p@wn's profilep@wn SpacePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
January 27 พักสายตา มาบ่นเรื่องตัวเองหลังจากตรากตรำ coding มาร่วมสิบชม.ติดต่อกัน เลยขออู้งานหน่อย ( ตอนนี้กำลังทำเว็บให้ร้านพี่แบงค์ ร้านอาหารไทยใน queens )
เอิ่ม เพิ่งมาเห็นว่าไม่ได้อัพบล๊อคมานานมากกกกกกแย้ว ไม่รู้จะมีใครเข้ามาอ่านอีกรึเปล่าเนี่ย โคตรจะหลายเหตุผลเลยที่ไม่ได้อัพ blog ลองลิสต์ ๆ มาได้เกินกว่า 20 ข้อ
ตั้งแต่เหตุผลสิ้นคิดอย่าง เวลาไม่มี / ไม่มีเรื่องให้เขียน (อืมม์ เป็นไปได้แฮะ) / ต้องทำงานอื่น จนไปถึงเหตุผลที่ว่า มีงานอดิเรกอย่างอื่นให้ทำ
พอเข้ามา space ตัวเองอีกทีก้อพบว่า เห้ย นี่กรูร้างลาการเขียน space ไปนานขนาดนี้เลยรึเนี่ย
แต่ก็ยังไม่มีอารมณ์จะหาเรื่องมาเขียนอยู่ดี เล่าเรื่องตัวเองดีกว่า (ปกติไม่ค่อยชอบเล่าเรื่องส่วนตัวเท่าไหร่นะเนี่ย ก็มันน่าอ่านซะที่ไหนหล่ะ)
ตั้งแต่มา NYC เนี่ย ความคาดหวังเกี่ยวกะการเรียน + ใช้ชีวิตในเมกาก้อเปลี่ยนไปเยอะทีเดียว
อะไรที่เคยคิดว่ายาก บางครั้งก็ง่ายกว่าที่คิดไว้ ออน ดิ อาเด้อ แฮนด์ บางอย่างที่คิดว่ามันไม่เท่าไหร่ กลับยากกว่าที่คิดอ่ะ - -''
ยกตัวอย่างเช่น ภาษา ตอนแรกนึกว่าต้องปรับตัวเยอะ แต่ปรากฏว่า ฟัง - พูดได้ละเมียดกว่าที่คาดไว้เยอะ ยกเว้นกรณีเดียวคือ พวก non-native ทั้งหลาย
แต่ก็ยังไม่จัดว่ามีปัญหาเท่าไหร่ ส่วนเรื่องที่คิดว่าง่าย เช่นหางานเสริฟร้านอาหาร ดันยากซะงั้น พับผ่าสิ
อยู่มาได้สี่เดือนกว่า สรุป fact ของ NYC ได้ดังนี้
1.) คนมาที่นิวยอร์คนี่ ต่างจากคนในรัฐอื่น ๆ ลิบลับ เพราะ range ของระดับของคนนี่ กว้างมากกกก มีตั้งกะเด็กทุนคิง เรียนเก่งสาดดๆ
ไปจนถึง เด็กที่มาหางานอย่างเดียว ฉะนั้นความแตกต่างย่อมหลากหลายมั่ก ๆ การคบคนก้อต้องระวังตัวมากขึ้นเช่นกัน
2.) นักเรียนไทยที่มาที่นิวยอร์ค น้อยคนนักที่จะไม่ทำงาน อย่างน้อย ๆ ๆ ที่สุด ก้อต้องทำงานอะไรซักอย่าง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น wait เสมอไป
แต่อย่างน้อยก้อต้องทำหล่ะ นิด ๆ หน่อย ๆ ก้อทำกัน
3.) ใครที่เคยคิดว่ามาเรียน ny จะ hang out กับเพื่อนเป็นกลุ่ม ๆ เที่ยวละไปจัดปาตี้บ้านคนโน้น บ้านคนนี้หล่ะก็ หยุดคิดไปได้เลย
จิง ๆ เด็ก NYker จะมีเพื่อนคนไทยเยอะ (ก็แหง๋หล่ะ คนไทยใน ny มันเยอะนี่) แต่จะรู้จักเป็นคน ๆ ไป ไม่ได้เกาะกลุ่มกันเหนียวแน่น
เหมือนนักเรียนรัฐอื่น อีกอย่าง บ้านที่อยู่กัน ส่วนใหญ่ก้อจะเป็น apartment / dorm / shared room อะไรพวกนี้ซะมากกว่า
ฉะนั้นประเภทที่ว่า ไปปาตี้กันในบ้าน จัดเตา BBQ มาปิ้งชิว ๆ นี่ ลืมไปได้เลย อาจจะมีบ้างหลาย ๆ คนที่รวมกลุ่มกันเช่าบ้านทั้งหลัง
แล้วอยู่ด้วยกัน กรณีนี้ก้อพอจะหาโอกาสสังสรรค์กันได้ แต่ก็น้อยอ่ะ
4.) คนที่นี่มันเดินกันเร็ว กินกันเร็ว เคยมีเพื่อนมาจากต่างรัฐ เล่นเอางงไปพักใหญ่ แถม subway NYC นี่ เป็นระบบขนส่งที่น่าปวดหัวที่สุดในโลกแล้วมั้ง
พี่แกเล่นมีสาย 1234 ที่เป็นตัวเลข มีสาย ABCD เป็นตัวหนังสือ มีสาย express / local บางป้ายจอด บางป้ายไม่จอด บางป้ายปิดเปิดเป็นเวลา
วันเสาร์อาทิตย์นี่ ใช่ว่าจะเสร่อเดินขึ้นรถได้เลยนะคร้าบบ มันเปลี่ยนตารางเดินรถแทบจะทุก weekend บางทีหยุดบริการดื้อ ๆ ที่แย่ที่สุดคือ ใช่ว่า
พอขึ้นรถไปแล้วเนี่ย จะนั่งชิล ๆ กระดิกติงไปจนถึงปลายทางได้นะ มันสามารถเปลี่ยนแปลงการเดินรถได้ตลอดเวลา หูต้องคอยฟังคำประกาศบนรถดี ๆ
แล้วก้อใช่ว่าจะสักแต่ขึ้น ๆ ๆ รถอย่างเดียว หูตาต้องคอยสอดส่องด้วยว่า ขบวนนั้นมันมีอะไรแหม่ง ๆ มั้ย เช่นถ้าคนน้อยมาก ๆ ให้เดาไว้ก่อนเลยว่า
ต้องมีอะไรซักอย่างผิดปรกติ เช่น homeless ตัวเหม็น ๆ ๆ ๆ ๆ มาก ๆ ๆ นอนอยู่เป็นต้น
5.) เมืองนี้เป็นเมืองแห่งความหลากหลายอย่างแท้จริง คาดว่าน่าจะเป็นเมืองต้นแบบสำหรับ metropolitan ทั่วโลกในอนาคตอีกด้วย คือจำนวนประชากรที่เดิน
ในเมืองนี่ แทบจะเท่า ๆ กันทุกชาติพันธุ์ เดินแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นกระเหรี่ยงแต่อย่างใด วัฒนธรรมก็หลายหลายตามไปด้วย เลยทำให้เป็นเสน่ห์ของเมืองไป
โดยปริยาย ศิลปะทุกแขนงก็มารวมกันที่นี่ ตั้งแต่ street art เช่น กลุ่มคนดำมาร้องเพลง เต้นฮิพฮอพริมถนน ใน subway คนอเมริกาใต้ เดาว่าเป็นพี่โก้
มาร้องเพลงภาษา spanish ในรถไฟ ตามสถานีใหญ่ ๆ เช่น 42nd 34th 14th ก็จะมีคนมาเล่นดนตรี หรือโชว์ปาหี่อะไรซักอย่างนี่ทุกวันเลย
ปล. อู้พอแล้ว กลับไปทำงานต่อหล่ะ เด๋วมาต่อคราวหน้า October 31 ว่าด้วยความ perfect : There is no perfect.ว่าด้วยความ 'เพอร์เฟ็ค' ขำขันที่นิยมเล่ากันทางวิทยุในยุคที่ผมยังเป็นเด็กคือเรื่องนี้ หญิงสาวสองคนคุยกัน "ได้ยินว่าเธอพบ 'ชายเพอร์เฟ็ค’ ของเธอแล้ว?" "พบแล้วจ้ะ" "แล้วทำไมยังไม่แต่งงาน?" "เพราะเขายังไม่พบ 'หญิงเพอร์เฟ็ค' ของเขาน่ะซี" ขำขันยุคก่อนออกจะเชยๆ อย่างนี้ เรื่องนี้เป็นขำขันก็จริง แต่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงของหลายๆ คนด้วย ความเป็นจริงก็คือ 'เพอร์เฟ็ค' ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ของบางคนคือ รวย+ หน้าตาดี + เก่ง เมื่อมองหาความสมบูรณ์แบบในงานศิลปะ เราพบว่าความหมายของความสมบูรณ์แบบก็คล้ายๆ กัน งานศิลปะก็เป็นเรื่องปัจเจกวิสัย ลองคิดดู หากเราปาดสีอีกสักสองสามแต้มเล็กๆ ลงบนภาพ โมนาลิซา ของดาวินชี เมื่อมองประติมากรรมและจิตรกรรมชั้นดีของโลกนานๆ ก็มักสังเกตเห็นตำหนิเล็กๆ ซ่อนอยู่ เช่น จิตรกรเอก เดอลาครัวซ์ จึงกล่าวว่า ศิลปินงานเหนือจริง ผู้มีจินตนาการกว้างไกล ซาลวาดอร์ ดาลี กล่าวย้ำว่า คนที่ชอบมองหาจุดผิดเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่สามารถมองข้ามมันไปได้นั้น เป็นคนที่ไม่สามารถเป็นสุขเท่าที่ควร บ้านของเขาใหญ่กว่าของเรา แฟนของเขาสวยกว่าของเรา ฉลาดกว่า เก่งกว่า ไม่นานก็พบว่าคู่ครอง แต่เมื่อเราศึกษาซากพืชสัตว์ผ่านฟอสซิลที่จมดินมาหลายพันล้านปี เราจะพบว่าธรรมชาติก็ไม่สมบูรณ์แบบ เราไม่สามารถบอกว่า สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนคือความสมบูรณ์แบบ (เพราะมีสติปัญญา) และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว บางทีสิ่งที่พระพุทธองค์สอนอาจเหมาะสมที่สุด จงหัดพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ เพราะโลกนี้ไม่เคยมีความสมบูรณ์แบบ วินทร์ เลียววาริณ
อ่านแล้วชอบมาก สำหรับคนที่ยังคิดไม่ได้นะ October 27 หั่นสีทัวร์ - สดุดีแต่ใครซักคนในโรงเรียนเคยจำได้ว่า ไอ่ทัวร์นี้เนี่ย เพื่อนที่โรงเรียนเป็นคนคิดตั้งกะสมัยประถมหรือมัธยมต้นจำไม่ได้แล้ว ตอนนั้นมีคนพิมพ์ดีด (ยังเป็นยุคของเครื่องพิมพ์ดีดอยู่เลย) มาให้อ่านกัน ฮาขี้เล็ด พอมาเห็นอีกทีอ่าว แพร่หลายไปทั่วซะแล้ว เอามาสดุดีไว้ ณ ที่นี้ซะหน่อยละกัน ======================== หั่นสีทัวร์ พร้อมรับใช้ท่าน ทุกลีลา พิเศษรับปิดเทอมกับโปรแกรม ทัวร์ระริ่ม ท่านเจ้าคุณ ศรีแสวงเหาะ และคุณหญิง หารมโหรี มีความยินดีขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมท่องเที่ยวกับโปรแกรม ทัวร์ระริ่ม ซึ่งเป็นโปรแกรมพิเศษรับปิดเทอมที่เราจัดขึ้นเป็นพิเศษ เรามีความยินดีต้อนรับทุกท่านไม่ว่าจะเป็น คนสวย หรือ คนไม่สวย ก็ตาม! สำหรับการเดินทาง จะเริ่มเดินทางโดยรถบัสอากาศยี่ห้อ โฟล์คกะปัด ซึ่งจะจอดเตรียมสู่รอท่านอยู่ที่หน้าร้าน หลีเกี่ยวฮวด ใกล้สะพาน โค้งงวย เยื้องตลาดสดบาง แคตาก่วย บริเวณสี่แยก คายรวย! ทีมงานไกด์สาว ห้าอี๋ ของเราพร้อมบริการท่านอย่างเต็มที่ ทั้งคุณปุ๊ทะลิ คุณจุ๋มบิ๋ม คุณนกซกมม คุณนาขึ้นรม และคุณต้อยหูด เมื่อรถเริ่มออกเดินทาง เราจะให้บริการที่น่าประทับใจ โดยเริ่มแจก ผ้าเย็นอย่างลำเค็ด และเครื่องดื่มพิเศษ คือ โค้ก 2 รสชาติใหม่ที่เพิ่งวางตลาด โค็กแข็งปวย และ โค้กแคนซุปเปอร์มวย หรือถ้าท่านต้องการดื่มน้ำเปล่า เราก็จะมีน้ำแร่ออร่าไว้คอยบริการท่านโดยเส้นทางที่เราเลือกสรร จะมีสิ่งที่น่าสนใจให้ชมตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น ขวดตำรวย หรือหินบี และเพื่อความปลอดภัยเราได้จัด ทหารบี ไว้คอยคุ้มกันตลอดการเดินทาง โดยเราจะมีแวะพักที่ปั๊มน้ำมันตรา ดาวยอ เพื่อให้ท่านได้ยืดเส้นยืดสาย และเราจะได้ ถูกระจกไปพลาง ๆ สำหรับท่านที่นำฟิล์มมาไม่พอ เราขอแนะนำให้ซื้อฟิล์มสี อั๊กฟ่า ที่นี่ เพราะราคาถูกมาก สถานที่น่าสนใจแรกที่เราจะนำท่านไปชม คือ พิพิธภัณฑ์ไขโดนทวย ซึ่งมีของเก่ามากมายน่าชม เช่น หอกสามสี หอกเจ็ดสี หัวโขนในกระทวย โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม ครูถ้วย และ ครูสามรวย เป็นผู้นำชมและให้คำบรรยาย หลังจากที่ท่านเหน็ดเหนื่อยกันจน หินปลี้ แล้ว เราจะพาท่านไปทานอาหารจีนเลิศรส ซึ่งมีให้ท่านเลือกถึง 3 ร้าน คือ ร้านลีตรงเหง ร้านหลีดึงฮวด และร้านโหตี สาเหตุที่มีให้เลือกหลายร้านนั้นมาจากประสบการณ์การจัดทัวร์ของเราในครั้งก่อน ที่อาจจะไม่ค่อยถูกใจลูกทัวร์บางท่านเท่าที่ควรเนื่องจากบางท่านทานก็บอก บางท่าน ไม่ทานก็ไม่บอก ทีมงานของเราจึงเห็น ควรด้วย ที่จะสร้างทาง เลือกร้อยชึง ให้กับท่าน โดยในระหว่างนั่งรออาหารและ คุยต่วย กันท่านอาจได้ยิน เสียงสีหับ เป็นระยะ และเพื่อไม่ให้ท่านรอนานจน คอยห้วย หรือ หิวเป็นสี เราได้จัดกุ๊กพิเศษ คุณกุ๊กจนรำ ซึ่งจะให้บริการ เอจนป๋ม แก่ท่าน สำหรับเมนูอาหาร เราก็ได้จัดเตรียมไว้ให้หลายอย่าง เช่น โคต้มพะล้วย หมีผัดน้ำมันหอย หมีผัดผงกะหร่อย เป็ดผัดโผก หมีปกหอย กระเพราหมูโดนถอย ยำประเจ็ด ยำคนเท็ด ยำหน้าเขม็ด หอยติดหมี เห็ดผัดผี เป็นต้น หากท่านทานเผ็ดไม่ได้เราก็มี หืดต้มจี๋ ให้ท่านด้วย ตบท้ายรายการด้วยของหวานที่แสนอร่อยจากหลายเชื้อชาติ ให้ท่านเลือกสรรมากมายอีกเช่นเคย เช่น แม็คจ๋อย ปอกระดาษแช่น้ำแข็ง แห้วลอยกี๋ ขนมตาลบูด ขนมผิงระดมยัว เค้กแข็งปวย และผลไม้เมืองหนาว ลิ้นจี่ที่หอ จากสวน ลุงคำดวย จากนั้นเราจะพาไปไร่จนจับข้อ ของคุณเฮียะตึงปี๋ สาวลูกครึ่งจีน-มาเลย์ ซึ่งในไร่จะมีต้นไม้สายพันธ์พิเศษ คือ พันธ์ไม้โดนซ่อ ซึ่งเป็นพันธ์ไม้ที่มีสีสันพิเศษ เช่น สีม่วงหรอย สีเหย สีแหบ สีเหียบ สีเหียว สีดูหุ้ม ให้ชมและซื้อหา จากนั้นพบการแสดงพิเศษจากทางไร่ คือ การแสดงถอยหมู ถอยหมาก ถอยหมอน มวยล้างขา มวยเสียบข้อ และการแสดงหมีซ่อนหา ซึ่งท่านจะไม่สามารถเห็นหมีได้ง่ายๆ นอกจากนี้ในไร่ยังมีสัตว์ที่หาดูยากให้ชมอีกมากมาย เช่น ปลาอีกิ๊ ปลาอีโกก ที่เป็นสายพันธ์เดียวกันแต่ต่างเพศ หอยกระจี้ลี่ หอยตามดี! หมูฟอย หมูตามรอย และงูหาเรี่ยน เป็นต้น ก่อนกลับอย่าลืมแวะซื้อของฝากขึ้นชื่อของที่นี่ คือ เสื่อถักทอลายหกจิ้งจี๋ หาบแมลงสี แหตุ๊กกำ และ!