊ป  มันก้อจะเกิดความภูมิใจขึ้นมาวื๊บนึงว่า  เอาวะ  รถตู  สะอาดละ  ใสปิ๊ง
    แต่...  แต่ไม่รู้เป็นอะไร  เอากะมันสิ  วันอาทิตย์ไหนที่ล้างรถ  วันจันทร์ถัดมา  ฝนมันจะต้องมาตกทุกที  ผับผ่า 
    ให้ตายเถอะแบทแมน  เมิงจะไปตกวันศุกร์ไม่ได้เรยชิมิ  ไม่ก้อไปตกซักวันพุธก็ยังดี  ให้ไอ้คนล้างเนี่ยมันมีโอกาส
    ได้ชื่นชมกะความสะอาดเอี่ยมอ่องซักวันสองวันไม่ได้เลยชิมิ  
     
    ที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ  มันไม่ใช่หน้าฝนโว้ยยยย  โอ้ว  พระเจ้ายอด  มันจอร์จมาก  ฝนดันตกในหน้าร้อนหรือแม้กระทั่งหน้าร้อนน้อย
    (ที่น่าแปลก)^2  ก็คือ  ถ้าไม่ได้ล้างรถ  มันจะไม่ตก ......  ทำไม๊  ทำไม  ตกมาสิครับพี่  รถผมโส ๆ อยู่  จะได้กร่อนเอาฝุ่นออกไปบ้าง
    (ที่น่าแปลกสุด ๆ)^3  คือ  เหตุการณ์แบบเน้  มันไม่ได้เกิดครั้งสองครั้ง  แต่เกิดบ่อยมาากกกกก  แม้กระทั่งวันจันทร์ที่ผ่านไปเมื่อวาน
    ซึ่งเลยฤดูฝนมาหลายอาทิตย์อยู่  เรียกว่าเข้าช่วงปลายฝนต้นหนาวได้แล้วมั้ง  ไอ่เรารึก้อเล็งเห็นแล้วว่า  มันไม่ตกมานานมากกกก
    เลยถือฤกษ์ชัยล้างรถซะหน่อย  ชิชะ  ฝุ่นยังไม่ทันเกาะรถเลย  ฝนตกซะแล้ว  เซ็งค่ะคุณน้องขา
     
    เรื่องมันก็เลยเป็นที่มาของ blog วันนี้ นั่นเอง
     
    --------------
     
    ความบังเอิญ ๆ แบบนี้เนี่ย  ฝรั่งเค้าสังเกตสังกากันมานาน  ขนาดที่เรียกว่ามีคนมาสรุปเป็นกฏไว้เลยทีเดียว 
    เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อวันนึงในปีคศ. 1948  Major Edward A. Murphy  ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นวิศวกรประจำฐานบินสหรัฐ
    ค้นพบว่า  อุปกรณ์ในการทำงานชิ้นนึงถูกพันสายไฟไว้ผิด ๆ  เค้าก็เลยบ่นออกมาว่า "If there is any way to do it wrong, he'll find it."
    (ซึ่งได้พัฒนากลายเป็น "If anything can go wrong, it will"  ในภายหลัง)  เดิมที  คำพูดนี้ยังไม่ได้เป็นกฏแต่อย่างใด 
    แต่ project manager ของเขาก็เพิ่มเติมคำพูดนี้ลงไปในระเบียบวิธีทำงานของลูกทีม  เพื่อเตือนใจให้พึงระวังถึงข้อผิดพลาดต่าง ๆ อยู่เสมอ 
    เค้าเรียกกฏข้อนี้ว่า  กฏของเมอร์ฟี่ (Murphy's Law)
     

    หลังจากนั้นไม่นาน  กฏนี้ก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นเนี่องจาก Dr. John Paul Stapp ซึ่งเป็นแพทย์ประจำกองทัพ  ได้แถลงต่อหน้านักข่าวว่า
    อัตราความปลอดภัยในฐานทัพเพิ่มสูงขึ้นเพราะทุกคนยึดมั่นในกฏของเมอร์ฟี่  (ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังมากขึ้น)
    และ Stapp เอง  ก็พยายามที่จะเผยแพร่กฏ murphy นี้ให้แพร่หลายในวงกว้างมากขึ้น
    ใจความหลักของ Murphy's Law (ต่อไปจะขอเรียกย่อ ๆ ว่า ML ละกันนะครับ) นี้  มีอยู่แค่ว่า

    "ถ้ามันมีอะไรซักอย่างที่เกิดความผิดพลาดได้...  มันจะเกิด"

    ซึ่งมีความหมายรวม ๆ ว่า  ถ้ามีโอกาสที่จะเกิดเรื่องราวแย่ ๆ ขึ้น  มันก้อจะเกิดแน่นอน  แถมยังไม่เท่านั้น
    ถ้ามีเรื่องราวแย่หลายเรื่อง  เรื่องที่จะเกิดก่อนคือเรื่องที่แย่ที่สุด  แล้วเรื่องที่แย่ที่สุดนั้น  จะเกิดในเวลาที่ไม่อยากให้เกิดมากที่สุด
    ต่อมามีคนเพิ่มเติมเข้าไปอีกหลายต่อหลายกฏ  มีการพัฒนาต่อยอดออกไปอีกหลายแขนง  ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าใด  คนรับรู้มากขึ้นเท่าไหร่ 
    ก้อยิ่งมีการเสริมเติมแต่งเข้าไปอีกหลายต่อหลายกฏ  จนมาถึงตอนนี้  มีรวม ๆ แล้วมากกว่า 1000 กฏเข้าไปแล้ว  ถึงขนาดว่าเอากฏทั้งหมด
    มาเขียนรวมกันแต่งเป็นหนังสือหนา ๆ ขนาด text book ได้เลย
     
     
    จริง ๆ แล้ว  เค้าแบ่งกฏออกเป็นหมวดหมู่ย่อย ๆ หลายหมวดหมู่ด้วยกัน  แต่ว่ามันเยอะมากกก  มากซะจนผมขี้เกียจเอามาเรียงให้ดู
    เลยเลือกแค่อันที่เด็ด ๆ มาให้ดูกันเล่นละกันนะครับว่ามีอะไรบ้าง  โดนใจเรามั่งรึเปล่า
     
    @ ถ้าวันไหนลืมเอาร่มติดตัวไป  วันนั้นฝนจะตก
    @ ถ้าวันไหนที่ประกันรถยนต์หมดอายุ  รถมักจะชนวันนั้น
    @ วันไหนที่เรามาทำงานสาย  วันนั้นจะเจอเจ้านายหน้าลิฟท์พอดี
    @ ตอนไหนที่เราพักเบรกจากการทำงาน  นั่งเล่นเว็บ  จะต้องมีคนเดินผ่านหน้าจอพอดี  (แต่ตอนทำงานอยู่ไม่ยักกะเดินผ่าน)
    @ แบตมือถือมันจะไปหมดตอนที่ต้องการใช้โทรศัพท์เป็นที่สุด