กระเป๋าไดโนโสก จากนั้นเราจะพาท่านเข้าสู่ที่พัก ให้พักผ่อนสำสัวตามอัธาศัย ซึ่งท่านอาจไปทำผมที่ร้านแฮร์คัทโดนมวย ซึ่งให้บริการทั้ง เซ็ทก่อนย้อม เซ็ทหลังย้อม หรือ เซ็ทไปย้อมไป วันที่สอง เราจะพาท่านไปที่พิพิธพันธุ์หุ่นขี้ผึ้ง ภายในจะมีหุ่นจำลองของผู้นำที่โด่งดังในอดีตของประเทศในแถบอินโดจีนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นท่าน งี่เต็มเที่ยน และภรรยา คือ งั่นทั้งเวียน หรือจะเป็นรูปปั้นของ หลวงลาวยึง ท่านท้าวคาวยวย หม่อมสามหยอย หลังจากนั้นเราจะพาท่านเดินทางไปยังชุมชน เยี่ยมซะเล็ด ซึ่งเป็นชุมชนญวน ซึ่งถ้าโชคดีท่านจะพบ สาวญวนไม่ต้องเช็ด ซึ่งเป็นสาวญวนนิสัยดี แต่บางคนอาจเล่นตัวหน่อยซึ่งเป็นพวก ญวนต้องเช็ด หากท่านโชคร้ายก็อาจพบกับพวก ญวนคร่ำเคร็ด แต่ถ้าท่านชอบการทำกิจกรรมเป็นกลุ่มท่านน่าจะชอบพวก ญวนเป็นเขบ๊ด จากนั้นเราจะพาท่านไปชมการแข่งขันฟุตบอลเชื่อมสามัคคีแทงหวย ระหว่างทีมไทยกับพม่าโดยเราได้จัดที่นั่งชั้นเยี่ยมให้กับท่านคือที่ หอใกล้ดี ไม่ใช่ที่ หอ ใจอยู่กู๋ เหมือนทัวร์บริษัทอื่นสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ทางทีมพม่าค่อนข้างเป็นต่อ เพราะนอกจากจะได้ หม่องโลดเท่าข้าวพึง เป็นโค้ชพิเศษแล้ว ยังมีดาราเท้า ทองเข้าซิ่ม ร่วมทีมอีกลายคน ไม่ว่าจะเป็น หม่องกระจายเลี้ยว หม่องกระดุมจ่อ หม่องกระโจ๊เผี่ยว หม่องกระดาวยอ และหม่องกระปานโหยก ในขณะที่ทางทีมไทยมี คุณโฉลกจับกระเป๋า เป็นตัวเด่นเพียงคนเดียว โดยการแข่งขันครั้งนี้ สาวพม่าเฝ้ารอมานานจน เห็นตี้ ไปตามๆกัน หลังจากทานอาหารพิเศษที่เราจัดให้ท่านแล้ว เราจะพาท่านขึ้นรถไฟเที่ยวด่วนพิเศษชื่อ ด่วนปั่นปอ ไปยังประเทศ สิงคโปร์โตก เราขอเตือนไม่ให้ท่านไปนั่ง ออแถวกระได เด็ดขาด เพราะท่านอาจ ตกกระดูด โดยทางทัวร์ของเราจะเก็บค่าโดยสารเพิ่มอีกเล็กน้อยสำหรับท่านสุภาพบุรุษ ส่วนท่านสุภาพสตรีที่ แบกไหขึ้นรถฟรี ไหผู้ดี และ ไหขึ้นกระดี เราจะไม่เก็บค่าโดยสาร ระหว่างทางท่านอาจจะรู้สึก ง่วงเป็นเชี่ยนๆ หรือ ง่วงน้ำตาเรี่ยนได้ เนื่องจากต้องเดินทางค่อนข้าง นานยม ตลอดสองข้างทางเราจะผ่านภูมิประเทศที่สวยงาม เช่น ดอยหมึง ดอยหูด ดอยหางกี เขาเท่าซวย เขาไดโนซวย เหวเหลวปี๋ หาดเท่ากระจี๋ หาดดารดี๋ และสถานที่เก่าแก่ คือ หาดก่อนประวัติศรี จากนั้นจะพาท่านไปแวะที่หาดสะอี๋ ของพวกแม้วล้างล่อ ซึ่งแม้วพวกนี้เป็นแม้วที่สะอาดมากและจะไม่อยู่ตามบ้าน แต่จะอาศัยอยู่ตาม ท่อเข้าหมอก ซึ่งปัจจุบันแม้วพวกนี้เลิกปลูกฝิ่นแล้วแต่หันมาปลูก หมากพระเจ้าต๋อย แทน สำหรับโปรแกรมภาคค่ำ เราจะพาท่านไปชมภาพยนต์ที่โรงภาพยนตร์ เพชรกันยา ซึ่งฉายด้วยระบบ กระดานพาดจอ โดยคนเดินตั่วจะ เอากระไดมาล่อ ท่านสุภาพสตรีที่มากับคณะทัวร์ที่ นั่งโจ๋ผิ่ม จะต้องคอย ยกหีบหนี ให้ดี มิฉะนั้นจะเสียโอกาสไป ส่วนสุภาพบุรุษอาจนั่ง โจ๋ผู่ ไปพลางๆ ก่อนก็ได้ สำหรับโปรแกรมฉายนั้นมีหนังที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น เรื่องดีแต่โหน และเรื่อง ดีแต่หึง ของ บริษัทยูข้างประเต็ด นำแสดงโดย ใครหย่วย พระเอกยอดนิยมตลอดกาลซึ่ง ล่อเท่าทึง ส่วนนางเอกคือ ไหหยี่! ซึ่งเป็นนางเอกยอดนิยมที่ได้ ยินจนเช็ด สำหรับเรื่องที่พลาดไม่ได้คือเรื่อง หมวยที่เค็น ซึ่งเป็นหนังรักโศก ดูแล้วจะ โศกกะเปี่ยว มาก มีมิสหลีฮ้วง เป็นผู้นำการแสดง ประกบกับดาราไทย คือ แมนไทยหลอย และดาราประกอบชื่อดังอีกมากมาย เช่น เปิ้ลโดนบิ๊ เปียโดนลิ ป้าอิ๊ เอจนซม สำหรับท่านที่ชอบหนังหวาดเสียวตื่นเต้น เร้าใจเกี่ยวกับผีๆ ก็มีเรื่อง ผีกระโดดใส่หัว ท่านจะพบกับความเก่งกล้าและเสียสละ ของนางเอก ที่เอา หัวไปล่อกับผี ยอมสารพัดที่จะให้ผีจับหัว ผีเกาหัว ผีเลียหัว โอ๊ยน่ากลัวจริงๆ เลย ยิ่งตอนใกล้จบเธอหาญกล้าต่อสู้ โดยหันหัวไปสู้ผี เธอจึงโดนผีเสียบหัว ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจก็ได้แก่ เรื่องห้าพยักหนี และเรื่องเจ็ดเรือยอร์ช อนึ่งในการเดินทางครั้งนี้ หากท่านผ่าน จุดเลี้ยว หรือเกิด ป่วยคัน ขึ้นมาอย่างกระทันหัน โดยจะเป็นเพราะ คนมันซวย หรือเพราะ คนมันรวย ก็แล้วแต่ท่านไม่ต้องกังวลเพราะเรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไว้คอยบริการ นำทีมโดยคุณหมอกระเด็น และ คุณหมวย พยาบาลนิสัย ดีคาหอ คณะทีมงาน เจ้าคุณสีแสวงเหาะ. ประทานแล้วบอก คุณหญิงหารมโหรี.. รองประทานแล้วบอก หลวงยูตามเร็ด ขุนตกใต้ทวย หมวดตำหรอย กรรมการ คุณปันคิ คุณนาขึ้นรม และคุณจิ๊บเลือดสิม สตาฟฟ์ ด้วยความ หอปรารถนาดี จากผู้จัดทัวร์ และหวังว่าจะได้ร่วมรายการทัวร์นี้กับทุกท่าน เตรียมพบโปรแกรมพิเศษ รับเปิดเทอมใหม่ โปรแกรม เทอมจนเป็นริ่ม เร็วๆนี้ July 01 ประเภทต่าง ๆ ของฟอนต์ : เรื่องยุ่ง ๆ ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนประเภทต่าง ๆ ของฟอนต์ : เรื่องยุ่ง ๆ ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน
June 06 เรามาเล่นเกมพร้อมกับเด็กติดเกมกันเถอะเรามาเล่นเกมพร้อมกับเด็กติดเกมกันเถอะ
เมื่อหลายปีก่อนเคยนั่งดู BBC อยู่ ตอนนั้น BBC กำลังเสนอสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับเด็กที่ติดเกมอย่างหนัก ซึ่งเกมที่ว่า นี้คือ World of Warcraft (WoW) ที่โด่งดังและเป็นเกมที่มียอดสมาชิกเล่นมากอันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบัน เค้าเสนอมุมองหลายมุม ที่เน้นเป็นพิเศษคือ ข้อเสียและโทษของการติดเกมอย่างหนัก แต่สุดท้ายแล้ว สกู๊ปที่ BBC ทำ ก็ไม่ได้เสนอมุมมองว่า อะไรที่ทำให้เด็กสามารถเล่นเกมออนไลน์ได้ 10-15 ชั่วโมงติดต่อกัน ทุก ๆ วันเป็นเวลาหลายปี World of Warcraft เกมออนไลน์อันดับ 1 ทั่วโลก BBC เสนอแค่รายละเอียด ข้อมูลปลีกย่อย และบทสัมภาษณ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น พอผมดูเสร็จก็รู้สึกว่า อืมม นั่นสิ ทำไมนะเด็กถึงได้ติดเกมขนาดนั้น ไอ่เราเองก็เป็นคนเล่นเกมเหมือนกัน บางครั้งก้อยอมรับว่ารู้สึกติด แต่ก็ไม่ได้ ถึงกับติดขนาดไม่กินข้าวปลาอาหาร หรือนั่งเล่นกันเป็นวัน ๆ พอมาลองนั่งคิดเล่น ๆ ว่าอะไรทำให้เกมมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ขนาดนั้น หลังจากประมวลวิเคราะห์แล้วก้อพบว่า ติดเกมแล้วมันก้อเปลืองตังอย่างนี้นี่เอง (สังเกตปริมาณขวดโค้กบนโต๊ะ) เมื่ออยู่ในเกม เด็กสามารถที่จะพัฒนาตัวละครในแบบที่เค้าเป็น หรืออยากให้เป็นได้ง่ายกว่าในชีวิตจริง
สามารถทำในสิ่งที่ชีวิตจริงไม่สามารถตอบสนองเค้าได้ หรือตอบสนองได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะเกมที่มีการพัฒนาของตัวละคร เช่นเกม RPG (Role Playing Game) ที่มีพัฒนาการของตัวละครอย่างต่อเนื่อง ตามบทหรือเวลาที่เปลี่ยนไป เด็กจะอินกับเกมมาก เพราะสามารถเสกสรรค์ปั้นแต่งให้ตัวละครเก่งเว่อร์ ๆ จนตัวละครในเกม สามารถเอาชนะอุปสรรค ที่ยากเกินกำลังได้ หรือสามารถพิชิตสิ่งที่เป็นปมในจิตใจของตัวเองได้ภายในเกม เช่น ในชีวิตจริงอาจจะเรียนไม่เก่ง แต่ถ้าเป็นในเกมแล้ว เขากลายเป็นนักรบที่เก่งกาจ สามารถพิชิตศัตรูได้ราบคาบ พัฒนาการของเด็กอาจจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ใช้เวลาและความพยายามอยู่หลายปี แต่สำหรับเกมแล้ว เด็กจะเห็นตัวละครหรือฝีมือของเค้าที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แถมยังสามารถสังเกตได้อย่างเด่นชัดถึงขนาดวัดได้เป็นตัวเลขเลยทีเดียว บทบาทที่ได้รับในเกม ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญอีกอย่างนึง สำหรับเด็กที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเองแล้ว การที่จะต้องออกไป พูดหน้าชั้นอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับเขาหรือการที่จะต้องนำกิจกรรมใด ๆ ในโลกภายนอกมันช่างลำบากอะไรเช่นนี้ เมื่อเทียบกับที่เค้าเป็นในเกมแล้ว การนำทัพอัศวินบุกเข้าโจมตีฝูงสัตว์ประหลาดนับหมื่น ยังง่ายกว่าเป็นไหน ๆ แถมเท่กว่าอีกตะหาก เกมแต่ละเกมที่เด็กเล่นแล้วติดสามารถสะท้อนถึงบทบาทที่เค้าอยากเป็นได้ดี ว่าที่เค้าติดเกมนั้น ๆ เค้าอยากเป็นบทบาทไหน การเปรียบเทียบบทบาทของตัวเอง กับบทบาทที่เพื่อนของเค้าได้รับ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง พบมากในเกมที่มีการจัดอันดับ มี rank ทั้งทางตรงและทางอ้อมทางตรงนี่มองง่ายหน่อยครับ เช่น เกมรถแข่ง ก็จะมีอันดับการเข้าวิน ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เป็นต้น เกม Special Force ที่มีการจัดอันดับการฆ่า ใครฆ่าคนอื่นได้มาก ก็จะอยู่ rank ที่ 1 ฆ่าได้น้อยก็จะลดหลั่นกันไป ![]() ภาพล้อเลียนแสดงถึงการสวมบทบาทนอกเกม ส่วนทางอ้อมก็เช่น การมีทรัพย์สิน มีเงินจำนวนมาก มีไอเทมดี ๆ ใช้ มีของหายาก ราคาแพงใส่ ในขณะที่คนอื่น ๆ ที่เล่นเกมด้วยกันไม่มีผมเคยอ่านข่าวหน้า 1 ไทยรัฐ ที่มีคนอุตส่าห์ยอมเสียเงินจำนวน 4.5 หมื่นบาท .... ย้ำ 45,000 บาท เงินจริงนะครับ เพื่อซื้อโล่ในเกม ragnarok online เพียงอันเดียว อารมณ์ว่า ใครใช้โล่อันนี้แล้ว จะทำให้เก่งขึ้นมาก เท่ขึ้นมาก การมีของประดับหายากราคาแพง หรือมีทรัพย์สินจำนวนมากในเกมนั้น ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกเดียวกันที่เกิดขึ้นภายในชีวิตจริง การเป็นคนรวยไม่ว่าจะที่ไหน ย่อมดีกว่าอยู่วันยังค่ำ เพราะมันเป็นการยกระดับของตัวเอง ให้มีบทบาทมากขึ้นในสังคมเกมนั่นเอง บทบาทที่ได้รับในเกมนี้เอง บางครั้ง จะเป็นนิสัยที่ติดตัวออกไปสู่โลกภายนอก เช่น กรณีของข่าวที่ว่า เด็กที่เล่นเกม Counter Strike แล้วมีลักษณะนิสัยก้าวร้าวรุนแรงขึ้น เพราะติดกับภาพการเข่นฆ่ากันในเกม หรือเด็กที่หมกมุ่นอยู่กับเกม Grand Theft Auto (GTA) มาก ๆ มีแนวโน้มที่จะก่ออาชญากรรมได้ง่ายขึ้น เพราะได้รับบทบาทการเป็นมาเฟียเถื่อนในเกมนั่นเอง ผลตอบแทนที่ได้รับในเกม
ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน ในเมื่อชีวิตจริงผลตอบแทนที่ได้รับมันได้มายาก / ไม่ได้รับผลตอบแทน / มีคุณค่าทางจิตใจต่ำ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับความยากง่ายของการได้มาซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับในเกมแล้ว เด็ก ๆ เหล่านี้อาจจะมองว่า สิ่งที่ได้มาภายในเกม มันมีความสำคัญมากกว่าเป็นไหน ๆ เช่นเกมโปเกม่อน (Pokemon) เกมนี้เป็นเกมที่จะต้องมีการ จับสัตว์ประหลาดที่วิ่ง ๆ อยู่ภายในเกม สัตว์แต่ละตัวจะจับยากง่ายไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถของสัตว์แต่ละตัว การที่เด็กได้สัตว์ที่มีความสามารถสูง ๆ มาครอบครองนั้น เทียบอารมณ์ได้กับ การถูก lottery รางวัลที่ 1 ของผู้ใหญ่เลยทีเดียว เด็กอาจจะอารมณ์ดี นั่งหัวเราะได้ทั้งวัน หรือในทางกลับกัน อาจจะอารมณ์เสียเป็นอย่างมาก กับการสูญเสียทรัพยากรที่สำคัญ ของตัวเองไป เหมือนเวลาที่ผู้ใหญ่คนเดิม ทำ lottery ใบที่ว่า ปลิวตกท่อไปนั่นแหล่ะครับ อารมณ์เดียวกัน ![]() Pokemon เกมที่โด่งดังในหมู่เด็ก ๆ อีกเกมหนึ่ง ส่วนสาเหตุที่สำคัญสาเหตุสุดท้ายคือ ความสัมพันธ์ในเกม ปัจจุบันเกม RPG นี้พัฒนาไปจนสามารถเล่น online กับ ผู้เล่นคนอื่น ๆ ทาง internet ได้ทีละพร้อม ๆ กันเป็นจำนวนมาก (MMO-RPG : Massively Multiplayer Online RPG) หรือที่เรียกกันติดปากว่า เกมออนไลน์ เช่นเกมที่มีชื่อเสียงอย่าง Ragnarok Online, Lineage และ World of Warcraft เป็นต้น เกมประเภทนี้ จะมีผู้เล่นที่เป็นคนจริง ๆ จากที่ต่าง ๆ กันเข้ามาเล่นด้วยทีละเยอะ ๆ ทำให้ตัวเกมเอง เกิดระดับความสัมพันธ์เป็นสังคมขึ้น มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ไอเทม เครื่องไม้เครื่องมือ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นกลุ่มก้อน เป็นพรรคพวกกัน เด็กบางคนมีมนุษยสัมพันธ์ลุ่ม ๆ ดอน ๆ กับบุคคลภายนอก แต่ในเกมแล้ว เค้าคือคนที่ได้รับความยอมรับ นับหน้าถือตามากที่สุดคนนึง หรือ เด็กผู้หญิงบางคนอาจจะขี้อายเกินกว่าจะบอกรักผู้ชายในชีวิตจริงได้ แต่สามารถทำได้โดยง่ายในเกมออนไลน์ ในขณะที่ บางคนยังไม่มีเคยแฟนด้วยซ้ำ แต่ตัวละครในเกมของเขาก็แต่งงานกับตัวละครอื่นไปเรียบร้อยแล้ว ความสัมพันธ์อย่างหลวม ๆ ที่ถูก สร้างขึ้นมาในตอนแรก สามารถพัฒนาไปได้รวดเร็วกว่าความสัมพันธ์นอกเกมอย่างเห็นได้ชัด เพราะจุดมุ่งหมายในเกมที่ไปในทางเดียวกัน (การล่ามอนสเตอร์ระดับ boss / หาของหายาก (rare item) / เก็บเลเวลพัฒนาตัวละคร) และข้อจำกัดทางสัมคมที่น้อยกว่าชีวิตจริงมาก เรื่องของการติดแชท ก็จัดอยู่ในข่ายนี้ เหมือน ๆ กัน ครับ ![]() ความน่ารักและ Community ที่พบได้ในเกม Ragnarok Online แน่นอนที่สุดว่า ของทุกอย่างในโลกนี้ย่อมมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี การที่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับบทบาทในเกมมากไปย่อยไม่ส่งผลดี
อย่างแน่นอน การควบคุมตัวละคร หรือเนื้อเรื่องในเกม ย่อมไม่ยากเท่ากับการควบคุมจิตใจคน หรือสถาณการณ์ในชีวิตจริง การที่เด็กเคยชินกับการควบคุม / สวมบทบาท ง่าย ๆ ภายในเกม เมื่อออกมาสู่โลกแห่งความจริง จะทำให้รับมือกับภาวะภายนอกไม่ได้ เพราะคนไม่ใช่ NPC (Non-Player Character : ตัวละครในเกม) ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เราอาจจะต้องใช้จิตวิทยาสูง สำหรับการคุยกับคนที่มีเลือดเนื้อจริง ๆ ด้วยเหตุนี้ จะทำให้เด็กมี EQ/AQ ต่ำ และอยากจะกลับหวนเข้าไปสวมบทบาทในเกมอีกครั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้นานเข้า ก็จะทำให้เด็กติดเกมจนเลิกไม่ได้ไปในที่สุด ทางแก้ที่เป็นรูปธรรมสำหรับเรื่องนี้ หลัก ๆ ก็คือ เราต้องแก้ปมทั้ง 4 ที่เด็กติดเกมให้ได้ก่อน โดยยังไม่ต้องให้เขาเลิกเล่นเกม
การเลิกเล่นเกม ก็เหมือนกับการเลิกบุหรี่ หรือการลดความอ้วนแหล่ะครับ มันทำยาก เราพบว่าบางครั้งเรายังไร้ระเบียบวินัย กับตัวเองเลย แล้วเด็กซึ่งวุฒิภาวะยังต่ำอยู่ มีหรือ จะมีระเบียบวินัยของตัวเองได้ง่าย ๆ ยิ่งเราใช้วิธีการที่รุนแรงเท่าไหร่ ผลลัพธ์ยิ่งออกมาเลวร้ายขึ้นเท่านั้น ฉะนั้น การถอดปลั๊กคอมพิวเตอร์ในขณะที่เค้าเล่นเกมอยู่ ไม่ใช่เรื่องดีเลยนะครับ อย่าทำเลย ปมทั้ง 4 ที่ว่าก็คือ อันนี้ครับ
1. อุปสรรคที่พิชิตได้ในชีวิตจริง
2. บทบาทที่ได้รับในสังคม 3. ผลตอบแทนและรางวัล 4. ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างและครอบครัว อุปสรรคในชีวิตต้องชี้ให้เด็กรู้จักมองอุปสรรคในชีวิตว่า มันไม่ได้ยากเกินไปเลยที่จะผ่านมันไปได้ เด็กติดเกม เพราะเกมทำตัวละครของเด็ก ให้เก่งเกินจริงจนข้ามอุปสรรคยาก ๆ ไปได้ แต่ในความเป็นจริง เราไม่สามารถพัฒนาให้เด็กเก่งเกินจริงแบบนั้นได้ สิ่งที่เราทำได้น่าจะเป็น ย่ออุปสรรคออกมาให้ดูเล็กลง หรือ แตกอุปสรรคออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่านมันไปทีละชิ้น เราเคยทำงานใหญ่ ๆ ยาก ๆ ชิ้นเดียว แล้วไม่ผ่านซักทีไหมครับ เราจะรู้สึกท้อเป็นอย่างมากว่า ทำไมมันไม่ผ่านซะที แต่ถ้าเป็นงานที่เราทำได้ไปเรื่อย ๆ ทีละนิดทีละน้อย ถึงแม้จะต้องทำเยอะ แต่เราก็ยังมีกำลังใจว่าอย่างน้อย งานเราก็คืบหน้า พัฒนาไปเรื่อย ๆ จริงมั้ยครับ เด็กก็คิดแบบนี้เหมือนกัน การที่จะเรียนให้มันได้เกรด 4 จากเดิมเกรด 2 ภายใน 1 เทอม คงเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ถ้าพ่อแม่รู้จักตั้งอุปสรรคใหม่ให้เป็น ได้เกรด 4 ภายในป.6 ส่วนตอนนี้เอาแค่เกรด 2.2 ก็พอใจแล้ว แบบนี้ จะทำให้อุปสรรคดูเล็กลง เมื่อเด็กผ่านไปได้ ก็จะรับรู้ถึงพัฒนาการของตัวเองได้ และจะมีกำลังใจมากขึ้นอีกด้วย ![]() บทบาท และหน้าที่ของตัวละครแต่ละตัวในเกม Lineage 2 บทบาทที่ได้รับในสังคมสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมากครับ คือต้องสร้างตัวตน และพื้นที่ให้เค้ายืนในชีวิตจริงได้ อย่างน้อยเค้าก้อควรจะรับรู้ว่า การเป็นหัวหน้ากองอัศวินในเกมมันเท่น้อยกว่าการเป็นหัวหน้าห้องเป็นไหน ๆ อย่าปล่อยให้เด็กเคว้ง ไม่รู้จุดยืนของตัวเอง หรือมีปมด้อยกับบทบาทที่ตัวเองได้รับ เช่นในระดับครอบครัว หากคนไหนเป็นพี่คนโต ก็ควรจะได้รับรู้ว่า พี่คนโต มีบทบาทหน้าที่อะไร มีอำนาจหน้าที่แค่ไหน หรือถ้าเป็นน้องคนกลาง คนเล็ก ก็ควรจจะรู้ว่า เค้ามีอำนาจหน้าที่เรื่องใด แค่ไหนเช่นกัน ในระดับเพื่อนฝูง ผู้ปกครองควรจะสนิทกับเด็กในระดับที่ว่า รู้ว่าลูกหลานของเรามีบทบาทอย่างไรในกลุ่มเพื่อน ของเขา เป็นหัวโจกนำแก๊งรึเปล่า หรือเป็นเบ๊ ลูกกระจ๊อก ลูกไล่ในกลุ่ม มีความแตกต่างหรือ เหลื่อมล้ำระหว่างบทบาทที่ได้มาหรือเปล่า ความรวย-จน ฉลาด-โง่ ผิด-ถูก active-passive คนดี-คนเลว ความ popular เหล่านี้ล้วนนับอยู่ในข่ายทั้งนั้นครับ ผลตอบแทนและรางวัลต้องชี้ให้เด็กเห็นว่า ผลตอบแทนที่เค้าจะได้รับในชีวิตจริง ที่เป็น "รูปธรรม" เป็นอย่างไร ย้ำนะครับว่า "รูปธรรม" คือสิ่งที่ เด็กต้องจับต้องได้โดยทันที ไม่ต้องมีการวิเคราะห์อะไรลึกซึ้งมากนัก เช่น ถ้าบอกว่า ตั้งใจเรียนสิ จะได้เรียนเก่ง ๆ อย่างนี้ถือว่าเป็นนามธรรมนะครับ เพราะเด็กก็ไม่รู้คุณค่าของการเรียนเก่งอยู่ดี ไม่รู้ว่า เรียนเก่งแล้วจะได้อะไร ซึ่งในเกมนั้น เด็กจะได้ผลตอบแทนที่ชัดเจน จับต้องได้ มีคุณค่าของการได้มาสูง เราจะต้องหาผลตอบแทนแบบนี้ในชีวิตจริงให้กับเด็กให้ได้ และต้องชี้ให้เค้าเห็น (อย่างเนียน ๆ) ว่ารางวัลในเกมนั้น มันไม่ใช่ของจริง มันไม่มีอยู่จริง เมื่อเกมจบไปแล้วรางวัลเหล่านั้นมันก็หายไป รางวัลที่ได้ในชีวิตจริงสิ ของแท้แน่นอน มันได้มาจริงและอยู่กับเรา ติดตัวเราตลอดไป เมื่อใดที่เรามี รางวัลที่จับต้องได้ และมีคุณค่าของการได้มา มากกว่าที่เค้าได้รับจากในเกมแล้ว ถือว่าปมข้อนี้ ก้อเครียร์ไปครับ ![]() Rare Item ของเกม Lineage 2 อาจจะสำคัญมากสำหรับบางคน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดยาก และสลับซับซ้อนมาก เพราะเกี่ยวเนื่องกับพื้นฐานการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อม เป็นการยากที่จะบอกว่า ต้องทำอย่างไร เด็กถึงจะมีความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ดี เพราะขึ้นอยู่กับตัวเด็ก ครอบครัว และเพื่อนฝูงเป็นส่วนใหญ่ แต่จะบอกได้คำเดียวว่า เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เด็กรู้สึกว่า คุยกับคนในเกมแล้วปลอดภัยกว่า กล้าเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองกับคน ในเกมมากกว่า ปรึกษาได้มากกว่า เข้าใจมากกว่า มีตัวตนมากกว่า คนในเกมยอมรับนับถือมากกว่า เชื่อใจมากกว่าที่เค้ามี ความรู้สึกแบบนี้ให้กับพ่อแม่ ครูอาจารย์และคนครอบครัวแล้วหล่ะก็ รับรองได้เลยครับ ว่า เด็กจะหมกตัวอยู่แต่ในโลกแห่งเกมชัวร์ ๆ เพราะตัวตนของเค้า อยู่ในนั้น สิ่งที่เราทำได้คือ ต้องทำให้เค้ารู้สึกถึงสิ่งเหล่านั้น ในโลกภายนอกมากกว่าภายในเกม อย่างน้อย ถ้าเค้าจะเล่นเกมจริง ๆ ก็ควรจะเป็นเกมที่นั่งล้อมวงเล่นกับเพื่อน ๆ หรือครอบครัวพร้อมกันเป็นหมู่คณะครับ Keyboard ที่ออกแบบมาให้เอาไว้ใช้เล่นเกมโดยเฉพาะ แล้วจะไม่ให้ติดได้อย่างไร สุดท้ายแล้ว จริง ๆ แล้วเกมไม่ได้เป็นสิ่งผิดแต่อย่างใด หลายครั้งเกมกลับเป็นตัวสร้างเสริมประสบการณ์เหมือนจริงได้ดีกว่า สื่อประเภทอื่น ๆ ด้วยซ้ำไป ถ้าเรากลัวว่า เด็กจะติดเกมเกินไป ผมว่าเราลองเปลี่ยนมุมใหม่มาเล่นเกมกับเด็กเลยเป็นไงครับ บอกเค้าว่า เล่นได้ แต่ต้องเล่นกับ พ่อ/พี่/ลุง/ป้า/น้า/อา เท่านั้น ห้ามเล่นเองคนเดียวเด็ดขาด วิธีนี้ นอกจากเราจะได้ควบคุม ดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังเป็นการผ่อนคลายความเครียดของเราไปในตัวอีกตะหาก ยิงนกตัวเดียวด้วยปืนสองนัดจริง ๆ May 21 พรประเสริฐในวัน HBD (ฮากลิ้ง)พรประเสริฐในวัน HBD
เรื่องราวที่ผมจะเล่าลำดับต่อไปนี้เป็นประสบการณ์จริง บรรยากาศจริง ผมตั้งใจจะเขียนขึ้นหลายวันแหระ แต่ไม่สบโอกาสสักที เชิญ คับตามผมมาคับ ไม่ต้องเกริ่นกันยาวฮับ ............ ......... ......... ......... ......... ......... ......... ......... ......... ปกติผมจะตื่นแต่เช้าตรูทุกวันไม่ว่าจะเมามายขนาดไหนผมต้องตื่นก่อนไก่โห่ฮาป่าฮิ้ว หลายอาทิตย์ก่อนเป็นวันเกิดหลานสาววัย 14 ก็เลยชวนน้าเท่ห์ๆ อย่างผมออกมายืนเป็นเพื่อนใส่บาตร ก็ตระเตรียมอาหารแพคสำเร็จรูป เป็นชุดกิ๊ฟเซท สวยงาม ครบหลักใหญ่ใจความ ปกติการตักบาตรพระก็จะเดินมาเป็นกลุ่มเป็นก็น ประมาณ 2-3 รูปแถวเรียงหนึ่งเข้ามารับนิมนต์ตักบาตร ............ ......... ......... ......... ......... . "นิมนต์คับ หลวงพ่อ " ผมเอื้อนเอ่ยนิมนต์หลวงพ่อ ผสมหลวงพี่ รับบาตร หลานสาวก็ใส่บาตร ใส่เสร็จหลานสาวก็จะบอกหลวงพ่อว่า "วันนี้วันเกิดค่ะ" หลวงพ่อ/หลวงพี่ก็ให้พร ผมก็นั่งคุกเข่า พนมมือรับพรไปกะหลานด้วย แต่แอบๆนึกในใจ ตรูเกี่ยวไรฟ่ะ? ............ ......... ......... ....... ประเด็นมาเกิดตอน แพ๊คสุดท้ายหลังจากตักบาตรให้หลวงพ่อ ซึ่งเดินนำหน้าทิ้งช่วงน้องหลวงเณรไปประมาณ 30 เมตร น้องหลวงเณรวัยสักประมาณ 12-13 ปี เห็นจะได้ ตะแรกก็เดินเลี่ยงเปิดไฟเลี้ยวขวา ทำท่าจะไม่รับบาตร หลานสาวผมก็ " นิมนต์ค่ะ" หลวงเณร ตบไฟเลี้ยวซ้ายเบี่ยงเข้ามาชิดริมฟุตบาท หลานสาวผมก็ตักบาตร กิ๊ฟเซท ชุดสุดท้ายเสร็จ พร้อมๆกับ " วันนี้วันเกิดค่ะขอพรด้วยค่ะหลวงเณรค่ะ ?" ผมยืนอยู่ใกล้ๆ สังเกตเห็นสีหน้าน้องหลวงเณร ทำหน้าทำตาแบบบอกบุญไม่รับ ดูเหมือนจะมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาที่ใบหน้าเล็กน้อย ............ ......... ......... ......... ...... เอ่อ..... "คือว่าโยม หลวงเณรเองเพิ่งจะบวชได้ไม่กี่วันเอง ปกติก็จะเดินรับบาตรติดๆกะอาจารย์ แต่พอดีตะกี้อาจารย์ทิ้งช่วงไปหน่อย หลวงเณรสวดให้พรยังไม่เป็นคับ!" อะ.......อะ..... ......เอ่อ...... เอางี้ละกันเพื่อไม่ให้โยมเสียศรัทธาเอาเท่าที่หลวงเณรจะให้ได้น่ะคับโยม " ค่ะหลวงเณร " หลานสาวผมตอบพลางพนมมือไหว้รอรับพร ผมก็ย่อตัวลงพนม มือไหว้ รอรับพรเช่นกัน * * * * * * * * * * " แฮปปี้ เบริด์ เดย์ ทู๊ยู แฮปปี้ เบริด์ เดย์ ทู๊ยู แฮปปี้ เบริ๊ดดดด เดย์ แฮปปี้ เบริ๊ดดดด เดย์ แฮปี้ปปปปปปปปป ปี๊เบริด์ เดยย์ ทู๊ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ยู!" อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ............ ......... ...... ............ ...... ......... ผมอุทานในใจพลางอมยิ้มแก้มตุ่ย เหลือบตาไปมองหลานสาว หลานสาวก็อึ้งกิมกี่ ขำกิ๊กๆๆ ยังคับยังไม่จบ ……….. น้องหลวงเณร พอร้องเพลงจบ ยังตามด้วย " วันนี้เป็นวันดีเป็นวันเกิด ขอให้นึกคิดสิ่งใดสมความปรารถนา บลา บลา บลา" แล้วน้องหลวงเณรก็เดินจีวรปลิว หายไปท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ แห่งเช้าวันใหม่ ............ ......... ...... อ๊ากกกกกกกกกกกกกก มันคือพรที่สุดยอดในวันเกิดหลานป๋มจริงๆคับ ผมสาบานว่าหากน้องหลวงเณรยังไม่สึก เดือนพฤศจิกา ที่จะถึงเป็นคิวของผม ผมจะขับรถคว้านหาน้องหลวงเณรทุกซอกทุกมุม ในเช้าวันนั้น และ request พร เวอร์ชั่น HBD นี้เช่นกัน สาธุ!