    @ ถ้าเราตั้งกล้องดูดาวไว้รอดูฝนดาวตก  ท้องฟ้าจะปิด  แต่ทันทีที่เราเก็บกล้อง  ฟ้าจะเปิดพอดี  (ถ้าหยิบออกมาอีก  ฟ้าจะรีบปิดทันที)
    @ รถเลนข้าง ๆ เรามักจะไปได้เร็วกว่าเลนเราเสมอ
    @ เช่นเดียวกันกับแถวเข้าคิว   แถวข้าง ๆ มักจะไปได้เร็วกว่าแถวเราเสมอ
    @ ที่นั่งที่ดีที่สุดในโรงหนัง  เพิ่งจะถูกซื้อไปจากคนเข้าแถวก่อนหน้าเรา
    @ hotmail จะ login เข้าไม่ได้เอาดื้อ ๆ ในวันที่เราจะส่งงานให้อ.ทางอีเมล์  (ก่อนเที่ยงคืน)

    @ ถ้าเราเพิ่งซื้อเสื้อมาได้ 1 ตัว  เราจะต้องเดินไปเจออีกร้านนึงที่ขายถูกกว่า
    @ ถ้ามีเวลาทำงานทั้งหมด 100 วัน  งานจะเสร็จวันที่ 100 เสมอ
    @ ยิ่งเงินเดือนเยอะขึ้นเท่าไหร่  เงินที่เหลือในแต่ละเดือนยิ่งน้อยลงเท่านั้น
    @ ถ้าเมล์ถามงานเพื่อนร่วมงานไป 3 คำถามในเมล์เดียว  จะได้คำตอบมาแค่ 1-2 คำตอบเท่านั้น
    @ ของที่ใช้คู่กันเช่น  ตุ้มหู  เวลาหายมักจะหายแค่ข้างเดียวเสมอ ๆ

    @ ถ้าทำขนมปังทาแยมตกพื้น  ด้านที่ตกพื้น  จะเป็นด้านที่ทาแยมเสมอ
    @ ถ้าวันไหนไปทำงานสาย  รถเมล์ที่รอ  จะมาช้ากว่าปกติ
    @ รถเมล์สายที่รอจะมาช้าเสมอ  ส่วนสายที่ไม่ได้รอ  จะมาถี่มาก
    @ วันที่รถติดที่สุด  คือวันที่รีบที่สุด
    @ หวยเลขเด็ด  จะไปออกในงวดถัดไปที่เราไม่ได้ซื้อ

    @ คนดี ๆ มักจะมีเจ้าของไปหมดแล้ว
    @ คนยิ่งน่ารัก  ยิ่งอยู่ไกลจากเรา (ไม่มีโอกาสพบเจอ)
    @ คนหน้าตาดี  จะมีแฟนหน้าตาเหียก
     
    -------------------
     
    ผมเคยไปอ่านเจอหนังสือเล่มนึงที่โต๊ะโบ้ท (เพื่อนที่รอยเตอร์)  พอหยิบ ๆ อ่านดูแล้วรู้สึกคลิกมาก
    เป็นหนังสือของสำนักพิมพ์ใยไหม  แต่งโดยคุณ ว.แหวน  ชื่อหนังสือ "ทำไมโลกชอบเล่นตลกกับเรา"
    ในเล่มจะพูดถึงเนื้อหาเฉียด ๆ  Murphy's law อยู่ตลอด (แม้จะไม่ได้ถูกเอ่ยถึงในหนังสือเลยก็ตาม)  ว่าทำไมหนอ
    โลกถึงได้ชอบเล่นตลกกับเราเช่นนี้  เช่นว่า  ฝนตกในวันที่ไม่ได้พกร่ม   ช่วงที่อกหักอยู่  ไปไหนก็เจอแต่ชื่อเขาคนนั้น  เป็นต้น
    ซึ่งเป็นการเอ่ยถึงแบบน่ารัก  น่าชัง  ผสมกับการมองโลกในแง่ดี  ทำให้คนอ่านได้มองในมุมอีกมุมนึง  เวลาเจอเรื่องไม่คาดฝัน
    อ่านเสร็จก้อเออ  เจ๋งดีแฮะ  ยืมไป xerox หน่อยละกัน 

    ปล. ที่อยู่ข้างล่างนี่ก็คือส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนั้นครับ
     

    ช่วงอกหัก ไปไหนก็มักเจอแต่ชื่อเขา
    หากคนชื่อ “ แอน” ทำให้คุณช้ำใจ
    ช่วงนั้นเชื่อมั้ย ! ไม่ว่าเดินไปทางไหน ผ่านอะไร มองไปทางไหน
    มักเจอคำว่า “แอน” อยู่เสมอ
    “แอนบาร์เบอร์”
    “น้องแอนคาราโอเกะ”
    แม้แต่ในห้องน้ำ ข้อความข้างฝา “รักแอน คลองเตย”
    เดินผ่านใคร หนึ่งในนั้นมักมีคนชื่อ “แอน” แม้จะคนละแอน
    แต่ก็สะกิดต่อม “แอน” ให้สะเทือนไปถึงหัวใจได้เหมือนกัน
    ไม่รู้เป็นยังไง ? ใครเล่นตลกอะไรกับเรา?
    หรือจะอกหักเพราะรัก “บอย”
    รับรอง ! คำว่า “ บอย” จะตามหลอกหลอนเราไปทุกที่
    เพิ่งรู้ว่าชื่อนี้โหลช่วงนี้แหละ
    บางที ... เรื่องตลกเหล่านี้ที่เกิดขึ้นกับเรา
    มันอาจจะเป็นธรรมชาติของเราเอง ... ที่ทำให้เราจดจำและใส่ใจคำๆ นั้นเป็นพิเศษ
    เพราะชื่อนี้ที่ทำให้ช้ำ ... เลยจำได้ขึ้นใจ ฝังอยู่ในหัว
    หรือบางที ...
    มันอาจเป็นธรรมชาติที่สร้างสรรค์โดยโลก ... สร้างภูมิต้านทานโรคอกหัก
    ใครทำเราเจ็บ หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง
    ฉีดชื่อๆ นั้นเข้าหัวใจ ... เหมือนเซรุ่ม อัดกระหน่ำ
    ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ... เหมือนโดนซ้ำเติม หลอกหลอนไม่ไปซะที
    แต่ความชินชา ... จะช่วยรักษาแผลให้หายเร็ว
    คราวนี้ ... อยู่ที่ใจเธอแล้วว่าจะสู้กับโรคได้มากน้อยแค่ไหน
    ถ้าวันหนึ่ง ... ชื่อๆ นั้นค่อยๆ จางหายไปจากชีวิตประจำวันของเธอ
    แสดงว่า ... โลกก็คงเลิกแกล้งเธอแล้ว ในเมื่อเธอเลิกงอแงแล้ว แกล้งไปก็ไม่สนุกแล้วล่ะ
     
    --------------------
     
    พออ่านหนังสือของคุณ ว.แหวนเสร็จแล้วเนี่ย  ทำให้จิตใจผ่องใสขึ้นมาเล็กน้อย  แล้วก้อฉุกคิดได้ว่า
    ฝนจะตกนิดตกหน่อยก้อไม่เป็นหรอก  เพราะจะไม่ล้างแ...งแล้วโว้ยยยยยยยยยย  ตูเหนื่อยฟรี !!
     