หุหุ ชอบมาก ๆ เรื่องนี้ อ่านแล้วอมยิ้มหยั่งแรง เอามาจาก FWD mail อีกทีนึง ใครอ่านแล้วชอบ ก้อ ment ด้วยเน้อ April 19 รวมคำศัพท์ในหมวดของการจีบกันทั้งหมด
คำนาม บอกรูปร่างหน้าตา (Nouns for Appearance)
ปล. เห็นว่าเจ๋งดีเลยก๊อปมาแป่ะไว้ เผื่อเอาไว้ใช้จีบสาวมั่ง 5555 April 17 ผีห้องน้ำ... ที่มอเตอร์เวย์ผีห้องน้ำที่มอเตอร์เวย์ จุดพักมอเตอร์เวย์ ตอน ตีสองครึ่ง ผมกำลังขับรถไป จ.ตราด คนเดียว ปวดขี้สุดๆ เข้าไปในห้องน้ำ นั่งทันที ปิดประตู ปัง สักพักมีคนเข้ามานั่งห้องข้างๆ แล้วก็มีเสียงลอดมา ชายนิรนามห้องข้างๆ "สวัสดี เป็นไงมั่ง สบายดีไหม?" ผม นึกในใจ อืม อะไรของมันเอาวะใจดีสู้เสือตอบไป "เอ่อ สบายดีครับ สวัสดีครับ" ชายนิรนามถามต่อ " ทำอะไรอยู่ล่ะ" ผม เอ่อ จะให้ ทำอะไรฟะ นั่งอยู่ในส้วม " เอ่อ ก็รู้ๆกันอยู่นะครับ " ชายนิรนามถามอีก " นอนดึกนะเนี่ย ไม่หลับไม่นอน จะไปไหนเนี่ย" ผม อืม แปลกดีวุ้ยมีชวนคุย " เออ ไป ตราดครับ ต้องไปงานแต่งตอนเช้า" แล้วชายนิรนามก็พูดประโยคที่ทำให้ผมช๊อคมาก " เฮ้ย แค่นี้ก่อนนะ ห้องข้างๆ มันเป็นอะไรไม่รู้ พูดตอบมาตลอดเลย "
April 09 เค้าว่ากันว่าคนขับรถทุกคน ล้วนปากจัดเค้าว่ากันว่าคนขับรถทุกคน ล้วนปากจัด ใครที่เคยขับรถกันประจำ ๆ แล้วรู้สึกว่าตัวเองหงุดหงิดบ่อยกว่าที่เคยเป็นมั่งรึเปล่าครับ สำหรับบางคนแล้ว อารมณ์โกรธ โมโห ขี้หงุดหงิด อาจจะพบได้น้อยถึงน้อยมากในระหว่างวันทำงาน เพราะว่าอาจจะเป็นคนที่อารมณ์ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือค่อนข้างที่จะ manage อารมณ์ได้เก่ง แต่เคยสังเกตกันมั้ยครับ เวลาขับรถบนท้องถนนเนี่ย เราจะอารมณ์หงุดหงิดง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลารถติด ๆ ด้วยแล้ว ความหงุดหงิดใจร้อนของเรายิ่งทำงานดีผิดปกติ "ทำไมมันขับหยั่งงี้วะ" ... "โง่ป่ะเนี่ย ขับแบบนี้ได้ไง" ... "ทำไมไม่จี้ไปเนี่ย ปล่อยให้แซงอยู่ได้" "X#@!$+!?*#x"...... เราก็อาจจะมีสิทธิเห็นอะไรทำนองนี้ ในเวลาแบบนี้จากผู้หญิงคนไหนที่ปกติเรียบร้อย ๆ ได้เหมือนกันครับ เพราะเหตุนี้เองมั้ง จึงเป็นที่มาของวลีที่ว่า "คนขับรถทุกคน ล้วนปากจัดทั้งสิ้น" 5555 มีรายงานจากการวิจัยจากสถาบัน Pond's Institute ว่า สาเหตุหลัก ๆ ที่คนขับรถส่วนใหญ่จะอารมณ์เสีย ง่ายกว่าปกติเพราะว่า เวลาคนเราขับรถเนี่ย ถ้าขับบ่อย ๆ จนชินแล้ว เราจะติดภาพว่ากำลังของรถเป็นกำลังของเรา ธรรมดาแล้วเวลาเราทำงานอะไรซักอย่าง เราจะใช้แรงของเรา ออกกำลังในการทำงานใช่มั้ยครับ งานอะไรที่เกินกำลังของเราจะทำได้ เราก็จะไม่รู้สึกเดือนร้อนอะไรเวลาเราทำมันไม่ได้ แต่ในกรณีที่เราขับรถ เราจะทึกทักไปเองว่า กำลังแรงม้าของรถมันคือแรงม้าของเรา ฉะนั้นการที่รถติดขัดจนเราไม่สามารถสำแดง แรงม้าออกมาได้ จึงทำให้เราหงุดหงิดง่าย เหมือนโดนล๊อคความสามารถไว้ไงครับ เค้าเรียกกรณีการมีอำนาจนี้ว่า Empowerment (การสร้างพลังอำนาจ) ครับ Empowerment จึงหมายถึง การสร้างพลังอำนาจให้กับตัวเอง ให้รู้สึกถึงความมั่นใจ ความมีคุณค่า มีความสามารถ ในตัวเอง ในกรณีที่เราขับรถ พลังของรถจะแปรเปลี่ยนมาเป็นพลังของเรา ทำให้เรารู้สึกถึงความสามารถที่มากขึ้น (เช่น การเหยียบคันเร่งที่แรงขึ้น หมายถึงพลังที่จะทะยานไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น) เป็นความรู้สึกอิสระที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรของตนเอง หรือแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจได้ เมื่อคนรู้สึกได้รับอำนาจ จะรู้สึกมีชีวิตชีวา และมีความรับผิดชอบ และมีอิสระ ที่จะเลือกสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองได้ เรื่องของ empower นี้ถ้านำไปใช้ในทางที่ สร้างสรรค์แล้ว จะเหมาะมากกับคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง คนที่มีปมด้อยและต้องการลบปมด้อยนั้นด้วยการ สร้างจุดเด่นด้านอื่นขึ้นมาแทน ยกตัวอย่างเช่น กรณีของผู้ป่วยพิการครับ เพราะสำหรับคนพิการแล้ว ต้องการความมั่นใจ และการมีคุณค่าในตัวเองอย่างมากในการดำรงชีวิตปกติ หรือในการบำบัดให้หายจากภาวะพิการนั้น ๆ ครับ สำหรับจิตวิทยาข้อเดียวกันนี้ ไป apply ใช้ได้กับคนที่เพิ่งได้รับอำนาจมาใหม่ ๆ หรือมีอำนาจบารมีขึ้นมา ในเวลาอันรวดเร็วได้ด้วยเหมือนกัน คนที่มีอำนาจมาก ก็จะทึกทักไปว่าอำนาจบารมีนั้น เป็นกำลังของตน เป็นพลังวิเศษของตัวเอง จนได้ให้เหลิง หลงตัวเอง และกลายเป็นบ้าอำนาจไปในที่สุด วิธีแก้ปัญหาบ้าอำนาจได้ดีที่สุด คงเป็นการแก้ที่จิตใจล่ะครับ ว่า จะทำยังไงให้เรารู้ว่าพลังอำนาจที่ได้มา แท้จริงแล้วไม่ใช่ของเราเลย ถ้าใครมีเจ้านายมาบ้าอำนาจใส่แล้วหล่ะก็ เราอย่ายอมนะครับ ... ของแบบนี้แก้กันได้ จงเดินไปเลยครับ เดินไปตบหัวซักป๊าบสองป๊าบให้เข็ดหลาบ .... แล้วตะโกนใส่หน้าเจ้านายว่า "ขอโทษครับ วันหลังผมจะไม่ทำผิดพลาดอีกแล้วครับ" ... !!?? อ่าว มะกี๊กรูตบหัวตัวเองนี่หว่า โธ่ ... March 20 ใคร ? คือผู้ผลิตโน๊ตบุ๊ค และเข้าใจ ในเรื่อง BareBoneใคร ? คือผู้ผลิตโน๊ตบุ๊ค และเข้าใจ ในเรื่อง BareBone
เห็นว่าน่าสนใจดี เลยก๊อปเค้ามาดุ้น ๆ เลยนะครับ
February 12 เรื่องน่าตื่นเต้น... ที่เกิดในห้องน้ำชายเรื่องน่าตื่นเต้น... ที่เกิดในห้องน้ำชาย
เมื่อกี๊เข้าห้องน้ำผู้ชาย มันมีโถฉี่ผู้ชาย 3 โถเรียงติดกัน นึกภาพออกมั้ยครับ
ผมใช้อันซ้ายสุดอยู่ ตรงกลางเป็น manager อันขวาเป็นเพื่อนผมอีกคนนึง ยืนฉี่เรียงกันอยู่ 3 คน ระหว่างนั้น manager เค้าก้อชวนคุยเรื่องาน ทำนองว่าช่วงนี้เยอะหน่อยนะ อย่าเครียด ทีนี้พอ manager เค้าทำธุระเสร็จ เค้าก้อเดินไปตบไหล่เพื่อนผม ปลอบใจว่าอย่าเครียดนะ สู้สู้ ผมก็ตาลุกวาวเลย คิดในใจว่า "อ้ายยย..... เอาแล้วไงเมิง แม่งยังไม่ได้ล้างมือเรยยยยย" แล้วสิ่งต่อมาที่เกิดขึ้น มันเร็วกว่าที่ผมคิดไว้ซะอีก พี่ manager สุดใจดีของผม แกก็เดินมาตบไหล่ผมอีกทีด้วยมือข้างที่เหลือ ".... คุณก็ด้วยนะ เหนื่อยหน่อยนะช่วงนี้"
ผมก็มองหน้าเพื่อนผมแบบเลิ่กลั่ก ๆ
แสรดดดดดด เสือกไม่ล้างมือก่อน ตอนนั้นผมก้อได้แค่นึกในใจอย่างเดียวว่า
"แม่งงงงง ไม่ต้องมาใจดีตอนนี้โว้ยยยยยย มือเมิงอ่ะ มื้อออออออออ" Y__Y เซร็ง .... รีบกลับบ้านเอาไปดมดีกว่า กร๊ากก ๆ ๆ ๆ (ล้อเล่นนะ อย่าคิดว่าไปทำจริง) February 09 วันเกิดช้านนนนนน.... ทำไมมันจึงไม่มีใครจำวันเกิดช้านนนนนน.... ทำไมมันจึงไม่มีใครจำ ต้องมาฉลองข้ามคืนวันเกิดแบบเงียบ ๆ หน้าคอม ช่างน่าสงสารซะจริงตู วินาทีนี้ เพลงอะไรมันจะเหมาะไปกว่าเพลงนี้อีก ฮือ ฮือ ฮือ T__T
Dmaj7 Bm7 Dmaj7 Bm7 Dmaj7 F#m Bm7 Dmaj7 F#m Bm7
Emaj7 G#m C#m7
January 31 Coffee Lover : เรื่องราวของกาแฟ กาแฟ และกาแฟCoffee Lover : เรื่องราวของกาแฟ กาแฟ และกาแฟ กินมาก็นาน แต่เข้าร้านกาแฟทีไร ยังงง ๆ กับเมนูมันว่าเห้ย ทำไมมันมีเยอะจังวะ แต่ละแบบนี่มันต่างกันยังไงเนี่ย แถมบางอันชื่อเดียวกัน แต่ดันมีวิปครีมตีใส่ข้างบนอีก ด้วยความอยากรู้อยากเห็น และความไม่อยากเสร่อเวลาไปตามร้านกาแฟ ก็เลยนั่งค้นข้อมูลเรื่องกาแฟซะเลย ค้นไปค้นมาชัก เอิ่มม เลอะเทอะเกินกว่าเมนูกาแฟซะแล้ว มากันเต็มไปหมด อะไรก็ไม่รู้ เป็นที่มาของ blog วันนี้นั่นเอง ลองมาอ่านเล่น ๆ กันละกัน กาแฟ (Coffee)
ระดับของการคั่ว แบ่งตามสีของเมล็ดได้คร่าว ๆ ประมาณนี้ครับ
Brazil Santos : รสชาตินุ่นละมุน อ่อนหวาน คล้ายผลบลูเบอรี่จากบราซิล
การชงกาแฟอีกแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมตามบ้านหรือตามสำนักงาน คือ การชงแบบหยดน้ำ (Drip Maker) ซึ่งจะใช้กระดาษกรองกรองกากกาแฟไว้ แล้วให้น้ำร้อนจัดหยดผ่านจนได้กาแฟออกมาเป็นแก้ว หรือถ้าตามบ้านคนเลยจริง ๆ อาจจะมีคนเคยชงด้วยวิธี French Press ด้วยเหมือนกัน เครื่องชง French Press นี้จะคล้าย ๆ กับกาชงชาจีนของบ้านเรา ต้องชงด้วยกาแฟที่บดอย่างหยาบที่สุด เติมน้ำร้อนลงไป ทิ้งไว้ 2-4 นาที แล้วจึงค่อยกดแผ่นโลหะ เพื่อแยกกากออกจากน้ำกาแฟที่นุ่มจนได้ที่ กาแฟที่ชงโดยวิธีนี้ จะมีรสชาตินุ่มนวล ดื่มง่าย ถ้าชงผ่านเครื่องชงแบบหยดน้ำต้องบดให้ละเอียดปานกลาง ชงผ่านเครื่องชง espresso ต้องบดให้ละเอียดที่สุด (แค่กินกาแฟทำไมเรื่องเยอะขนาดนี้เนี่ย (- -‘) ) Cappuccino Doppio Americano Cafe Decaf -------------------------- ขอตบท้าย blog ด้วยลีลาสำนวนโวหารในการพร่ำพรรณาการขายกาแฟของเจ้านึงแล้วกัน ฟังดูตลกดีพิลึก กาแฟอราบิก้า 100 % คั่วในระดับ Moderately Roasted หรือ “City Roasted” ด้วยเทคนิคมาตรฐานเดียวกับกาแฟในยุโรป สิ้นสุดการคั่วที่อุณหภูมิ 460 องศาฟาเรนไฮต์ ก่อนทำการคูลลิ่งเพื่อให้กาแฟอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว และมีการแคร๊กที่สมบูรณ์ (2 crack) ทำให้ได้เมล็ดกาแฟขยายตัวเต็มที่ ให้ความหอม (Aroma) รุนแรงราวรักแรกพบ และรสชาติ (Acidity) ที่มีชีวิตชีวาอย่างมีมิติ นุ่มนวลกลมกล่อม (Body) กำลังดี สำหรับเริ่มต้นวันใหม่ที่สดใสกว่าทุกวัน ประหนึ่งราวความรักครั้งแรก January 11 เล่นหมากรุกสากลอย่างมีเหตุผลเล่นหมากรุกสากลอย่างมีเหตุผล
หากคุณเล่นเชสโดยไม่มีหลักการแล้ว เกมของคุณจะเป็นเกมที่ไม่สนุกเลย คุณไม่ได้ทำอะไรนอกจากขยับหมากไปมา และถ้ามันบังเอิญกินกันได้คุณก็กิน เล่นกันพักนึงจับพลัดจับผลูคุณจึงเชคเมทกันได้ ฝรั่งจึงเรียกพวกหัดใหม่ว่า Woodpusher ฟังดูไม่ดีเลยใช่ไหมครับ
เชสเป็นเกมสงครามแบบหนึ่ง ที่ต้องเรียกว่าเกมก็เพราะเชสเป็นการช่วงชิงผลประโยชน์ระหว่างผู้เล่นสองฝ่าย ต่างพยายามเอาเปรียบกันให้ได้มากที่สุด ฝ่ายที่วางแผนรอบคอบและรัดกุมกว่าย่อมจะฉวยเอาทรัพยากรส่วนใหญ่ไปได้ แลสามารถใช้กำลังที่เหนือกว่านี้ทำลายกองทัพฝ่ายตรงข้ามได้โดยง่าย ลองจินตนาการกระดานหมากรุกเป็นสมรภูมิ และให้ตัวหมากของเราเป็นกำลังพล เราลำเลียงกองทัพออกจากค่ายไปยังแนวรบให้ได้เร็วและมากที่สุด เพื่อเตรียมการต่อสู้แบบตะลุมบอน เมื่อฝุ่นบางตาลงเราจะพบซากความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย และเรามักจะพบว่ามีฝ่ายหนึ่งเริ่มมีเปรียบเหนืออีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด หากฝ่ายแรกคิดว่ายังเอาเปรียบได้อีกก็จะพยายามต่อไป หรือถ้าห่างชั้นกันมากพอแล้ว เขาจะเดินบุกไปเคาะประตูบ้าน "ท่านผู้นำ" ทันที เมื่อท่านผู้นำถูกจับและรับคำตัดสินประหารแล้วก็เป็นอันจบเกม ![]() หมากเกมนี้ ฉันก็รู้ ว่าจะต้องลงเอยอย่างไร ... ไม่ต้องรอให้จบเกม ฉันก็พร้อมจะยอมตัดใจ
เกมสงครามเป็นโมเดลที่ใช้อธิบายเชสดีที่สุด ช่วยให้คุณเข้าถึงหัวใจเชสได้อย่างลึกซึ้ง เราพยายามตัดกำลังฝ่ายตรงข้าม ด้วยกับดักและอาวุธแบบต่างๆ เราพยายามครอบครองตำแหน่งสำคัญทางยุทธศาสตร์ เหมือนที่ร้านพิซซ่าฮัทบุกห้างเซนทรัล เพราะลูกค้าเยอะดี เราพยายาม "รุมกินโต๊ะ" ทุกครั้งที่มีโอกาส แบบที่เด็กช่างกลนิยม เรามองหาจุดอ่อน เราตัดเส้นทางลำเลียง เราเปิดแนวโจมตีพร้อมกันสองด้าน ฯลฯ เราเรียกแผนระยะสั้น ซึ่งเน้นความได้เปรียบเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมทีเรียลว่า แทกติก (tactic) และเรียกแผนระยะยาว ซึ่งเน้นความได้เปรียบของตำแหน่งบนกระดานว่า สเตรทจี (strategy) คำที่คู่กับสเตรทจีเสมอคือ positional play หมายถึงการมุ่งความสนใจไปยังตำแหน่งของตัวหมากบนกระดานมากกว่าแมทีเรียล คำแนะนำทั่วไปในการเล่นคือ คุณต้องเปิดเกมโดยอาศัยสเตรทจีเป็นแนวทาง เพราะในช่วงแรกของเกมนั้นจะยังไม่มีการปะทะกันมากนัก ความได้เปรียบเชิงตำแหน่งเป็นสิ่งเดียวที่คุณพอจะฉวยเอาไว้ได้ แต่ความได้เปรียบเชิงตำแหน่งนั้นคล้ายกับทรายในอุ้งมือ ด้วยว่ามันจะค่อยๆหนีไปจากมือคุณทีละน้อย เป็นความได้เปรียบที่ไม่ค่อยยั่งยืนนัก คุณต้องหาทางเปลี่ยนความได้เปรียบเชิงตำแหน่งนี้ เป็นความได้เปรียบในเชิงแมทีเรียลโดยเร็ว ด้วยการงัดเอาบรรดาแทกติกและกับดักทั้งปวงขึ้นมาใช้ แทกติกจะให้ผลทันตา แต่ต้องอาศัยตาไวและตำแหน่งที่ดีงามเป็นพื้นฐาน อย่าเล่นแทกติกแผลงๆอย่าง "ถ้าเธอมองไม่เห็นฉันจะกิน" หรือกับดักแบบ "วัดใจ" เด็ดขาด (แทกติกนั้นใส่ไว้แล้วในหน้าแรกลองอ่านดูนะครับ) คราวนี้เมื่อคุณมีเปรียบทางด้านแมทีเรียลแล้ว ก็ถึงช่วงเวลาสำคัญคือการเผด็จศึก เพราะคุณต้องไม่ลืมว่าจุดหมายของเชสคือการล่าคิงศัตรู ถ้าคุณซื้อเชคเมทด้วยควีนได้จ่ายไปเลยครับ จะไม่มีใครตำหนิคุณ หนำซ้ำทุกคนยังชอบใจแต้มเดินนั้นเสียอีก ด้วยเห็นว่าเป็นการลงทุนหนักอันคุ้มค่า แต่ผมแนะนำว่าวิธีที่แน่นอนที่สุดในการจับคิงก็คือ จัดการกับบรรดากับองครักษ์ให้หมดเสียก่อน พอคิงเหลือตัวเปล่าแล้วคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร ใช่ไหมครับ ![]() ตารางหมากรุก : แสดงทรัพยากรบนกระดาน
ทรัพยากรบนกระดานหมากรุกที่เรานิยมพูดถึงกันมีอยู่สี่อย่างครับ
1 - Material
เป็นความได้เปรียบที่ค่อนข้างชัดเจน หมากสี่ตัวย่อมหาทางรุมหมากตัวเดียวได้เสมอ แต่กว่าจะเล่นให้ฝ่ายตรงข้ามเหลือหนึ่งในขณะที่เราเหลือสี่นั้นคงเหนื่อยไม่ใช่เล่นครับ ได้กล่าวไปแล้วว่าแทกติกจะนำความได้เปรียบด้านแมทีเรียลมาให้ ต้องดูว่าเราเสียหมากตัวไหนไป และเราได้ตัวไหนคืนมา กำไรมากน้อยแค่ไหนเราดูจากราคาของหมากแต่ละตัวครับ
พอนนั้นราคาถูกที่สุด (แต่ต้องไม่ลืมว่ามันโปรโมทเป็นควีนได้) คิดเป็นหนึ่งแต้ม ไนท์และบิชอพเป็นไมเนอร์พีซ ถือว่ามีค่าเทียมกัน ให้สามแต้ม รุคเป็นเมเจอร์พีซ ให้ห้าแต้ม ควีนเป็นเมเจอร์พีซเช่นกัน ให้เก้าแต้ม คิง เมื่อไม่สามารถเอาคิงไปกินแลกได้ และการเสียคิงหมายถึงความพ่ายแพ้ จึงมีค่าเป็นอนันต์ ฉะนั้นหากคุณแลกไนท์กับรุคได้ ถือว่าประสบความสำเร็จครับ เพราะคุณได้กำไรสองแต้ม หรือการเอาบิชอพแลกกับพอนสามตัวถือว่าเสมอกัน (แต่จะดีกว่าไหม ถ้าคุณใช้บิชอพจัดการกับพอนจากที่ไกลๆโดยไม่เสียเลือดเนื้อ) 2 - Space
เกณฑ์อันหนึ่งซึ่งใช้วัดความได้เปรียบของตำแหน่งก็คือ space count หมายถึงจำนวนนับตากินที่ยื่นเข้าไปในแดนศัตรู ฝ่ายที่มี space count มากกว่าย่อมจำกัดตาเดินของฝ่ายตรงข้ามได้ และแทกติกที่เรามองเห็นจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า
ฝ่ายขาว: ควีนบน b3 ให้ space count 2 ไนท์บน c3 ให้ 2 บิชอพบน c4 ให้ 5 พอนบน e4 ให้ 2 และบิชอพ g5 ให้ 2 รวม space count 13 ตา ฝ่ายดำ: พอนบน e5 ให้ 2 ควีนบน e7 ให้ 2 ไนท์บน f6 ให้ 2 รวม 6 ตา ฝ่ายขาวได้เปรียบด้าน space และมีโอกาสชนะค่อนข้างมาก หมากนายส่วนใหญ่จะมีตากินมากที่สุดเมื่อถูกวางไว้กลางกระดาน ถ้าคุณอยากได้เปรียบด้าน space ก็ต้องหาทางยึดศูนย์กลาง (center คือสี่ตากลางกระดาน) เอาไว้ให้ได้ 3 - Time
คือ tempo หรือจังหวะการเดิน ให้สังเกตว่าผู้เล่นสองฝ่ายผลัดกันเดินคนละหนึ่งตา หลักการข้อนี้มีอยู่ว่าจังหวะเดินแต่ละก้าวนั้นมีค่ามาก คุณต้องใช้มันให้คุ้มค่า ถ้าคุณใช้มันไม่คุ้มค่าแล้วมันจะโกรธและลงโทษคุณ สมมติว่าในช่วงเปิดเกมคุณถอยไนท์กลับเข้ามา เพียงเพราะคุณอยากเดินอย่างนั้น นี่เป็นตาเดินที่ไม่มีประโยชน์เลย ตาเดินนี้มีค่าเท่ากับปล่อยให้ศัตรูของคุณเดินได้สองตาติดกัน ซึ่งอาจทำให้ตำแหน่งของคุณถึงกับเสียศูนย์ได้ง่ายๆ นักหมากรุกหัดใหม่มักมองข้ามหลักการนี้ด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่เซียนหมากรุกไม่แนะนำให้รีบเอาควีนมาเดินแต่แรก เพราะเสี่ยงมากกับการเสีย tempo เมื่อควีนถูกไล่ให้วิ่งวุ่นไปมาบนกระดานโดยไม่เกิดประโยชน์ การเช็คคิงศัตรูแบบไม่มีเหตุผลก็ทำให้เราเสีย tempo ได้เช่นกัน นักเล่นหัดใหม่สอบตกข้อนี้กันเป็นแถว รู้แล้วอย่าทำนะครับ
4 - Pawn Structure
ในกระดานมีพอนมากถึงสิบหกตัว หน้าที่ของมันนั้นหลากหลาย เช่น ใช้เป็นกำแพงให้คิง ใช้เป็นเหยื่อล่อ ใช้เป็นตัวบุก ใช้เป็นตัวเฝ้าหมากนายอื่นๆ ใช้โปรโมท เพราะฉะนั้นโครงสร้างพอนจึงมีความสำคัญขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ พอนนั้นเปรียบเสมือนเด็กเล็ก ซึ่งจะเติบโตและเพิ่มคุณค่าในวันข้างหน้า (ด้วยการโปรโมท) แต่กว่าจะถึงวันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะศัตรูย่อมหาทางจับพอนกินทุกครั้งที่มีโอกาส การใช้หมากนายไปเพื่อดูแลพอนนั้นไม่ใช่เรื่องดีงามอะไรเลย เหมือนเป็นการดูถูกคนของตัวเอง หนทางที่เหมาะสมสำหรับจัดการเรื่องนี้คือให้พอนดูแลกันเอง โครงสร้างพอนซึ่งบรรดาพอนสามารถดูแลปกป้องกันเองได้นั้น ถือเป็นตำแหน่งดี ส่วนพอนซึ่งดูแลกันเองไม่ได้นั้นเป็นจุดอ่อนสำหรับล่อเป้าโดยเฉพาะ จุดอ่อนในโครงสร้างพอนนั้น มีหลายแบบเช่น
พอนซ้อนสอง(doubled pawns) เกิดเมื่อพอนเดินตากินไปตกหน้าพอนอีกตัวหนึ่ง พอนซ้อนสาม(tripled pawns) เกิดจากตากินเช่นกันเป็นจุดอ่อนซึ่งแย่มากๆ พอนเดี่ยว(isolated pawn) หมายถึงพอนซึ่งไม่มีเพื่อนพอนในคอลัมน์ติดกันคอยดูแลเลย โอกาสตายมีมากเป็นพิเศษ พอนหลัง(backward pawn) คือพอนซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานเฝ้าพอนตัวอื่นๆ จะเสี่ยงต่อการถูกโจมตี เพราะถ้าฐานพังลงแล้วเป็นไปได้มากว่าพอนทั้งสาย(pawn chain)อาจจะถล่มลงมาด้วย คุณจึงต้องเฝ้าระวังพอนหลังนี้ให้ดี ตัวอย่างเช่น พอนหนึ่งตัวเฝ้าพอนที่อยู่ติดกันสองตัว เมื่อฐานนี้ถูกทำลาย พอนที่เหลืออีกสองตัวจะตกตาร้ายทันที เพราะฉะนั้นเวลาเดินพอนดูให้ดีนะครับ อย่าให้มีตำหนิในโครงสร้างพอนเด็ดขาด ![]() พอน ... ตัวพลิกเกม (ถ้าเมิงเกิดอ่ะนะ)
คราวนี้คุณก็ได้ไอเดียเรื่องสเตรทจีไปบ้างแล้ว บทเรียนอีกอันหนึ่งซึ่งสำคัญพอกันก็คือ เรื่องเฟส(phase)ของเกม ถ้าคุณเล่นเชสโดยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเฟสของเกมเลย นับว่าคุณเสียเปรียบมาก ความรู้เรื่องสเตรทจีของคุณจะด้อยค่าลงทันที บทเรียนเรื่องเฟสต่างๆในเกมจะช่วยคุณปรับตัว ให้เข้ากับรูปเกมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างเหมาะสม ในหนึ่งเกมเราจะแบ่งออกได้เป็นสามเฟส ได้แก่ ระยะเปิดหมาก(Opening) ระยะกลางเกม(Middlegame) และระยะจบเกม(Endgame)
ระยะเปิดหมาก(Opening) อยู่ในช่วงสิบถึงสิบห้าตาแรก (ขาวและดำเดินข้างละหนึ่งครั้งนับรวมเป็นหนึ่งตาเดิน) จุดมุ่งหมายสำคัญของเฟสนี้คือ การเร่งส่งกำลังไปยังแนวรบให้ได้มากและมีคุณภาพที่สุด เพื่อให้พร้อมสำหรับเฟสต่อไป ส่งกำลังให้ได้มากเป็นไปได้ด้วยการเดินหมากแต่ละตัวเพียงหนึ่งครั้งในช่วงเปิดหมาก ส่วนการเปิดอย่างมีคุณภาพหมายถึง การวางหมากคุมศูนย์กลางให้ได้มากที่สุด และคิงของฝ่ายตัวอยู่ในตำแหน่งปลอดภัยแล้ว (เวลาบุกเราจะได้ไม่ต้องพะวงหลังมากนัก) ตัวเดินที่มีบทบาทมากในเฟสนี้คือ พอน ไนท์และบิชอพ
ระยะกลางเกม(Middlegame) เป็นระยะแห่งการตะลุมบอน(จริงๆครับ) เพื่อชิงความได้เปรียบด้านแมทีเรียล ฝ่ายที่ตำแหน่งดีกว่าและเลือกใช้แทกติกได้อย่างเหมาะสม จะมีอนาคตสดใสเมื่อถึงเวลาของเฟสสุดท้าย เมเจอร์พีซอย่างรุคและควีนจะมีบทบาทเป็นอย่างมากในเฟสนี้ ถ้าเชคเมทกันไม่ได้ เกมจะเคลื่อนเข้าสู่เฟสสุดท้าย
ระยะจบเกม(Endgame) เฟสนี้ตัวหมากในกระดานจะเหลือน้อยเต็มที โดยมากจะเหลือคิง รุค และพอน คิงซึ่งเคยหลบๆซ่อนๆก็จะสำคัญขึ้นทันที คิงอาจจะร่วมมือกับรุคเพื่อเชคเมทคิงศัตรู หรือคอยคุ้มกันพอนไปจนถึงแถวสุดท้ายเพื่อโปรโมทแล้วหาทางเชคเมทภายหลัง เทคนิกในการส่งพอนให้ถึงจุดหมายก็คือ ใช้รุคเฝ้าพอนฝ่ายเราจากด้านหลัง แล้วดันพอนขึ้นไปเรื่อยๆ (ในทางกลับกันจะจัดการกับพอนศัตรูคุณก็ต้องอ้อมไปด้านหลังเช่นกัน)
เสน่ห์ของเกมนี้คงอยู่ที่ความตึงเครียดเล็กๆซึ่งมันมอบให้ ผู้เล่นที่รู้มรรยาทเชสจะต้องเอาจริงและเล่นเต็มฝีมือเสมอ การอ่อนให้นั้นเป็นการดูถูกซึ่งหน้า และการยื้อเกมโดยไม่มีเหตุผลนั้นเป็นการกระทำที่น่าขายหน้าที่สุด แม้มันจะเป็นเกมที่เครียด เพราะมรรยาทเชสเรียกร้องให้เราจริงจังเช่นนั้น แต่คุณต้องไม่ลืมเรื่องน้ำใจนักกีฬาเด็ดขาด เชสไม่ใช่สงคราม มันเป็นแค่เกมหนึ่งที่เราเล่นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น คนที่เราเล่นด้วยก็ไม่ใช่ใคร ก็เพื่อนๆเรานี่แหละ แพ้บ้างชนะบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ถนอมน้ำใจกันไว้ดีกว่า อย่าไปซีเรียสอะไรมากมาย เล่นเอามันเถอะครับ
มีข้อที่น่าสนใจและน่ารู้คือ
หมากรุกไทย : ม้าจะดีกว่าโคนเล็กน้อย
หมากรุกฝรั่ง : บิชอพจะดีกว่าม้าเล็กน้อย หมากรุกจีน : เผ่า (ปืนใหญ่) จะดีกว่าม้าเล็กน้อย แต่ข้อสังเกตข้างต้นนี้มีข้อยกเว้นมากมาย (เหมือนหมากรุกทุกชนิด) ขึ้นกับความถนัดความชอบของแต่ละบุคคล ขึ้นกับรูปหมาก ฯลฯ มีผู้เล่นจำนวนไม่น้อย (โดยเฉพาะผู้ที่เคยเล่นหมากรุกไทย) ที่เห็นว่าม้าจะดีเท่ากับหรือดีกว่าบิชอพ
ผู้เขียนขอสรุปเรื่องม้ากับบิชอพของหมากรุกฝรั่งว่า โดยทั่วๆไป ถ้าไม่มีกรณีพิเศษเกิดขึ้นแล้ว บิชอพจะดีกว่าม้าอย่างแน่นอน
![]() ส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter ที่มีฉากเกี่ยวกับหมากรุกอยู่ (มีการเข้าป้อมของรอนด้วย)
ข้อควรจำ
ต่อไปนี้เป็นหลักการใหญ่ๆ หรือข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้เริ่มเล่นหมากรุกฝรั่ง
1. ในการเดินวาระแรกให้เดินเบี้ยหน้าคิง หรือหน้าควีนสองช่อง (คือ e2-e4 หรือ d2-d4)
- กรณี e2-e4 หมากจะเป็นระบบเปิด (open game) คือตัวไม่ขัดกันมาก โอกาสใช้หมากตัวใหญ่ในที่เปิดกว้างมีมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเกมเปิดโจมตีรุนแรง มีโอกาสใช้ตัวใหญ่
- กรณี d2-d4 หมากจะเป็นรูปค่อนข้างปิด (semi-closed game) คือเบี้ยจะขัดกัน ช่องไฟล์ที่เปิดจะมีน้อยกว่ารูปหน้าคิง เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบตั้งป้อมไปสู้กันกลางกระดานหรือปลายกระดาน ผู้ที่เล่นหมากรุกไทยมาก่อนนิยมเล่นรูปนี้มากเหมือนกัน เพราะมีเวลาตั้งหลักได้มากกว่า อนึ่ง ผู้ที่เล่นจนถึงระดับสูงๆของโลกมักจะเดินรูปหน้าควีนได้ดี หรืออย่างน้อยเมื่อเป็นฝ่ายดำก็เดินรับรูปที่ฝ่ายขาวขึ้นเบี้ยหน้าควีนได้อย่างคล่องแคล่ว แชมเปี้ยนในประเทศไทยระยะหลายปีหลังๆนี้ก็นิยมเล่นโดยขึ้นเบี้ยหน้าควีนเช่นกัน มีเสียงเกจิอาจารย์หมากรุกโลกกล่าวกันว่า รูปเบี้ยหน้าควีนนี้เป็นรูปมวยหลัก รูปหมากลึกซึ้ง ถึงแม้ตอนต้นกระดานอาจจะไม่ค่อยมีรูปโจมตีรุนแรงเท่าใดนักเหมือนรูปเบี้ยหน้าคิง แต่ถ้าเข้าใจหลักการโดยแจ่มแจ้งแล้ว ก็สามารถปัดป้องการโจมตีของขาวได้ไม่ยากนัก เพราะจุดอ่อนไม่ค่อยมี และรูปป้องกันมักจะซ้ำๆกัน
ทั้งสองรูปคือ เปิดหน้าคิงหรือหน้าควีน มีผู้นิยมเล่นมากพอๆกัน อดีตแชมป์โลกชาวอเมริกันที่มีวิธีการเล่นเยี่ยมยอดชื่อ บ็อบบี้ ฟิชเชอร์ (Bobby Fischer) นิยมขึ้น e2-e4 มาก และไม่ยอมขึ้นหมาก d2-d4 เป็นอันขาด (โดยชี้แจงว่าขัดกับหลักการของเขา 'I have never opened with the QP--on principle') แต่แชมป์โลกปัจจุบันชาวรัสเซีย แกรี่ คาสปารอฟ (Garry Kasparov อ่านว่าคาสป๊ารอฟ-ลงเสียงหนักตัวที่สอง) ชอบเดินหมาก d2-d4 และเดินได้ชำนาญมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบเล่นรูปหน้าคิง e2-e4 เช่นกัน เป็นการยากที่จะบอกว่าผู้เริ่มเล่นควรเลือกเล่น e4 หรือ d4 ผู้เขียนแนะได้แต่เพียงว่าให้เลือกรูป e4 หรือ d4 แล้วลองเล่นดูบ้าง ถ้าชอบแบบไหนก็ยึดแบบนั้นเล่นไปเรื่อยๆให้คล่อง เพราะทั้ง e4 และ d4 เล่นไปจนถึงขั้นสูงสุดได้ทั้งสองรูป ทั้งเป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาว
บางครั้งก็มีคนขึ้นหมากด้วย 1.Nf3 ซึ่งแปลกออกไปแต่ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงเพราะเป็นรูปที่ผิดแผกจากมาตรฐาน ในขั้นแรกผู้เริ่มเล่นควรเลือกรูปมาตรฐานและฝึกฝนให้ชำนาญก่อน เพราะรูปมาตรฐานคือ 1.e4 หรือ 1.d4 มีรูปให้เลือกเล่นมากมายอยู่แล้ว
เป็นที่น่าสังเกตว่าบางครั้ง ผู้ที่เปิด 1.Nf3 ต้องการหลีกเลี่ยงจากตำราของรูปมาตรฐานต่างๆ เพื่อให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถใช้วิชาเปิดตอนต้นกระดานเดินเอาเปรียบได้ ความคิดของผู้เล่น 1.Nf3 เช่นนี้ก็ดีอยู่ แต่ผู้เริ่มเล่นควรฝึกฝนหาความรู้จากรูปมาตรฐาน 1.e4 และ 1.d4 เพราะมีรูปเด็ดๆ หลุมพรางดีๆที่สามารถทำให้เราเอาชนะคู่ต่อสู้ได้โดยรวดเร็วและเด็ดขาด ผู้เขียนรู้สึกว่าผู้ที่เล่นหมากรุกฝรั่งโดยขึ้น 1.Nf3 โดยที่ยังไม่ไปลองเล่น e4 และ d4 มักจะเป็นผู้ที่ไม่ค่อยยอมฝึกซ้อมหรือศึกษาตำรามาตรฐาน แต่อยากแปรจากรูปมาตรฐานไปสู้กันแบบหมากนอกระบบ (บางครั้งกลายเป็นมวยวัดไปก็มี) แต่นี่เป็นนานาจิตตัง ใครชอบแบบไหน ก็เลือกเอาครับ
2. ให้พยายามเข้าป้อม (castling ย่อว่า O-O หรือ O-O-O) ให้เร็วที่สุด