     
    *@#-&!*=+)!?฿
     
     
    November 15

    อกหัก ทางออก และกลไกการป้องกันตัว

     
    :: อกหัก ทางออก และกลไกการป้องกันตัว ::
     
    วันก่อนมีคนมาปรึกษาเรื่องอกหัก 2 รายติด ๆ  เป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติจริง ๆ ครับ  ไม่ว่ากี่ร้อยกี่พันปี
    เล่าแล้วก็เหมือนฉายเทปซ้ำ  เพราะคนอกหักนี่  รูปแบบมันก้อจะเดิม ๆ  ก็แหม  มันจะให้มีอกหักซักกี่แบบกันเชียว
    ถ้ามีใครซักคน  อัดเทปคำปลอบที่เจ๋ง ๆ ไว้แล้วเอาไปขาย  น่าจะขายดีเน๊อะ  แต่ยังไงก็เหอะ  มันก็ทำให้ผมมีเรื่องนึกออก
    อยากจะมาเล่าให้ฟังพอดี  เพราะว่าทั้งสองคนนั้น  มีวิธีปรับสภาพจิตใจ  และบรรเทาความทุกข์ที่มีอยู่ได้หลายแบบจนนึกไม่ถึงจริง ๆ
     
    โดยธรรมชาติแล้ว  มนุษย์เราเรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเองโดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว  ไม่ว่าจะทั้งทางร่างกายหรือทางจิตใจ
    เมื่อมีสิ่งเร้าอันเลวร้ายที่ก่อให้เกิดความไม่สบายกาย  ไม่สบายใจเข้ามากระตุ้น  เราก็จะตอบสนองมันโดยที่บางครั้ง
    เราเองยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ  สิ่งเร้าทางกายนั้นง่ายต่อการสังเกตุ  เพราะเห็นได้ชัดเจน  อาทิเช่น  เมื่อเราโดนน้ำร้อนกระเด็นใส่ 
    จิตใต้สำนึกของเราก็จะปลุกให้กลไกการป้องกันตัวให้ตอบสนองทันที  โดยการสะบัดหรือสะดุ้งหนี  เช่นเดียวกันนั้น 
    เราก็จะตอบสนองสิ่งเร้าที่มากระทบจิตใจได้รวดเร็วไม่แพ้กัน  แม้บางครั้งจะสังเกตุยากสักหน่อย  เพราะว่ามันซับซ้อนกว่าทางกายหลายเท่า
    สิ่งเร้าที่มากระทบกับจิตใจของเรา  ได้แก่  ความรู้สึกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น  โกรธ เหงา เศร้า ผิด ถูก หิว เครียด   หรือความคิดต่าง ๆ ก็นับรวมอยู่ด้วยเช่นกัน
     
    Sigismund Schlomo Freud หรือ Sigmund Freud, ชาวยิวที่เกิดในประเทศออสเตรีย
     

    Sigmund Freud (ซิกมันด์ ฟรอยด์)  บิดาแห่งนักจิตวิเคราะห์  เป็นคนแรกที่สรุปแนวคิดของกลไกในการป้องกันตนเองทางจิตใจ
    ขึ้นมาในหลายรูปแบบ  ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นการเกิดขึ้นเองโดนอัตโนมัติ   และถูกสั่งให้ทำงานโดยจิตใต้สำนึกทันทีที่มีสิ่งเร้าเข้ามากระทบ
    ลองมาดูกันเล่น ๆ นะครับ  ว่าแนวคิดของเค้าได้มองเห็นอะไรบ้าง
    PS.  ขอเอ่ยปากไว้ก่อนว่า  จะพยายามหลีกเลี่ยงศัพท์แสงที่ชวนปวดหัวให้มากที่สุด  จะพยายามอธิบายและยกตัวอย่างที่เข้าใจง่าย ๆ เป็นหลักนะครับ
     
    ###################################################

    Denial : คือ การปฏิเสธที่จะรับรู้สิ่งแย่ ๆ จากภายนอกเพื่อที่จะลดความกังวลและความกดดัน  ถูกนำมาใช้มากเมื่อคนเราพบว่า
    ความจริงที่เจอนั้น  หนักหนาสาหัสสากรรจ์เกินกว่าที่จะรับได้  เราก็มักจะปฏิเสธความจริงนั้น แทนที่จะยอมรับมัน  ความจริงที่หนักหนาสาหัสนั้น
    มักจะได้แก่  ความตาย  การถูกกระทำชำเรา  เป็นต้น  ยกตัวอย่างเช่นในสมัยสงครามโลก  แม่บ้านชาวอเมริกันทุกครัวเรือนมักจะ
    ปฏิเสธความจริงที่ว่า  หัวหน้าครอบครัวของเธอได้จากไปแล้ว  เห็นได้ชัดจากคำอุทานที่ปรากฏอยู่ในหนังสงครามทุกเรื่อง
    เมื่อบุรุษไปรษณีย์นำสารจำหน่ายมาให้ที่หน้าบ้านว่า  "โอ้ววพระเจ้าจอร์จ  ไม่นะ  คุณต้องมาผิดบ้านแล้วแน่ ๆ"

    Displacement : คือการย้ายจิตใจจากการครุ่นคิดถึงสิ่งที่อันตราย  ไปสู่สิ่งที่ปลอดภัยกว่า  นักวิเคราะห์ทางจิตส่วนใหญ่เชื่อว่า
    Displacement นี้  เป็นรูปแบบที่สำคัญของกระบวนการป้องกันตนที่ทำให้แรงขับเคลื่อนทางเพศ หรือ แรงกระตุ้นจากอารมณ์โมโห
    ย้ายไปสู่เป้าหมายที่เหมาะสม  หรือเป้าหมายที่ปลอดภัยกว่า  ยกตัวอย่างเช่น  เวลาที่เราโมโหใครซักคน  เราก็ไประบายออกโดยการต่อยกำแพง
    ทุบโต๊ะ  กระแทกหูโทรศัพท์ใส่  แทนที่จะไปทุบตี ดุด่าคนที่เราโกรธตรง ๆ  เป็นต้นครับ

    Intellectualization (isolation) : เป็นการเลือกเฟ้นหาข้อมูลหรือเหตุผลที่เหมาะสม  มาป้องกันการเผชิญหน้ากับความจริง  เป็นกลไก
    ที่ใช้เหตุผลและปัญญามาบรรเทาทุกข์เป็นหลัก   Intellectualization ต่างกับการหาเหตุผลร้อยแปดมาแก้ตัวอยู่นิดหน่อยตรงที่ว่า  เหตุผลที่ยกมาอ้างนั้น
    มีความเป็นเหตุเป็นผล  มีข้อเท็จจริง  มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มากกว่า  การอ้างไปข้าง ๆ คู ๆ   ขออนุญาตยกตัวอย่างถึงคุณแก้ว  ผู้แต่งหนังสือ
    เรื่อง แก้วไดอารี่ นะครับ (หนังสือ diary ของคุณแก้วเอง  ที่คุณแก้วเริ่มเขียนเมื่อค้นพบว่าตัวเองติดเชื้อ HIV จากแฟน)  
    เมื่อคุณแก้วค้นพบว่าตนเองเป็นโรคเอดส์  ก็รีบหาข้อมูลเกี่ยวกับโรค  ผลข้างเคียง  ข้อมูลของคนที่ป่วยแล้วแต่ยังมีชีวิตอยู่
    ต่าง ๆ นา ๆ เพื่อมาบรรเทาความกังวลที่เกิดขึ้น  เป็นต้น