เพื่อให้คิงอยู่ในที่ปลอดภัย จะเห็นได้ว่าการเข้าป้อมทางด้านคิงจะเร็วกว่าด้านควีน เพราะมีช่องว่างเพียงสองช่อง ไม่ใช่สามช่องอย่างด้านควีน
มีผู้เริ่มเล่นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมเข้าป้อม เพราะเมื่อเข้าป้อมแล้ว บางทีก็โดนโจมตีรุกจนในป้อมนี้เอง ข้อนี้เป็นข้อที่เข้าใจผิดอย่างมากของผู้เริ่มเล่น ที่เข้าใจว่าการเข้าป้อมเป็นจุดอ่อนให้คิงโดนโจมตีได้ง่าย ความจริงเมื่อเข้าป้อมแล้วมีวิธีที่จะรักษาป้อมให้แข็งแรง
--------------------------------------------------------------------------------
ปล. ก๊อปเค้ามาดุ้น ๆ เลยนะ
ที่มา : http://intellectworld.com/thai/
December 21 Christmas และความจริงของซานตาครอสChristmas และความจริงของซานตาครอส :
First of all, Merry Christmas and happy the incoming new year.
และแล้ว เทศกาลที่ผมชอบมากที่สุดในรอบปีก็กำลังจะมาเยือนอีกรอบนึง ใช่แล้ว มันคือ christmas time นั่นเอง จริง ๆ ต้องขอออกตัวก่อนว่า
ไม่ได้เป็นชาวคริสต์อะไรกับเขาหรอก แล้วก้อไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงอะไรกับคริสต์มาสด้วย แต่เผอิญว่าโรงเรียนที่เรียนมาตั้งแต่ชั้นประถมเป็น โรงเรียนคริสต์ ทำให้มีความผูกพันอ้อม ๆ กับเทศกาลนี้อยู่ค่อนข้างมากทีเดียว ในสมัยเด็ก ที่ชอบเทศกาลนี้เป็นพิเศษคงเป็นเพราะที่โรงเรียน จะจัดงานรื่นเริง ทำให้งดการเรียนการสอน อีกทั้งยังใกล้กันกับปีใหม่ที่มีวันหยุดยาว ๆ ๆ ให้อีก แถมไปด้วยการขึ้นต้นปีใหม่ ไหนจะของขวัญ ไหนจะกินเลี้ยงอีกสารพัด 5555 นับว่าคริสต์มาสนี่นำพามาซึ่งความหรรษาโดยแท้ แต่พอโต ๆ มาแล้วเลยค้นพบความจริงอีกข้อนึงว่า นอกเหนือจากอากาศที่เย็นสบายในช่วงเดือนธันวาแล้ว ที่ชอบเทศกาลนี้เป็นพิเศษเพราะว่า
เป็นเทศกาลที่ฝรั่งเค้าเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสที่ดีจริง ๆ โดยปกติในช่วงเดือนตุลาถึงเดือนมีนา มักจะเป็นช่วงเวลาแห่งฤดูหนาว ที่ทั้งหนาวเหน็บแถมยังทำกิจกรรมอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ การเดินทางไปมาหาสู่กันก็ทำได้ยากยิ่งในช่วงนี้ ช่วงที่ peak สุดใน ๆ ของความหนาวในเดือนธันวาคม ชาวคริสต์เลยถือเอาวันประสูติของพระเยซู (ซึ่งจริง ๆ แล้วพระเยซูไม่ได้เกิดวันที่ 25 Dec แต่อย่างใด) เป็นวันเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนช่วงเวลาที่หนาวที่สุด ให้กลายเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นที่สุดได้ สมัยก่อนเคยอ่านหนังสือชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ ที่แต่งโดย ลอร่า อิงกัลส์ ไวเดอร์ ที่พูดถึงหนังสือชุดนี้เพราะว่า เค้าบรรยายถึงช่วงเวลาที่หนาวมาก ๆ นี้ให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่ามันหนาวขนาดไหน เค้าจะบรรยายถึงความสุข ความอบอุ่นที่ได้รับจากเทศกาลคริสต์มาสไว้อย่างน่าประทับใจ ในช่วงเวลานี้ ชาวคริสต์ทั่วโลกจะกลับไปอยู่กับครอบครัว ทำอาหารกินกันอย่างสนุกสนาน (เพราะออกไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่แต่ในบ้านที่ทำจากซุงเท่านั้น) ตบแต่งบรรยากาศเหงา ๆ เศร้า ๆ ให้ครื้นเครงด้วยเสียงเพลง โคมไฟ และอุปกรณ์ประดับต้นคริสต์มาสกันเต็มที่ (ต้นคริสต์มาสนี้ นิยมใช้ต้นสนของจริงจากตระกูล Scotch pine, Douglas fir และ Noble fir แต่ปัจจุบันคงเป็นต้นพลาสติกไปหมดแล้ว) จริง ๆ แล้วที่เกริ่นมาข้างบนทั้งหมดเนี่ย ยังไม่ได้เข้าประเด็นที่อยากจะพูดถึงวันนี้เลย 5555 ประเด็นจริง ๆ อยู่ที่คุณลุงซานตาครอสของเราตะหาก
ซึ่งวันนี้จะเอาความจริงอันน่าตกใจของซานตาครอสมาเล่าให้ฟัง เรื่องมันมีอยู่ว่า ซานตาครอสมีตัวตนอยู่จริง ๆ แล้วก้อไม่ได้อยู่ที่ขั้วโลกเหนือ หรือใต้อย่างที่เข้าใจกัน ซานตาครอส หรือ Santa Claus เป็นคำอังกฤษอเมริกัน
ที่เพี้ยนมาจากคำว่า Sint Klaas ซึ่งเป็นฉายาของ Saint Nicolas ในภาษา Dutch อีกที ชื่อจริงของลุงซานต้าคือ Nicolas (Hagios Nikolaos) เป็นนักบุญ (Saint) ชาวตุรกี ผู้ซึ่งถูกจารึกไว้ว่า เป็นนักบุญที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหลายประเทศยุโรปยุคกลาง (ช่วงราว ๆ 300 ปี หลังคริสตกาล) ในฐานะของ "Friend of Children" หรือนักบุญอันเป็นที่รักของเด็ก ๆ เซนต์นิโคลัสได้รับการกล่าวขานในเรื่องของความมีเมตตา และความใจดี โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ ![]() Ads ของโคคาโคล่าที่ทำให้ซานต้าโด่งดังเป็นพลุแตก
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับซานต้าที่คนเรารับรู้แบบผิด ๆ มาตลอดคือ ซานต้าไม่ได้ใส่ชุดสีแดง ไม่ได้ใช้กวางเป็นตัวลากเลื่อน (Sleigh) ไม่ได้เป็นคุณลุงอ้วน ๆ แก่ ๆ
อย่างที่เคยเห็นกัน ซานต้าที่เรารู้จักนั้น ถูกเติมแต่งด้วยจินตนาการของ Clement C. Moore ในบทกลอนชื่อ A Visit From St. Nicholas ซึ่งแต่งให้กับลูก ๆ ในปีคศ. 1823 หลังจากนั้น ซานตาครอสเวอร์ชั่นปัจจุบันยิ่งโด่งดังขึ้นเมื่อเผยแพร่ออกสู่โลกภายนอกผ่านภาพวาดที่มีชื่อเสียงของ Thomas Nast ลงพิมพ์ในหนังสือ "Horpers Weekly" เป็นครั้งแรก ซึ่งก็คือภาพของซานตาครอสที่เป็นลุงหนวดอ้วนใจดี แต่งชุดสีแดง และมีกวาง 8 ตัวเป็นตัวลากเลื่อน (กวาง 8 ตัวนี้ล้วนแต่มีชื่อของมัน แต่ที่ดังที่สุดเห็นจะเป็นกวางลูดอล์ฟ หรือ ลูดอล์ฟจมูกแดง Rudolph the red nosed reindeer) ลุงซานตาครอสเวอร์ชั่นใหม่นี้ ยิ่งโด่งดังสุดโต่งเข้าไปใหญ่ เมื่อบริษัทโคคาโคล่านำมาเป็น presenter ให้กับเครื่องดื่มของตัวเอง และเพราะประสิทธิภาพ ของการสื่อสารของโคคาโคล่านี่เอง ที่ทำให้ซานตาครอสชุดแดงนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว แม้ว่าซานตาครอสที่เราเห็นในปัจจุบันนั้นจะถูกสร้างขึ้นมาจากจินตนาการ แต่ก็ทำให้เราหวนรำลึกถึงความอบอุ่น เป็นรูปแบบที่น่ารัก เหมาะสำหรับเป็นนิยายให้เด็ก ๆ
ได้ใฝ่ฝันถึงในเทศกาลคริสต์มาสทุก ๆ ปี ส่วนข้างล่างนี้เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เกี่ยวกับวันคริสต์มาสนี้นะครับ
ต้นคริสต์มาส ในสมัยโบราณหมายถึงต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากินและทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า ตั้งแต่ ศตวรรษที่11 ชาวคริสต์แสดง
ละครที่หน้าวัด ถึงความหมายของคริสต์มาสและเอาตันไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลางเพื่อประดับฉาก แสดงถึง บาปกำเนิดของอาดัมและเอวาต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่ายที่สุดในประเทศเหล่านั้น การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้ มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปีจนถึงศตวรรษที่15 พระสังฆราชหลายแห่ง ได้ห้ามแสดง เนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่น เหมือน ลิเกล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง และศาสนาซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง ชาวบ้านรู้สึก เสียดายที่ไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆแบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของ ตน โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน เพราะต้นไม้เป็นจุดเด่นในลานวัด ที่เขาเคยร่วมสนุกกัน จากนั้นก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ลและแขวนแผ่นขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท ซึ่งก็มีวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็กลายเป็นขนมและ ของขวัญ อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ แม้ว่าประเพณีการตั้งต้นคริสต์มาสมีความเป็นมาดังกล่าว ชาวคริสต์ในสมัยนี้ก็ยัง นิยมทำกันอยู่ เพราะเห็นว่ามีความหมายถึง พระเยซู ผู้เปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิต ที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล ซึ่งหมายถึงนิรันดรภาพของพระเยซู และนอกจากนั้น ยังหมายถึงความสว่าง ของพระองค์ เสมือนแสงเทียนที่ส่องในความมืด ทั้งยัง หมายถึงความชื่นชมยินดีและความสามัคคีที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้น เป็นจุดรวมของครอบครัวในเทศกาลนั้น การร้องเพลงคริสต์มาส เพลงคริสต์มาสที่เรานิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศอังกฤษเป็น ส่วนใหญ่ เพลงที่มีเสียงมากได้แก่
Silent Night, Holy Night เป็นภาษาไทยว่า "ราตรีสวัสดิ์ ราตรีสงัด" ความเป็นมาของเพลงนี้คือ วันก่อนวัน คริสต์มาส ของปี ค.ศ. 1818 คุณพ่อ Joseph Mohr เจ้าอาวาสวัดที่ Oberndorf ประเทศออสเตรเลีย ได้ข่าวว่าออร์แกน ในวัดเสีย ทำให้วงไม่สามารถขับร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ คุณพ่อเองตั้งใจจะแต่งเพลงคริสต์มาส หลังจากแต่งเสร็จก็เอาไปให้เพื่อน คนหนึ่งชื่อ Franz Gruber ที่อยู่หมู่บ้านใกล้ เคียงใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั้นเอง สัตบุรุษ วัดใกล้ก็ได้ฟังเพลง Silent Night เป็นครั้ง แรก โดยการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็น เพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก ในทวีปอเมริกาจะเรียก เซนต์นิโคลัสว่า Santa Claus ในขณะที่ฝรั่งเศสเรียกว่า Pere Noel คล้ายกับในสเปนที่เรียกว่า Papa Noel เยอรมันเรียกว่า
Kris Kringle และอิตาลีเรียกว่า Babbo Natale เด็ก ๆ ที่ญี่ปุ่นจะเรียกว่า ลุงซานต้า หรือ Santa no ojisan Sweden เรียก Jultomten คล้ายกันกับ Julenissen สำหรับภาษานอร์วีเจี้ยน และ Joulupukki ในฟินแลนด์ และ Sinterklaas สำหรับภาษาดัชต์ ของแถมอีกนิดก่อนจบด้วย การรวมภาพต้นคริสต์มาสหน้าห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพ และบรรยากาสการประดับตกแต่งต้น christmas ทั่วโลกไว้ให้ดูเล่นกันครับ
![]() ต้นคริสต์มาสหน้าโรงแรม siam continental / เพนนินซูล่า / สยามพารากอน ![]() ต้นคริสต์มาสหน้าเกษร พลาซ่า / Central World / เอ็มโพเรียม ส่วนชุดต่อไปเป็นบรรยากาศในต่างประเทศครับ
London
![]() New York
![]() ![]() Singapore
![]() Hong Kong
![]() Bangkok
![]() Tokyo
![]() ตบท้าย blog นี้ด้วยเนื้อเพลง Jingle Bells ครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขมาก ๆ คิดอะไรสมปราถนา Merry Christmas and Happy new year 2007 ครับ :D ------------------------------------------
Jingle Bells Dashing through the snow, in a one-horse open sleigh,
Over the fields we go, laughing all the way. Bells on bob-tails ring, making spirits bright, What fun it is to ride and sing a sleighing song tonight. Chorus Jingle bells, jingle bells, jingle all the way! O what fun it is to ride in a one-horse open sleigh. Jingle bells, jingle bells, jingle all the way! O what fun it is to ride in a one-horse open sleigh. A day or two ago, I thought I'd take a ride
And soon Miss Fanny Bright, was seated by my side; The horse was lean and lank, misfortune seemed his lot; He got into a drifted bank and we got upsot (Chorus)
A day or two ago, the story I must tell
I went out on the snow, and on my back I fell; A gent was riding by, in a one-horse open sleigh He laughed as there I sprawling lie but quickly drove away (Chorus)
Now the ground is white, go it while you're young
Take the girls tonight, and sing this sleighing song; Just get a bob-tailed bay, two-forty as his speed Hitch him to an open sleigh and crack! you'll take the lead (Chorus)
December 10 เมื่อ IQ ไม่ได้สำคัญที่สุดอีกต่อไปเมื่อ IQ ไม่ได้สำคัญที่สุดอีกต่อไป
IQ (Intelligence Quotient)
หรือในภาษาไทยคือ เชาวน์ปัญญา IQ เป็นมาตรฐานที่ถูกนำมาใช้ชี้วัดความฉลาดของคนมาช้านาน หลักการคิดของ IQ คือ ตัวเลขที่แสดงสัดส่วนของระดับความสามารถกับอายุ x 100 ดังนั้นคนที่มีระดับความสามารถแบบปกติ จะมี IQ = 100 ส่วนคนที่มีความสามารถโดดเด่นเกินอายุจริง เช่น เด็กอายุ 12 ปี แต่สามารถทำงานในระดับความสามารถของเด็กอายุ 13 ปีได้ ก็จะมี IQ = (13/12)*100 = 108
ปล. นี่เป็นสูตรเบื้องต้นของการคำนวณ IQ ซึ่งปัจจุบันล้ำหน้ากว่านี้ไปมากแล้ว ด้วยการ +- factor อื่น ๆ เข้ามาอีกมากมาย
จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ 10 ปีมานี้ หลายคนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า IQ กับคำว่าประสบความสำเร็จนั้น ไม่จำเป็นต้องเดินคู่กันเสมอไป คนที่ IQ ดี ใช่ว่าจะต้องประสบความสำเร็จในชีวิต ในทางกลับกัน ส่วนคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็ใช่ว่าจะต้องมี IQ ดี เพราะเคยมีงานวิจัยพบว่า ไอคิวมีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จในชีวิตเพียง 20% ลักษณะอื่นที่ ๆ ที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้คนเราประสบความสำเร็จก็เช่น ความสามารถในการสื่อสารกับคนอื่น หรือง่าย ๆ คือ คุยกะชาวบ้านเค้ารู้เรื่อง มีความเพียรพยายาม มีความมานะบากบั่น อดทนอดกลั้น มีวินัย มนุษย์สัมพันธ์ และอื่น ๆ อีกจิปาถะ อีกทั้งยังมีข้อถกเถียงกันมากมายถึงความแม่นยำในการวัด และนิยามของคำว่าการวัด IQ จึงมีผู้คิดค้นปัจจัยแห่งความสำเร็จขึ้นอีกมากมายก่ายกอง พวกฝรั่งเค้าก้อช่างคิดกันซะจริง บางผมทีก้อแอบสงสัยว่า กว่าจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานแต่ละอันไปเพื่อจะให้ประสบความสำเร็จได้เนี่ย ทำไมมันช่างยากเย็นซะอย่างนี้ ลองมาดูกันนะครับว่ามีมาตรวัดอะไรฮิต ๆ อินเทรนด์กันบ้าง
EQ (Emotional Quotient)
หลายคนคงเคยได้ยินและคุ้นหูกับ EQ เป็นอย่างดี เพราะเป็นงานวิจัยที่แพร่หลายมาได้พักใหญ่ EQ คือความสามารถทางอารมณ์ ซึ่งประกอบไปด้วย ความสามารถในควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้อย่างหนักแน่น และคงเส้นคงวา มีศิลปะในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมทั้งรับรู้ อารมณ์คนอื่นและอารมณ์ตัวเอง ที่จะก่อให้เกิดความกระตือรือร้นและมีแรงจูงใจสู่ความสำเร็จ
ถ้าใครที่กำลังวัด IQ คุณ แสดงว่าเค้ากำลังวัดสิ่งที่ติดตัวคุณมาตั้งแต่กำเนิด สิ่งที่ธรรมชาติได้ให้มา IQ อาจเพิ่มได้เล็กน้อยจากการเรียนรู้ในภายหลัง แต่ EQ นั้นถูกสร้างขึ้นจากสิ่งแวดล้อมภายหลังทั้งสิ้น ใครที่ชื่นชมบูชา IQ อยู่แสดงว่า กำลังชื่นชมบูชาในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก และเป็นเพียงส่วนประกอบส่วนนึงของความสำเร็จ ในสมัยโบราณเช่นสังคมของชาวอินเดีย จีน อินเดียนแดง คนที่ IQ สูงเพียงอย่างเดียว มักจะได้เป็นเพียงแค่ ครู อาจารย์ ปราชญ์หรือ ปุโรหิต แต่คนที่มี IQ พอประมาณ แต่ EQ ค่อนข้างสูงมักจะได้เป็นกษัตรติย์ แม่ทัพนายกอง เจ้าเมืองทั้งสิ้น เพราะต้องอาศัยความกล้าหาญ มานะเด็ดเดี่ยวมุ่งมัน ความเป็นผู้นำที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจ ความร่วมมือร่วมใจสูง
AQ (Adversity Quotient)
AQ คือ ระดับความสามารถในการเอาชนะอุปสรรคในชีวิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการก้าวสู่ความสำเร็จ เนื่องด้วยนักวิจัยได้เล็งเห็นว่า ลำพังแค่ EQ และ IQ ไม่เพียงพอเสียแล้วกับการตัดสินว่าใครจะประสบความสำเร็จในยุคสมัยใหม่นี้ เพราะเด็กรุ่นใหม่เหยาะแหยะกันเหลือเกิน ท้อถอยและยอมแพ้กันง่าย เจอปัญหาอะไรนิดหน่อยก็โวยวาย เนื่องจากโลกยุคใหม่ได้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์มากไป ชีวิตไม่เคยประสบความยากลำบาก เมื่อเจอปัญหาก็แก้ไม่เป็น โดยธรรมชาติแล้ว AQ เป็นสิ่งที่พัฒนาเพิ่มเติมได้ด้วยการเรียนรู้ เมื่อมีสิ่งกระตุ้นเช่นปัญหาต่าง ๆ เข้ามา หากได้รับการฝึกฝนก็จะก่อให้เกิดการตอบสนองที่เหมาะสมกลับไป ทักษะนี้ก็จะฝังแน่นอยู่ในจิตใต้สำนึกกลายเป็นนิสัยของการสู้ไม่ถอย จริง ๆ แล้วมันมีผลการวิจัยทางการแพทย์รับรองนะครับว่า คนที่มีเอคิวสูงหรือมีจิตใจชอบการต่อสู้เนี่ย จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงไม่ค่อยเจ็บป่วย ถึงเจ็บป่วยก็จะฟื้นตัวเร็วแม้จะเป็นโรคร้ายแรงก็ตาม
หลักการสร้าง AQ
- มองปัญหาเป็นโอกาส
1. CONTROL ควบคุมเหตุการณ์/สถานการณ์ได้
2. OWNERSHIP ความเป็นเจ้าของ ปัญหาอยู่ที่ตัวเรา
3. REACH คิดว่าทุกประเภท มีทางแก้ไข ไม่ใช่จบสิ้นแล้วทุกอย่าง
4. ENDURANCE มีความทนทาน อดทน ต่อปัญหาต่างๆ มองโลกในแง่ดีไม่วู่วาม
DQ (Developmental Quotient)
ถูกคิดค้นขึ้นโดย Arnold Gesell เป็นระดับความสามารถในการพัฒนาตนเอง โดยในช่วงเริ่มแรก DQ เป็นสเกลที่ใช้วัดในเด็กทารกซะส่วนมาก เพื่อเชคระดับการพัฒนาของร่างกายกับสภาพจิตใจ ว่าสอดคล้องกันหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กมีอายุถึงเท่านี้แล้ว ร่างกายกับสภาพจิตใจได้พัฒนาไปตรงตามที่ standard เค้าเป็นหรือเปล่า แต่ถูกพัฒนาต่อมาในภายหลัง ให้สามารถวัดได้ตั้งแต่วัยทารก วัยเด็ก ไล่ยาวไปจนถึงวัยรุ่นเลยทีเดียว เคยเห็นโฆษณาของนมผง เอนฟาโกรคิดส์มั้ยครับ ที่เค้าเอา DQ มาใช้ในการโฆษณาด้วยว่า นมผงเค้า สามารถพัฒนาร่างกายให้ถึงขีดสุดในแต่ละช่วงอายุได้
ค่าความสามารถพัฒนาการ เป็นคะแนนที่ได้จากการทดสอบการพัฒนาของเด็ก แบบทดสอบการพัฒนาการชิ้นแรกสร้างในปี 1980 เป็นแบบทดสอบที่ใช้เวลาในการทดสอบประมาณ 30 นาที เริ่มใช้กับทารกอายุ 1 สัปดาห์ถึง 42 สัปดาห์
แบ่งข้อทดสอบเป็น 4 กลุ่ม คือ
1. การปรับตน (Adaptive)
2. การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก (gross and fine moter)
3. ภาษา (language)
4. ทักษะเชิงบุคลิกภาพ-สังคม (personal social skills)
คะแนนที่ได้จะคำนวณจากสูตรดังนี้
DQ = Developmental age (เด็กคนนี้มีพัฒนาการเท่ากับเด็กอายุเท่าไร x 100 clwonological age (อายุจริง) เช่น เด็กชายเอก มีพัฒนาการเท่ากับเด็กส่วนใหญ่ที่มีอายุ 6 เดือน แต่มีอายุเท่ากับ 10 เดือน DQ ของเด็กชายเอก = 6/10x100 = 60 ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มพัฒนาการช้าเล็กน้อย
การที่เราสามารถวัดค่า IQ DQ ทำให้เราสามารถตรวจหาความผิดปกติและติดตามเด็ก ที่มีความผิดปกติได้ดียิ่งขึ้น
CQ (Creativity Quotient)
ระดับความสามารถในการมีความคิด จินตนาการ หรือแนวคิดใหม่ๆ ในรูปแบบต่างๆ เช่น การเล่น งานศิลปะ การประดิษฐ์สิ่งของ CQ จะสัมพันธ์ กับเรื่องการเล่น ถ้าเด็กได้เล่นอย่างอิสระตามความชอบและเหมาะกับวัย เด็กก็จะมีความคิดสร้างสรรค์ การปลูกฝังเรื่องนี้จึงอยู่ที่พ่อแม่มีเวลาเล่นและทำกิจกรรมที่ส่งเสริมจินตนาการกับลูก เช่น การเล่นศิลปะ การหยิบจับของใกล้ตัวมาเป็นของเล่น การเล่านิทาน เป็นต้น
MQ (Moral Quotient)
มีความสามารถในการควบคุมตนเอง มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ความกตัญญู เป็นคนดี มีระเบียบวินัย นักจิตวิทยาค้นพบว่าพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความฉลาด อารมณ์ สังคม ศีลธรรม มิติสัมพันธ์ คณิตศาสตร์ ภาษา ดนตรี การเคลื่อนไหว ฯลฯ ต่างก็ค่อนข้างเป็นอิสระต่อกัน หมายความว่า เด็กอาจจะเก่งด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านแต่อาจจะไม่เก่งในด้านอื่นก็ได้ พัฒนาการในด้านต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีระดับเท่ากัน เช่น เด็กอาจจะเฉลียวฉลาด แต่พัฒนาการทางอารมณ์ต่ำและนิสัยไม่ดี หรือ ฉลาดอารมณ์ดี แต่ คุณธรรมต่ำก็ได้ หลายคนอาจจะประหลาดใจว่า อารมณ์ดี สังคมดี แต่คุณธรรมต่ำเป็นอย่างไร นิยามคำว่า คุณธรรมในที่นี้หมายถึง ระดับความเห็นแก่ตัว สรุปแล้ว IQ EQ และ MQ มีเส้นทางการพัฒนาต่างกัน แม้ว่าในความหมาย อาจจะคล้าย ๆ กันก็ตามที MQ นั้นไม่สามารถฝึกฝนหรือขัดเกลาได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ การที่บุคคลคนหนึ่งจะมี MQ ระดับดี ต้องเริ่มปลูกฝังในวัยเด็กจึงจะได้ผล
วิธีฝึกฝน
- มีตัวอย่างดีๆให้เห็น
- ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตั้งแต่เล็กๆ ก่อนวัยอนุบาล อาจจะเป็นในรูปนิทาน
- วัยอนุบาล ประถมต้น เล่านิทานสอนใจ ช่วยบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน
- ประถมปลาย - มัธยม สอน หลักธรรม ตัวอย่างดีๆ ช่วยบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน โรงเรียนด้อยโอกาส ช่วยสอนหนังสือหรือช่วยดูแล รุ่นน้องๆ ช่วยงานคุณครู สอนเพื่อนๆที่อ่อนกว่า
- ไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเช่นทำร้ายผู้อื่น พูดจาหยาบคาย ขโมย โดยเฉพาะ 0-5 ขวบ
SQ (Social Quotient)
ทักษะทางสังคม การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น ปัจจัยที่มีผลกระทบเช่น
- ได้เล่นกับเพื่อน ในวัยเด็กเล็กๆ
- เด็กโต ทำกิจกรรมกลุ่ม หรือทำงานอื่นๆกับเพื่อน
- คบเพื่อนๆ ที่หลากหลาย
PQ (Physical Quotient)
ความฉลาดทางพลานามัย มีความมั่นใจในการเคลื่อนไหว ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ถ้าจะเล่นก็เล่นอย่างมีความสุข ซึ่งจะไปกระตุ้นไอคิวและอีคิวให้ดีตามไปด้วย
ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังมีอีกหลายสิบ quotient ที่ต่างคนต่างยกขึ้นมาเป็นเกณฑ์ในการชี้วัด แต่ว่าอันไหนจะเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงนั้น ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์และประสิทธิภาพของเกณฑ์นั้น ๆ ครับ เพราะลำพังแค่ทฏษฏีใคร ๆ ก็คิดได้ แล้วจู่ ๆ ก้อจะมีพวก quotient ต่าง ๆ ขึ้นมาพรึ่บ ๆ แบบข้างล่างนี้
AQ : Adiversity Quotient
BQ : Balancing Quotient
CQ : Creativity Quotient
DQ : Distinguishability Quotient
EQ : Emotional Quotient
FQ : Feeling Quotient
GQ : Globalization Quotient
HQ : Health Quotient
IQ : Intellgence Quotient
JQ : Joking Quotient
KQ : Knowledge Quotient
LQ : Leadership Quotient
MQ : Moral Quotient
NQ : Neatness Quotient
OQ : Organization Quotient
PQ : Perception Quotient
QQ : Questioning Quotient
RQ : Reasoning Quotient
SQ : Spiritual Quotient
TQ : Team-working Quotient
UQ : Understanding Quotient
VQ : Velocity Quotient
WQ : Wisdom Quotient
XQ : Xperience Quotient
YQ : Youth Quotient
ZQ : Zooming Quotient
ที่ลิสต์มาให้ดูข้างบนนี่ จริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องเอาให้ได้เยอะ ๆ ทั้งหมดหรอก เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่คน ๆ นึงจะเก่งอะไรได้ขนาดนั้น แถมยังใช้เวลาและความพยายามอีกตั้งไม่รู้เท่าไหร่ กว่าจะทำได้ทั้งหมดนั้น ข้อสำคัญที่สุดก็คือว่า เราอย่าหยุดพัฒนาตัวเองก็แล้วกัน :D November 30 การเปลี่ยนหรือคืนสินค้าทำได้แค่ไหนการเปลี่ยนหรือคืนสินค้าทำได้แค่ไหน ( นักช็อปควรรู้ )
เมื่อเดือนกันยายน 2005 ที่ผ่านมาบรรดาห้างสรรพสินค้าและดิสเคาน์สโตร์ รวมถึงคอนวีเนียนสโตร์หรือร้าน สะดวกซื้อได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือกำหนดมาตรฐานการรับประกัน คุณภาพสินค้า และบริการร่วมกับกรมการค้าภายในเพื่อเป็นการยืนยันว่า สินค้าที่มีการจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าได้ มาตรฐานและรับประกันคุณภาพของสินค้า ซึ่งรายละเอียดการรับประกันสินค้าของแต่ละห้างเป็นอย่างไร เชิญ ตรวจสอบกันได้ในบทความนี้เลยนะคะ
ไม่พอใจสินค้า เรายินดีคืนเงิน นักช้อปโดยทั่วไปมักเข้าใจว่าการเปลี่ยนหรือคืนสินค้านั้นจะทำได้เฉพาะกับ สินค้าที่ชำรุดบกพร่องหรือผลิตมาไม่ได้มาตรฐานเท่านั้น แต่ความจริงแล้วการเปลี่ยนหรือคืนสินค้านั้นทำได้ แม้กระทั่งสินค้านั้นไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด เพียงแค่คุณไม่ชอบใจมันเอาดื้อๆ คุณก็สามารถเปลี่ยนหรือเอาเงินคืนได้ ในห้างสรรพสินค้าบางแห่งคุณอาจจะเคยเห็นป้ายแบบนี้บ้างแล้ว "ไม่พอใจสินค้า เรายินดีคืนเงิน" ซึ่งหมายความว่า สำหรับสินค้าที่คุณจ่ายเงินซื้อนำกลับไปถึงบ้านแล้ว แม้ว่าตัวสินค้ามันจะไม่มีความผิดอะไร ไม่มีความเสียหายชำรุดบกพร่อง เพียงแต่แค่คุณเกิดความรู้สึกไม่พอใจสีสันหรือรูปทรงของสินค้า ( แม้ว่าตอนที่ อยู่ในห้างคุณจะรู้สึกพอใจเอามากๆก็ตาม ) คุณมีสิทธิ์ขอคืนสินค้าเปลี่ยนเป็นเงินคืนได้