    Projection : หรือการกล่าวโทษ   projection นี้เป็นกระบวนการที่ถ้าเอ่ยขึ้นมาแล้ว  ทุกคนคงเจอกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแน่ ๆ  เพราะมันคือ
    การหาแพะรับบาปมาโยนความผิดให้นั่นเอง  projection เป็นการโยนความรู้สึกที่เรารับไม่ได้  หรือความรู้สึกผิด  หรือแม้กระทั่งอารมณ์
    ขุ่นเคืองของเราไปที่ผู้อื่น  เพื่อที่จะผ่อนคลายความกังวลกับความคิด  ความรู้สึกนั้น ๆ  การกล่าวโทษเป็นวิธีการระบายความรู้สึกเหล่านั้นออก
    โดยที่เราไม่ต้องการเก็บความรู้สึกนั้นไว้กับตัว  ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าเรารับราชการอยู่ในกรมที่ดิน  แล้วบังเอิญว่ามีคนมาติดต่อขอดูข้อมูลลับ
    ของทางราชการที่ไม่สามารถเปิดเผยให้กับบุคคลภายนอกได้  แต่คนมาติดต่อกลับยื่นอามิสสินจ้างใต้โต๊ะให้เป็นการแลกเปลี่ยน  การที่เราไป
    รับเงินใต้โต๊ะของเค้ามา  แล้วพูดปลอบใจตัวเองว่า  เราไม่ได้ผิดหรอก  เราไม่ได้เรียกร้องอะไรนี่  คนมาติดต่อตะหากที่ผิด  เค้าเป็นคนเสนอเงินให้เราเอง
    เราไม่ได้บังคับอะไรเค้าเลย  กรณีแบบนี้  เรียกว่า  เราได้ทำการป้องกันตนเองไปเรียบร้อยแล้วนะครับ

    Rationalization : อันนี้เค้าเรียกว่า  ลูกอีช่างแถครับ  ดูผิวเผินจะคล้าย ๆ กับ Intellectualization แต่ว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่  อันนี้จะออกแนว
    หาเหตุผลมาแถไปเรื่อย ๆ มากกว่า  พบได้กับกรณีทั่วไปที่มักจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ระดับความรุนแรงต่ำ Rationalization จะเป็นการหาตรรกะ
    อะไรซักอย่างมาอ้าง  เพื่อใช้ในการปรับความรู้สึกของเราไม่ให้รู้สึกย่ำแย่ลงไป  ออกแนวปลอบใจตัวเอง  เช่น   เวลาที่เราซื้อมือถือใหม่มาซักเครื่องนึง
    หลังจากที่เราชื่นชมมันได้ไม่นานก็ค้นพบว่า  เอ๊ะ  ทำไมมือถือของเพื่อนมันดูดีกว่าเราหว่า  แต่เราจะใช้เวลาอีกแค่เพียงอึดใจ  ขุดเหตุผลขึ้นมา
    ปลอบใจได้ว่า  เอาวะ  อย่างน้อยมือถือของเรามันก็  ....  และ .... และ .... ได้หล่ะวะ  ดีกว่าของมันตั้งเยอะ

    Regression : การถดถอยของสภาวะทางจิต  เป็นการหลอกตัวเองย้อนกลับไปในช่วงเวลาเริ่มต้น หรือช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น
    เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากแรงกระตุ้นที่ไม่พึงปราถนา  เป็นกลไกที่น่าเป็นห่วง  เพราะถ้าเกิดอาการนี้หนัก ๆ อาจจะสามารถมีอาการป่วยทางจิตได้
    เราอาจจะเคยเห็นผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตว่าจะนึกถึงแต่เรื่องในอดีต  เฝ้าแต่พึงรำพันถึงเรื่องราวดี ๆ ก่อนที่จะเกิดสภาวะเลวร้ายเกินกว่าที่จะรับได้
    เช่น  พ่อแม่ที่สูญเสียบุตรไปโดยกระทันหัน  แล้วก่อให้เกิดอาการ regression อย่างรุนแรงจนป่วยทางจิต  หลอกตัวเองว่าลูกยังอยู่กับเรา
    อุ้มตุ๊กตาไว้คอยป้อนข้าวป้อนน้ำ  ในกรณีที่เห็นได้ชัดและเบาลงมาหน่อย  จะเป็นอาการเยียวยาจิตใจของผู้ที่เพิ่งจะอกหักมาใหม่ ๆ  โดยการ
    นึกถึงเรื่องดี ๆ ในอดีตกับคนรัก  เพราะไม่ต้องการจะรับรู้ถึงความเจ็บปวดในปัจจุบัน  Regression นี้ยังสามารถพบในตัวเด็กที่ป่วยเรื้อรังอีกด้วย
    บางครั้งเราจะพบว่าเอ๊ะ  ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้ป่วยเรื้อรังตลอดเวลา  ทั้งนี้มีรายงานการวิจัยบ่งชี้ว่า  ที่เป็นอย่างนั้น  เพราะเด็กต้องการเป็นผู้ป่วยซะเอง
    ด้วยอารมณ์ที่คิดว่า  เมื่อเขาป่วย  พ่อแม่จะสนใจเค้า  จะใส่ใจเค้า  ถ้าหายป่วยก็จะไม่สนใจ  เป็นการเรียกร้องความสนใจทางอ้อม 
    เพื่อบรรเทาความกังวลว่าพ่อแม่จะไม่รัก   ครั้นเมื่อแพทย์ทำการรักษาจนหายแล้ว  แต่สภาพจิตใจของเด็ก  ก็จะยังเป็นคนป่วยไปเรื่อย ๆ อยู่ดี

    Repression : เก็บกด  ใช่แล้ว  มันคือการเก็บกดครับ  เป็นกระบวนการที่จิตใจจะพยายามปรามเอาความต้องการอันเร่าร้อนและแรงกระตุ้นอันลุ่มลึก
    (หยั่งกะคำโปรยใบปิดหนังโป๊เลย)  ไว้ในใจ  ความต้องการนั้นเป็นได้ทั้งความต้องการในเรื่องเพศ  ความต้องการจะเอาชนะ  ความไม่ต้องการที่จะแพ้
    และอื่น ๆ อีกมากมาย  เป็นความต้องการที่จิตใจเรารู้ดีว่าไม่เหมาะสมที่จะแสดงออกมา  โดยอาจจะถูกกรองจากจารีตประเพณี  หรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
    จิตใจเราพยายามที่จะสะกดความต้องการเหล่านั้น  และพยายามที่จะกำจัดให้หลุดออกไปจากจิตใจ  ไม่อยากนึกถึงมันอีก  ไม่ต้องการที่จะรับรู้มันอีก
    แต่แท้จริงแล้วมันไม่ได้ถูกเขี่ยทิ้งไปไหนเลย  มันแค่ถูกสะกดไว้ในจิตใต้สำนึกของเราเท่านั้น  วันใดที่สติของเราขาดผึงไป (Critical Point)
    วันนั้นสิ่งที่ถูกกักเก็บไว้มานานก็จะระเบิดออกมา  โดยมากแล้ว  มักจะออกมาค่อนข้างรุนแรง  และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างฉับพลัน 
    เช่น  หากเราโกรธแค้นเจ้านายเราที่ดุด่าว่ากล่าวเราทุกวัน ๆ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้  ได้แต่เก็บไว้ในใจ  เมื่อถึงวันวิกฤต  เราอาจจะปล่อยออกมา
    ในรูปแบบของความรุนแรง  กระโดดดร๊อปคิกเจ้านายได้  หรือพวกที่แอบรักเค้าข้างเดียวมานาน  พอถึงจุดสติขาด  ก็อาจจะบอกรักด้วยการ
    ตีหัวแล้วฉุดไปปล้ำเลยก็เป็นได้   เรื่องของ Repression นี้  ถ้าจะพูดกันจริง ๆ สามารถหยิบเอามาเขียนเป็นหนังสือได้อีกหลายเล่มเลยทีเดียว
    เพราะเป็นเรื่องเอกที่ เฮียฟรอยด์ของเราเค้าถนัดมาก  เป็น 1 ในผลงานชิ้นโบแดงเลยก็ว่าได้  ใครที่เรียนรัฐศาสตร์  นิเทศศาสตร์  จิตวิทยา  อักษรศาสตร์
    อาจคุ้นหูบ้างเรื่องทารกที่จะหลงรักแม่ตัวเอง  และคิดอิจฉาพ่อ จนเกิดเรื่องราวของ repression / ego / super-ego ขึ้นมา
    (ego นี่ใช่ ที่มันเป็นซอง ๆ ขายตาม 7-11 ป่ะ  แล้ว super-ego คือ เร็วกว่า ego 10 เท่าป่ะ  --> มั่ยจั๊ย !!  นั่นมัน internet)

    Sublimation : เป็นการเปลี่ยนวิธีการแสดงออกทางอารมณ์หรือความรู้สึก  จากการระบายออกในแง่ลบ  ไปสู่ทิศทางที่เป็นสร้างสรรค์มากขึ้น
    โดยมากอารมณ์ที่ว่านี้มักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ  ไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางเพศ  ความรู้สึกผิดที่ผิดทางในเพศของตนเอง  ความไม่พอใจเพศที่เป็นอยู่
    เฮียฟรอยด์แกเชื่อว่า  sublimation นี้  เป็นกลไกการป้องกันตัวที่สร้างสรรค์มากที่สุดในบรรดากลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่  เป็นกระบวนการที่แปลงเอาตัณหาราคะ
    ไปเป็นความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในสังคม  ในเมื่อไม่มีทางออกที่เหมาะสมกับอารมณ์ประเภทนี้  จึงจำเป็นที่จะต้องมีช่องทางระบายออกทางอื่น
    พูดมาถึงตรงนี้  คงจะนึกออกกันว่าตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคืออะไร  หลายครั้งที่เราพบว่าเพื่อนกระเทยของเรา  หรือเกย์ ตุ๊ด แต๋ว ทอม ดี้ ทั้งหลาย
    มีความสามารถที่โดดเด่นเป็นพิเศษ  (ซึ่งความสามารถนี้  ฟรอยด์ได้ให้ความเห็นว่า  มักจะหนักไปในเรื่อง Arts หรืองานศิลป์ทั้งหลาย)
    ศิลปินผู้โด่งดังระดับโลกหลายคนมีความผิดปรกติทางเพศ  หลายคนเป็นเกย์  designer ออกแบบเสื้อผ้าที่เป็นกระเทย  มักจะทำงานของตนเองได้ดี
    stylist แต่งหน้าที่ดัง ๆ เรียกผู้หญิงว่านังชะนี  ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ ดร. เสรี วงษ์มณฑา  ซึ่งท่านได้ให้ความคิดเห็นที่สอดคล้องกับทฤษฏีของฟรอยด์
    ได้เป็นอย่างดี  ดร. เสรี บอกว่า  เกย์ส่วนใหญ่ในเมืองไทยไม่มีที่ไป  ไม่มีจุดให้เค้ายืนในสังคม  คนที่จะยืนหยัดอยู่ได้  จำเป็นจะต้องมีความรู้ความสามารถ
    ที๋โดนเด่นกว่าชายและหญิงทั่วไป  จึงจะทำให้คนยอมรับนับถือ  และเคารพในสิ่งที่พวกเค้าเป็นได้

    Undoing : เป็นกลไกการหักล้างที่เอาไว้ลดทอนความรู้สึกไม่พึงพอใจหรือความคิดที่คุกคามตนเองลงไป  เพื่อเป็นการเพิ่มความเคารพนับถือในตัวเอง
    หรือเพื่อลดความรู้สึกผิดในตัวเองลง  โดยการทำในสิ่งตรงกันข้ามกับสาเหตุที่ก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจ/ความคิดคุกคามนั้น ๆ   กลไกนี้สามารถใช้อธิบาย
    ความไม่สม่ำเสมอในบุคลิกของคน ๆ หนึ่งได้ด้วย  เช่น  เราจะพบว่าพ่อบ้านบางคน  เมื่อเทียบตอนอยู่ในครอบครัวกับตอนอยู่กับเพื่อนฝูงแล้ว 
    จะกลายเป็นคนละคน  จากที่อยู่อย่างเงียบเชียบในบ้านก็กลายเป็นพูดมาก  เฮฮาปาร์ตี้เมื่อกับเพื่อนนอกบ้าน  เพื่อลดทอนความกดดันจากการถูก
    ภรรยาคุมความเป็นใหญ่ในบ้าน   หรือคนที่ทำงานมีระเบียบมาก ๆ เวลาอยู่ในที่ทำงาน  กลับกลายเป็นคนที่ไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิงเมื่ออยู่ที่บ้าน  เป็นต้น

    Suppression : Suppression นั้นมีส่วนคล้ายคลึงกันกับ Repression อยู่อย่างมาก  แต่จะต่างกันตรงที่ว่า Repression นั้น  ทำโดย
    จิตใต้สำนึก  อีกนัยนึงคือ  ทำไปโดยไม่รู้ตัว  แต่ suppression นั้น  จะทำไปด้วยจิตสำนึก  ด้วยความรู้ตัว  เป็นความตั้งใจที่จะพยายามกำจัด
    แรงกระตุ้นที่ไม่ถึงประสงค์ให้ออกไปจากจิตใจ

    Humour (Comic Relief) : แปลเป็นไทยตรง ๆ ว่า  "ทำเป็นตลกกลบเกลื่อน" นั่นเอง  เป็นวิธีง่าย ๆ และพบเห็นได้ทั่วไป  การแสร้งปล่อยมุกตลกทำให้
    เราสามารถลดความกดดันในสภาวะตึงเครียดได้เป็นอย่างดี  ตัวอย่างของการกลบเกลี่ยน  เห็นจะไม่ต้องยกตัวอย่างแล้วหล่ะครับ  เพราะว่าพบเห็นกันได้บ่อยจริง ๆ
    ใครที่เนียนเก่ง  ปล่อยมุกแล้วตลก  ก็รอดไป  แต่ไอ้พวกปล่อยมุกในตอนหน้าสิ่วหน้าขวานแล้วแป๊ก  อันนี้เนี่ย

    Idealization : เป็นรูปแบบหนึ่งของ Denial ที่จะคอยบอกตัวเองว่าสิ่งต่าง ๆ นั้นมันช่างเลิศเลอเพอร์เฟคเสียนี่กระไร  ทำไปเพื่อปิดกั้นความ
    รู้สึกในทางลบว่า  แท้จริงแล้วมันไม่ได้ดีเลิศถึงขั้นนั้นเลย  เช่น  เมื่อเราซื้อรถมาซักคันหนึ่งแล้วค้นพบว่ามันมีข้อบกพร่องในหลาย ๆ จุด
    แต่เราก็ยังปิดกั้นตัวเอง  ปฏิเสธข้อบกพร่องเหล่านั้น  แต่จะคอยบอกตัวเองว่า  รถที่ซื้อมานั้นสวยขนาดไหน  ดีขนาดไหนแทน

    ###################################################
     
    ตัวอย่างที่ยกมานี้  เป็นแค่ส่วนหนึ่งของทฤษฏีที่ซิกมันด์ ฟรอยด์ได้วางรากฐานเอาไว้  ยังมีอีกหลายข้อที่ไม่ได้นำมากล่าวถึงในนี้
    แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น  ล้วนแต่เป็นการป้องกันตัวโดยสัญชาตญาณ  เป็นการป้องกันกึ่งหลบหนี   บางครั้งหลอกตัวเอง บางทีหนีความจริง
    คนอกหักส่วนใหญ่สภาพจิตใจจะอ่อนแอและปล่อยให้กลไกการป้องกันตัวเองทำงาน  เพียงเพื่อต้องการจะหลุดพ้นจากจุดนั้นไป
    แท้จริงแล้ว  ไม่มีทางที่เราจะหนีความเป็นจริงไปได้  ไม่ว่าเราจะอยากรับรู้มันหรือไม่ก็ตาม  สิ่งใดที่เป็นจริง  มันจะยังเป็นจริงอยู่เรื่อยไป
    เราอาจจะสร้างเกราะขึ้นมาป้องกันตัวเองได้  เมื่อพบว่าความจริงที่เจอนั้นมันทุกข์แสนสาหัส  แต่วันใดที่เกราะเราอ่อนแอลง  เกราะนั้นหายไป
    เราจะพบกับความทุกข์ที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่า  เพราะเราจะได้รับรู้ว่าเราไม่ได้แข็งแรงขึ้น  ไม่ได้ทนกับความทุกข์นั้นได้เลยแม้แต่นิดเดียว
    เราซื้อเวลา  เราแค่สร้างเกราะเทียม ๆ ขึ้นมาป้องกันตัวเองเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น

    พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้คนมองไปที่ความจริง  มองไปที่เหตุ  มองให้เห็นถึงแก่นแท้ของมัน  พระพุทธเจ้าได้ให้เครื่องมือมนุษย์มา 3 อย่าง
    เพื่อใช้ต่อสู้กับความทุกข์  ต่อสู้กับสภาวะการณ์อันไม่พึงประสงค์ทั้งหลายในชีวิต  ท่านให้ดวงตาที่ชื่อว่า "โยนิโสมนสิการ" เอาไว้ใช้มองสิ่งทั้งหลาย
    ด้วยความคิดพิจารณา  สืบค้นถึงต้นเค้า  สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี
    ให้เห็นสิ่งนั้น ๆ หรือปัญหานั้น ๆ  ให้ดาบชื่อ "อริยสัจจ์ 4" ไว้ในมือขวา  ให้โล่ชื่อ "ไตรลักษณ์" ไว้ในมือซ้าย
     

    ทำไมเล่าไปเล่ามา  ถึงไปออกแนวพุทธศาสนาได้   แต่ไหน ๆ ก็เล่ามาถึงเรื่องคนอกหักแล้ว  ก็อยากจะบอกคนอกหักทุกคนว่า

    ถึงอย่างไรชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป  เมื่อไม่มีอะไรสามารถเปลี่ยนแปลงได้  เราจะทำอย่างไรกับสิ่งที่มันผ่านไป
    เราจะเก็บเอาสิ่งที่ผ่านไปมาทำให้ชีวิตข้างหน้ามืดมนลงทำไม  จะครุ่นคิดถึงสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้วทำไม
    หรือเราเก็บความทรงจำที่ผ่านมาเป็นบทเรียน  เก็บสิ่งดี ๆ เอาไว้เป็นเครื่องค้ำชูจิตใจไว้  เมื่อใดที่เราคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา
    เรื่องเหล่านั้นจะทำให้เราสดใส  ทำให้เรายิ้มได้   ความรักมันก็เป็นแค่ส่วนนึงของชีวิต  อย่าปล่อยให้มันกลืนทั้งชีวิต
    สิ่งที่เราทำได้  คือปัจจุบันเท่านั้น  ตัวเราคือตัวเรา  อย่าไปเสียดายกับสิ่งที่เคยเป็นของเรา  อย่าไปเสียใจกับสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา
    ปีหน้าเรื่องอกหักนี้มันก้อเป็นแค่รอยแผลในชีวิตเรา  5 ปีข้างหน้ามันจะเป็นแค่เศษหินที่เราเคยเดินสะดุด 
    10 ปีข้างหน้า  มันจะเป็นแค่เศษเสี้ยวฝุ่นในชีวิตเรา  เราจะให้เศษฝุ่นมาหยุดชีวิตของเราเชียวหรือ

    ขอฝาก(เนื้อ)เพลงไว้ซักเพลง  เผื่อว่าอาจจะช่วยให้ดีขึ้นได้บ้างนะครับ  โชคดีทุกคนครับผม
     
     
    วันใหม่ - รัดเกล้า
     
    ห้องที่ดูว่างเปล่า เธอก็ดูเงียบเหงา
    จากแววตาเธอ คู่นั้นช่างดูเศร้า ฉันรู้เธอเป็นอะไร
    ในมือเธอถือรูปถ่าย หน้าต่างเธอปิดเอาไว้
    จะเก็บความทรงจำ แค่นั้นก็คงง่าย แต่เก็บเวลาคงไม่ไหว
    *อย่าติดกับวันที่ดีเก่า ๆ อย่าอยู่กับความคุ้นเคยเก่า ๆ
      อย่าให้วันคืนที่ดีเก่า ๆ มันทำร้าย
    **เปิดดวงใจของเธอค้นหา สิ่งที่เธอนั้นคอยไขว่คว้า
       ให้เวลารักษา และพาให้พบ (กับวันใหม่)
    ออกไปดูข้างนอก และบอกตัวเองเอาไว้
    สิ่งดี ๆ ในชีวิตนั้นต้องมีใหม่ ถ้าใจของเธอนั้นพร้อม
    * / **
    วันคืนที่แสนดีนั้นก็ควรที่จะจดจำ
    แต่รอคอยให้ย้อนคืน คงต้องเจอแต่ความเจ็บช้ำ
    ** / * / **
    November 05

    เราทำคนรักเสียใจ - คนรักทำเราเสียใจ : คุณจะเลือกแบบไหน

     
    เราทำคนรักเสียใจ - คนรักทำเราเสียใจ : คุณจะเลือกแบบไหน
     
    นี่คือหัวข้อโพลที่เพิ่งตั้งไปใน msn เร็ว ๆ นี้  topic ของโพลก็คือ  ถ้าต้องให้เลือกระหว่าง
    เราเป็นคนทำให้คนที่เรารักเสียใจ/เศร้าใจ  กับ  ให้คนที่เรารักมาทำกับเราซะเอง  จะเลือกแบบไหน
    โดยส่วนตัว  ผมเองมีคำตอบกับคำถามนี้อยู่ในใจอยู่แล้ว  แต่อยากรู้ว่าคนอื่น ๆ คิดอย่างไร
    เลยสร้างสถานการณ์จำลองขึ้นมาสองกรณี  แบ่งประเภทเป็นหนักและเบาอย่างนี้
     
    1. Case แรก
    เราเป็นคนที่รักแฟนมากกก  หวงมากสุด ๆ  แต่แฟนเราเป็นคนชอบเที่ยวมากกกสุด ๆ เช่นกัน
    ต้องเที่ยวทุกอาทิตย์  ไม่ว่าจะกับเพื่อน  กับเจ้านาย  กับญาติ  หรือกับเรา
    แต่เราไม่อยากให้เค้าไปเที่ยวเพราะเป็นห่วง  และจะเสียใจมากทุก ๆ ครั้งที่เค้าหนีไปเที่ยว
    ตัวเลือกที่ 1 ::
    สุดท้ายแฟนเราก้อหลอกเราว่าไปทำงาน  เสร็จแล้วก้อหนีไปเที่ยว  ทำให้เราเสียใจมาก
    ตัวเลือกที่ 2 ::
    เรื่องเหมือนเดิมทุกประการแต่สลับตัวละครเล็กน้อย  เป็นฝ่ายเราเองที่หลอกแฟนไปเที่ยว  ทำให้แฟนเสียใจมาก
     
    2. Case ที่สอง
    ตัวเลือกที่ 1 ::
    เราจับได้ลับ ๆ ว่าแฟนไปแอบมีกิ๊ก/เมียน้อย/ชู้  แต่ถามเท่าไหร่  คาดคั้นเท่าไหร่ก็ไม่ยอมพูดความจริง
    ทำให้เราร้องห่มร้องไห้ 7 วัน 7 คืน
    ตัวเลือกที่ 2 ::
    แฟนเราจับได้ว่าเรามีกิ๊ก/เมียน้อย/ชู้  เราไม่ยอมรับแม้ว่าจะถูกคาดคั้นเท่าไหร่ก็ตาม
    ทำให้แฟนเราร้องห่มร้องไห้ 7 วัน 7 คืน
     

    โดยผมเริ่มจากให้ตอบว่าเลือกแบบไหนก่อน  ระหว่างเราทำคนรัก  กับคนรักทำเรา
    จากนั้น  ก็จะยกทั้งสอง case ข้างบนมาให้เป็นตัวช่วยพิจารณาอีกที  ผลปรากฏว่า
    น้อยคนที่จะเปลี่ยนคำตอบที่ได้ตอบไว้ในตอนแรก  ส่วนใหญ่จะยืนพื้นตามความคิดเดิม
    แต่ละคนก็มีเหตุผลให้กับคำตอบของตัวเองต่าง ๆ กันไป
    จำนวนคนที่ทำการสำรวจคงจะมีไม่เยอะเท่า Abac Poll อะไรเทือกนั้นหรอกนะคร้าบ
    ไม่งั้นคงไปเปิดสำนักโพลเองแล้ว  เอาเป็นว่า  มาดูผลเล่น ๆ ละกัน
     
    กลุ่มตัวอย่าง : ชายหญิงในวัยเจริญพันธุ์ / ฉกรรจ์ จำนวน 23 คน  แบ่งเป็นชาย 13 คน หญิง 10 คน
    ทั้งหมดล้วนมีอายุอยู่ในช่วง 22-28 ปี
     
    ผลการสำรวจทำเอาผมแปลกใจไปเล็กน้อย  เมื่อพบว่า
    คนเราส่วนใหญ่  เลือกที่จะเป็นผู้กระทำมากกว่าผู้ถูกกระทำ  นั่นคือ  เลือกเป็นฝ่ายที่จะ
    ทำความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับคนที่เรารักซะเอง  มากกว่าที่จะยินดีรับผลในทางตรงกันข้าม
     
    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  ทุกความคิดเห็นล้วนแต่มีเหตุผลในตัวเอง  ผมไม่ได้สรุปนะครับว่าอันไหนผิดถูก
    แค่จะเอามาแสดงให้ดูว่า  คนที่เค้าคิดแบบนี้  เค้าให้เหตุผลไว้ยังไงบ้าง  มาดูกันเลยครับ
    ข้างล่างนี้  คือส่วนหนึ่งของเหตุผลที่แต่ละคนได้ให้ไว้  แต่คงนำมาแสดงได้ไม่หมดนะครับ 
    เอาแค่เท่าที่พอเก็บ log ไว้ได้เท่านั้น
    ปล.  ด้วยจรรยาบรรณของ...  ของ ...  ของกรูแล้ว  จึงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลในส่วนที่เป็นชื่อได้

    -----------------------
     
    นางสาว Y, 28 ปี, ธุรกิจส่วนตัว
    - เลือกแบบแรกคับ  ไม่ชอบเป็นคนเจ็บคับ
    - เจ็บมากพอแล้ว ขอเห็นแก่ตัวบ้าง
    - เพราะทำเค้าเจ็บ วันนึง หรือช่วงเวลานึง เราจะพยายามหาข้อแก้ตัวให้ตัวเอง
    - ถึงแม้ว่าจะรู้ว่า จริงๆ เราผิด แต่เราก็จะหาข้อมากลบเกลื่อน
    - แต่ไอ้ที่เค้าทำเราเจ็บเนี่ย มันโดนเต็มๆ
    - หาเหตุผลมาแก้ให้ยาก  เพราะเราก็จะเข้าข้างตัวเองเหมือนเดิม
    - แล้วก็จะตอกย้ำให้ตัวเอง เจ็บมากขึ้น
    - แบบ.. เค้าทำเราเจ็บแค่ครั้งเดียว แต่เราดันเจ็บมันทุกวัน เพราะนึกได้ทุกวัน
     
    ##########
     
    นางสาว J, 26 ปี, พนักงานบริษัทข้ามชาติชื่อดังย่านพระราม 4
    - เลือก คนทำเราเสียจาย
    - เพราะว่าดีกว่าเราไปทำเค้า ก้อ จะได้รู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ให้เสียใจ
    - เป็นไง ฟังดูดีป่ะ
    - คนเรามันจะเสียใจมันขึ้นอยู่กะ perspective ของเราเอง
    - ถ้าเราไม่ยอมให้คนนั้นมามี effect ต่อความรู้สึก เราก้อไม่เสียใจ
    - ช่าย ดิ เค้ามีกิ๊ก เค้าผิด เรารู้เราเสียใจ  ดีกว่าไปเสียใจตลอดชีวิต
     
    ##########
     
    นาย R, 25 ปี, พนักงานบริษัท harddisk
    - กูเลือก ทำให้คนรักเสียใจว่ะ
    - ก้อจริง ๆ กูโดนแฟนทำให้เสียใจบ่อยกว่าที่ผ่านมา
    - ไม่หรอก ที่โดนทิ้งเพราะทำเค้าเสียใจตะหาก
    - ก้อกูไ ม่ชอบให้ใครมาหักหลัง กูแค่นั้นแหละ
    - กูเลือก แบบที่กูหักหลังแฟนมากกว่า
    - เพราะเคสอันแรกนี่ ซีเรียส
    - ถ้าไม่ยอม เลือกแอบไปยุ่งกะคนอื่น กูก้อคงเลิกเลย
     
    ##########
     
    นางสาว O, 25 ปี, พนักงานบริษัทเกาหลี
    - เลือกทำคนรักเจ็บดิ
     
    ##########
     
    นางสาว P, 26 ปี, นักกฏหมายมืออาชีพ
    - ถ้าตูทำคนรักเสียใจ ตูจะสงสาร รู้สึกผิด
    - แต่ถ้าให้คนรักทำตูเสียใจ
    - ตูก็จะสงสารเค้าที่เค้าต้องรู้สึกผิด
    - สุดท้าย ตูก็ได้ข้อสรุปว่า
    - ถ้าเป็นกู กูคงอยากเลือกทำให้คนที่กูรักเสียใจมากกว่า เพราะว่า กูจะไม่เลือกทำให้คนที่กูรักเสียใจหวะ
    - หรืออย่างน้อยกูก็คอนโทรลได้ว่าจะระยำมากระยำน้อย
    - แต่ไอ้คนที่กูรักเนี่ย มันคงไม่รู้จักคอนโทรล พอมันทำกูเสียใจ มันก็ซึมเป็นหมาหงอยแน่ๆ
    - ถ้าเรารักใครซักคนมากๆ มันก็ต้องคิดเผื่อเค้าดิวะ
    - สำหรับเรา เป็นไง เด๋วมาบ่นให้เพื่อนฟังทีหลัง
    - กูไว้ใจตัวเองที่สุด
    - เพราะงั้น ปัญหาไรเกิดขึ้น กูชอบจบที่ตัวเอง
    - แล้วอย่างที่บอก กูรู้จัก...ดีว่า เวลามันทำผิด มันจะเฟลแค่ไหน
     
    ##########
     
    นางสาว W, 25 ปี, อาจารย์
    - กุไม่มีอำนาจแม้แต่จะเลือกว่าเอาอันไหน
     
    ##########
     
    นาย P, 25 ปี, Freelance อิสระ
    - กุไม่มีอำนาจแม้แต่จะเลือกว่าเอาอันไหน (ตอบเหมือนกับ นางสาว W ที่เป็นอาจารย์)
     
    ##########
     
    นาย K, 25 ปี, ทำงานสถานทูต
    - แบบสองแล้วกัน
    - บาปน้อยหน่อย
    - แบบแรกบาปหนา
    - คืองี้ คิดในแง่เห็นแก่ตัว
    - เราไปทำแล้วโดนจับได้ดีกว่า
    - เพราะอย่างน้อยเราได้ประโยชน์
    - ถ้าแฟนทำแล้วเราจับได้ เสียผลประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งร่อง
    - แต่ถ้าคิดในแง่กรรม
    - เราทำ -> กรรมเกิดจากเรา ต้องไปใช้กรรมต่อ แบบไอ้จอม
    - เขาทำ -> ชดใช้กรรม หมดเวรหมดกรรมในชาตินี้
    - ถ้ามองแง่นี้ อาจจะเลือกข้อสองแทน เพราะ safe กว่า
    - แต่ถ้าเอาผลประโยชน์ เลือกเราทำว่ะ
    - แต่ช่วงนี้กูอยู่ด้านโลกมืดบ่อยว่ะ กูเลือกข้อแรกแล้วกัน
     
    ##########
     
    นาย B, 28 ปี, พนักงานบริษัทข้ามชาติชื่อดังย่านพระราม 4
    - คนรักทำเราเสียใจว่ะ
    - อ้าวก็ไม่อยากทำร้ายใครถ้าต้องเลือก
    - ก็ให้เขามาทำร้ายเราล่ะกัน
    - อ้าว  ทำร้ายคนอื่นทำไมอ่ะ
    - อืมๆ เลื่อก มีแฟนแล้วแฟนมีชู้แล้วกูเลิกกับแม่งเลยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    - ฮ่าๆ  อ้าว ทางเลือกแม่งมีแต่ทางเลวนี่หว่า
    - ก็เลือกที่เลวน้อยสุด
    - แม่งมีชู้ก็หนีดิว่ะ
    - ฮ่าๆ
    - อืม  ก็อยู่ที่ว่าเขาเคยผิดยัง
    - แล้วเพราะอะไรถึงพลาดไป
    - ถ้าเพราะเราไม่ดีแล้วไอ้คนใหม่มันแบบมาให้ในส่วนที่เรา ขาดก็ อาจจะให้อภัย
     
    ##########
     
    นาย T, 26 ปี, พนักงานบริษัทข้ามชาติชื่อดังย่านพระราม 4
    - คนรักทำเราเสียใจ
    - หนีที่ยวกูยอมให้ฟนหนีที่ยวดีก่า กูไม่ว่าถ้าค้ามีหตผล
    - แต่เคสสองเนี่ย แฟนมีชู้กูรับไม่ได้
    - กูมีกิ๊กดีก่า
     
    ##########
     
    นาย P, 24 ปี, พนักงานบริษัทข้ามชาติชื่อดังย่านพระราม 4
    - เลือกให้คนรักทำเราเสียใจ  เพราะว่า  เคยทำให้คนรักเสียใจอย่างสุด ๆ โดยไม่ตั้งใจมาแล้ว
    - เลยรู้ดีว่า  เวลาทำให้เค้าเสียใจเนี่ย  เราเสียใจ และรู้สึกแย่มากแค่ไหน
    - เป็นคนยอมคนง่าย  หายโกรธเร็วด้วยมั้ง 
    - ถ้าโดนทำเอง  คงหายได้เร็วกว่า  คนที่เราไปทำเค้าอยู่แล้ว
     
    ##########
     
    นางสาว P, 23 ปี, ธุรกิจส่วนตัว
    - คือ อั๊วว่านะ..ถ้าเราเลือก..ก้อต้องเป็นทำคนรักเสียใจสิ..
    - เพราะว่า ถ้า คนรักทำเราเสียใจ ..เราเป็นฝ่าย passive หนิ
     
    ##########
     
    นางสาว T, 23 ปี, พนักงานบริษัทเอกชนย่านเพลินจิต
    - มันคงขึ้นอยู่กะว่าเรื่องมันเแงไงมม้างงง
    - แล้วเรารักเค้าขนาดไหนด้วย
    - บอกแล้น ...ว่ามันขึ้นอยู่กับว่าเรื่องหนายยย
    - โอ้ ถ้าคิดแบบเห็นแก่ตัวเลยย ก้อเราไปมีกิ๊กดิ
    - คนปกติก้อน่าจะคิดงี้น้าาา
    - เรื่องนี้ทำใจลำบากกก
    - แต่บางมุม เราเสียใจเองจะดีกว่าา
    - ม่ะอ่ะ ...ว่าไงงๆ เผลอไปแล้ว มันก้อคอนโทรลม่ะด่ะแล้วหล่ะ
    - เรื่องของหัวใจ คอนโทนยากสุดๆ
     
    ##########
     
    นาย M, 25 ปี, พนักงานบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในเมืองไทย
    - ตูเลือกคนรักทำเราเจี๋ยจัยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
     
    ##########
     
    นางสาว P, 28 ปี, พนักงานบริษัทข้ามชาติชื่อดังย่านพระราม 4
    - เราทำคนรักเสียใจ  <-- เอาอันนี้ดีกว่าอ่ะ
    - เรื่องไรให้เค้ามาทำให้เราเสียใจอ่ะ
    - ไม่อยากเป็นคนเจ็บแค้นอ่ะ ถ้าโดนคนรักทำเสียใจ
    - คือสงสารคนรัก กะ แค้นคนรัก
    - เลือกสงสารดีกว่าฟ่ะ
    - จะได้จำเรื่องดีๆไว้นานๆ
    - ทำคนรักเสียใจ -> สงสารคนรัก
    - ใช่แย้วนะ
     
    ##########
     
    สรุปแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน  ก็ไม่ดีทั้งนั้นแหล่ะ  ถนอมน้ำใจกันไว้ให้ดี ๆ ดีกว่าครับ
    ปล. คนที่เลือกเป็นฝ่ายที่จะทำคนรักเสียใจ  มักจะยังไม่มีแฟน
    ปล. คนที่เลือกเป็นฝ่ายที่จะเสียใจซะเอง  มักจะมีแฟนแล้ว  และบางส่วนเคยทำให้แฟนเสียใจมาก ๆ มาก่อน