แล้วคุณเคยลองพิสูจน์ข้อความเช่นว่านั้นหรือไม่ว่าทำได้จริงหรือเปล่า วารสารฉลาดซื้อได้ทดลองส่งอาสาสมัครไปซื้อสินค้าราคาปกติตามร้านค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของห้างสรรพสินค้าและดิสเคาน์โตร์ทั้งหมด 7 แห่ง เป็นห้างสรรพสินค้า 4 แห่ง คือ
1. ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว
2. ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน 3. ห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง สาขาธนบุรี 4. ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขารัชดาภิเษก และเป็นดิสเคาน์สโตร์ 3 แห่ง คือ
1. คาร์ฟูร์ สาขาบางปะกอก
2. บิ๊กซี สาขาสุขสวัสดิ์ และ 3. เทสโก โลตัส สาขางามวงศ์วาน โดยมีเงื่อนไขให้กับอาสาสมัครว่าให้ซื้อสินค้าที่ขายในราคาปกติ ขายโดยร้านหรือบูธที่เป็นส่วนของห้างสรรพสินค้า ( ไม่ใช่ร้านที่เข้ามาเช่าพื้นที่ ) และเมื่อซื้อสินค้ามาแล้ว 1-2 วันให้นำสินค้าไปคืน โดยขอคืนเงินที่จ่ายไป ทั้งหมดไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนสินค้าแทน โดยมีข้ออ้างว่าไม่พอใจสินค้าด้วยสาเหตุที่ไม่ใช่ความชำรุดบกพร่องของตัว สินค้า เช่น ไม่ชอบสีสันหรือรูปทรงที่เลือกไป เป็นต้น
ผลการสำรวจมาตรการการรับเปลี่ยนหรือคืนสินค้าเพื่อความพอใจของลูกค้าผลที่ได้คือ ดิสเคาน์สโตร์ทั้ง 3 แห่ง ยอมคืนเงินให้กับลูกค้า โดยคาร์ฟูร์และบิ๊กซีขอจดชื่อที่อยู่ของลูกค้าไว้ ในขณะที่ เทสโก โลตัส ยอมคืนเงินให้โดยไม่มีการจดข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าแต่อย่างใด
สำหรับกลุ่มห้างสรรพสินค้าพบว่า
* ห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง
เมื่ออาสาสมัครขอคืนสินค้ากับพนักงานขาย พนักงานขายไม่ยอมให้คืนสินค้าแต่เสนอให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าอื่นเปลี่ยนแทน แต่เมื่อลูกค้ายังยืนยันต้องการคืนสินค้าเหมือนเดิม พนักงานขายก็ยังไม่ยอมคืนให้ ท้ายที่สุด อาสาสมัครได้ไปติดต่อที่จุดบริการลูกค้าของห้างสรรพสินค้าจึงได้รับเงินคืน * ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน
เมื่ออาสาสมัครขอคืนสินค้า พนักงานขายเสนอให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าอื่นเปลี่ยนแทน แต่เมื่อลูกค้ายืนยันขอคืน เงินเหมือนเดิมพนักงานขายบอกให้ไปติดต่อที่แคชเชียร์ของแผนกสินค้านั้น ซึ่งทางแคชเชียร์แจ้งว่าไม่ สามารถคืนเป็นเงินได้ ( ทั้งๆ ที่มีป้ายเขียนไว้ว่า รับประกันความพอใจ เปลี่ยนคืนสินค้าสำเร็จได้ภายใน 5-10 นาที แสดงไว้อย่างชัดเจนที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ ) และได้ออกเป็นใบคูปองใช้แลกซื้อสินค้าในห้างแทนมีอายุ 30 วัน จนท้ายที่สุดฉลาดซื้อต้องโทรไปแจ้งว่าเรากำลังทดสอบมาตรการการรับเปลี่ยนหรือคืนสินค้าของห้างกับผู้บริหารระดับสูง ทางห้างจึงคืนเงินให้ พร้อมกับคำขออภัยและแจ้งว่าจะมีมาตรการลงโทษกับการประพฤติตัวที่่ไม่เหมาะสม ของพนักงานแคชเชียร์และพนักงานขาย * ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์
เมื่ออาสาสมัครขอคืนสินค้าพนักงานขายเสนอให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าอื่นเปลี่ยนแทน แต่เมื่อลูกค้ายืนยันขอคืนเงินเหมือนเดิมพนักงานขายและแคชเชียร์ปฏิเสธ ซึ่งทางแคชเชียร์แจ้งว่าไม่สามารถคืนเป็นเงินได้และได้ออกเป็นใบคูปองใช้แลกซื้อสินค้าในห้างแทน แต่มีระยะเวลาเพียง 1 วันเท่านั้น จนท้ายที่สุดฉลาดซื้อต้องโทรไปแจ้งว่าห้างกำลังถูกทดสอบมาตรการการรับเปลี่ยนหรือคืนสินค้ากับผู้บริหารระดับสูง ทางห้างจึงคืนเงินให้ พร้อมกับคำขออภัยและแจ้งว่าจะมีมาตรการลงโทษกับการประพฤติตัวที่ไม่เหมาะสมของพนักงานขาย * ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล
เมื่ออาสาสมัครขอคืนสินค้าพนักงานขายเสนอให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าอื่นเปลี่ยนแทน แต่เมื่อลูกค้ายืนยันขอคืนเงินเหมือนเดิมพนักงานขายบอกให้ไปติดต่อที่แคชเชียร์ของแผนกสินค้านั้น ซึ่งทางแคชเชียร์แจ้งว่าไม่สามารถให้คืนเป็นเงินได้ จนท้ายที่สุดฉลาดซื้อต้องโทรไปแจ้งว่าเรากำลังทดสอบมาตรการการรับเปลี่ยนหรือคืนสินค้าของห้างกับผู้บริหารระดับสูง ทางห้างจึงคืนเงินให้พร้อมกับคำขออภัยและแจ้งว่าจะมีมาตรการลงโทษกับการประพฤติตัวที่ไม่เหมาะสมของพนักงานขาย และแจ้งว่าหากลูกค้าต้องการเปลี่ยนหรือคืนสินค้าให้ไปติดต่อที่จุดบริการลูกค้า ( ซึ่งอยู่ที่ชั้นสองคนละชั้นกับจุดที่มีปัญหา ) จะดีที่สุด จะเห็นได้ว่าแม้จะมีข้อตกลงดังกล่าว ( ซึ่งตามจริงหลายๆ ห้างก็มีข้อตกลงการเปลี่ยนหรือคืนสินค้ามาก่อน หน้านี้ตั้งนานแล้ว ) แต่ในทางปฏิบัติคุณอาจพบปัญหาได้ โดยเฉพาะกับพนักงานขายของห้างสรรพสินค้าที่ สนใจเปอร์เซ็นต์ยอดขายมากกว่าหัวใจในการบริการลูกค้า ไม่สนใจที่จะคืนเงินให้กับลูกค้า ทั้งๆ ที่ลูกค้าได้แสดงเจตน์จำนงค์อย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งหากผู้บริหารของกลุ่มห้างสรรพสินค้าไม่มีการปรับตัว เช่น ไม่มีการเข้มงวดกวดขันอบรมพนักงานขายที่ดีพอหรือไม่มีจุดบริการลูกค้าที่เห็นเด่นชัดทุกชั้น ทุกแผนก ก็อาจกลายเป็นจุดอ่อนของห้างสรรพสินค้าที่ทำให้ลูกค้าเข็ดขยาดจนต้องหันไปใช้บริการกับกลุ่มดิสเคาน์โตร์ใหญ่ๆ ได้ง่าย สำหรับผู้บริโภคที่มีปัญหาในการขอเปลี่ยนหรือขอคืนสินค้าให้ติดต่อกับฝ่ายประชาสัมพันธ์หรือผู้บริหารระดับสูงของห้างทันที กรณีสินค้าชำรุดบกพร่องเปลี่ยนหรือคืนได้เพียงแค่วันที่ห้างกำหนดจริงหรือ ? ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม . 472 ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างใดอย่าง หนึ่งอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดีประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด ความที่กล่าวมาในมาตรานี้ย่อมใช้ได้ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องนั้นมีอยู่ ม .473 ผู้ขายย่อมไม่ต้องรับผิดในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) ถ้าผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้วแต่ในเวลาซื้อขายว่ามีความชำรุดบกพร่องหรือควรจะได้รู้ เช่นนั้นหากได้ใช้ความระมัด ระวังอันจะพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชน
(2) ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นอันเห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบและผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยไม่อิดเอื้อน (3) ถ้าทรัพย์นั้นได้ขายทอดตลาด ม . 474 ในข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้น เวลาปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับคืนสินค้าหรือเปลี่ยนสินค้าใหม่ของห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ นั้น ในทางกฎหมาย มีลักษณะเป็นคำมั่น ซึ่งหากทางห้างไม่ปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้ไว้กับผู้บริโภคจะมีผลเป็นการผิดสัญญา อย่างไรก็ตาม หากสินค้าชำรุดบกพร่องทางห้างจะต้องรับผิดชอบทุกกรณีตามกฎหมาย ( มีอายุความ 1 ปี ) โดยไม่เกี่ยวกับเงื่อนไขการรับคืนสินค้าซึ่งห้างเป็นผู้กำหนดขึ้นส่วนจะรับผิดชอบในลักษณะใดนั้น ก็ต้องพิจารณาตามความบกพร่องที่เกิดขึ้น เช่น การคืนเงิน การเปลี่ยนสินค้า เป็นต้น
นายชัยรัตน์ แสงอรุณ กรรมการสภาทนายความด้านสิทธิมนุษยชน November 21 Murphy's Laws : คนมันจะซวยMurphy's Laws : คนมันจะซวย
** คำขอร้องก่อนอ่านต่อ : กรุณาอย่าผวนชื่อ blog นี้โดยเด็ดขาด
รู้สึกว่าแป่ะแต่เรื่องหนัก ๆ มาหลาย blog ติด ๆ กันแล้ว มาพูดเรื่องสบาย ๆ มั่งดีกว่า ไม่งั้นเดี๊ยวจะเครียดตายก่อน ผมเป็นคนนึงที่ปกติไม่ค่อยจะได้ล้างรถซักเท่าไหร่ คือไม่ได้ขี้เกียจหรอกนะ แต่ว่าไม่ค่อยมีเวลามากกว่า
แต่ถ้าในเวลาว่าง ๆ เช่นวันอาทิตย์ ก้อจะพยายามหาเวลามาล้างรถให้ได้ ไม่งั้นรถจะโสโครกมาก ๆ ทีนี้เนี่ย เวลาล้างรถเองเสร็จปุ๊ป มันก้อจะเกิดความภูมิใจขึ้นมาวื๊บนึงว่า เอาวะ รถตู สะอาดละ ใสปิ๊ง แต่... แต่ไม่รู้เป็นอะไร เอากะมันสิ วันอาทิตย์ไหนที่ล้างรถ วันจันทร์ถัดมา ฝนมันจะต้องมาตกทุกที ผับผ่า ให้ตายเถอะแบทแมน เมิงจะไปตกวันศุกร์ไม่ได้เรยชิมิ ไม่ก้อไปตกซักวันพุธก็ยังดี ให้ไอ้คนล้างเนี่ยมันมีโอกาส ได้ชื่นชมกะความสะอาดเอี่ยมอ่องซักวันสองวันไม่ได้เลยชิมิ ที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ มันไม่ใช่หน้าฝนโว้ยยยย โอ้ว พระเจ้ายอด มันจอร์จมาก ฝนดันตกในหน้าร้อนหรือแม้กระทั่งหน้าร้อนน้อย
(ที่น่าแปลก)^2 ก็คือ ถ้าไม่ได้ล้างรถ มันจะไม่ตก ...... ทำไม๊ ทำไม ตกมาสิครับพี่ รถผมโส ๆ อยู่ จะได้กร่อนเอาฝุ่นออกไปบ้าง (ที่น่าแปลกสุด ๆ)^3 คือ เหตุการณ์แบบเน้ มันไม่ได้เกิดครั้งสองครั้ง แต่เกิดบ่อยมาากกกกก แม้กระทั่งวันจันทร์ที่ผ่านไปเมื่อวาน ซึ่งเลยฤดูฝนมาหลายอาทิตย์อยู่ เรียกว่าเข้าช่วงปลายฝนต้นหนาวได้แล้วมั้ง ไอ่เรารึก้อเล็งเห็นแล้วว่า มันไม่ตกมานานมากกกก เลยถือฤกษ์ชัยล้างรถซะหน่อย ชิชะ ฝุ่นยังไม่ทันเกาะรถเลย ฝนตกซะแล้ว เซ็งค่ะคุณน้องขา เรื่องมันก็เลยเป็นที่มาของ blog วันนี้ นั่นเอง
--------------
ความบังเอิญ ๆ แบบนี้เนี่ย ฝรั่งเค้าสังเกตสังกากันมานาน ขนาดที่เรียกว่ามีคนมาสรุปเป็นกฏไว้เลยทีเดียว
เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อวันนึงในปีคศ. 1948 Major Edward A. Murphy ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นวิศวกรประจำฐานบินสหรัฐ ค้นพบว่า อุปกรณ์ในการทำงานชิ้นนึงถูกพันสายไฟไว้ผิด ๆ เค้าก็เลยบ่นออกมาว่า "If there is any way to do it wrong, he'll find it." (ซึ่งได้พัฒนากลายเป็น "If anything can go wrong, it will" ในภายหลัง) เดิมที คำพูดนี้ยังไม่ได้เป็นกฏแต่อย่างใด แต่ project manager ของเขาก็เพิ่มเติมคำพูดนี้ลงไปในระเบียบวิธีทำงานของลูกทีม เพื่อเตือนใจให้พึงระวังถึงข้อผิดพลาดต่าง ๆ อยู่เสมอ เค้าเรียกกฏข้อนี้ว่า กฏของเมอร์ฟี่ (Murphy's Law) ![]() หลังจากนั้นไม่นาน กฏนี้ก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นเนี่องจาก Dr. John Paul Stapp ซึ่งเป็นแพทย์ประจำกองทัพ ได้แถลงต่อหน้านักข่าวว่า อัตราความปลอดภัยในฐานทัพเพิ่มสูงขึ้นเพราะทุกคนยึดมั่นในกฏของเมอร์ฟี่ (ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังมากขึ้น) และ Stapp เอง ก็พยายามที่จะเผยแพร่กฏ murphy นี้ให้แพร่หลายในวงกว้างมากขึ้น ใจความหลักของ Murphy's Law (ต่อไปจะขอเรียกย่อ ๆ ว่า ML ละกันนะครับ) นี้ มีอยู่แค่ว่า
"ถ้ามันมีอะไรซักอย่างที่เกิดความผิดพลาดได้... มันจะเกิด" ซึ่งมีความหมายรวม ๆ ว่า ถ้ามีโอกาสที่จะเกิดเรื่องราวแย่ ๆ ขึ้น มันก้อจะเกิดแน่นอน แถมยังไม่เท่านั้น ถ้ามีเรื่องราวแย่หลายเรื่อง เรื่องที่จะเกิดก่อนคือเรื่องที่แย่ที่สุด แล้วเรื่องที่แย่ที่สุดนั้น จะเกิดในเวลาที่ไม่อยากให้เกิดมากที่สุด ต่อมามีคนเพิ่มเติมเข้าไปอีกหลายต่อหลายกฏ มีการพัฒนาต่อยอดออกไปอีกหลายแขนง ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าใด คนรับรู้มากขึ้นเท่าไหร่ ก้อยิ่งมีการเสริมเติมแต่งเข้าไปอีกหลายต่อหลายกฏ จนมาถึงตอนนี้ มีรวม ๆ แล้วมากกว่า 1000 กฏเข้าไปแล้ว ถึงขนาดว่าเอากฏทั้งหมด มาเขียนรวมกันแต่งเป็นหนังสือหนา ๆ ขนาด text book ได้เลย ![]() จริง ๆ แล้ว เค้าแบ่งกฏออกเป็นหมวดหมู่ย่อย ๆ หลายหมวดหมู่ด้วยกัน แต่ว่ามันเยอะมากกก มากซะจนผมขี้เกียจเอามาเรียงให้ดู
เลยเลือกแค่อันที่เด็ด ๆ มาให้ดูกันเล่นละกันนะครับว่ามีอะไรบ้าง โดนใจเรามั่งรึเปล่า @ ถ้าวันไหนลืมเอาร่มติดตัวไป วันนั้นฝนจะตก
@ ถ้าวันไหนที่ประกันรถยนต์หมดอายุ รถมักจะชนวันนั้น @ วันไหนที่เรามาทำงานสาย วันนั้นจะเจอเจ้านายหน้าลิฟท์พอดี @ ตอนไหนที่เราพักเบรกจากการทำงาน นั่งเล่นเว็บ จะต้องมีคนเดินผ่านหน้าจอพอดี (แต่ตอนทำงานอยู่ไม่ยักกะเดินผ่าน) @ แบตมือถือมันจะไปหมดตอนที่ต้องการใช้โทรศัพท์เป็นที่สุด @ ถ้าเราตั้งกล้องดูดาวไว้รอดูฝนดาวตก ท้องฟ้าจะปิด แต่ทันทีที่เราเก็บกล้อง ฟ้าจะเปิดพอดี (ถ้าหยิบออกมาอีก ฟ้าจะรีบปิดทันที) @ รถเลนข้าง ๆ เรามักจะไปได้เร็วกว่าเลนเราเสมอ @ เช่นเดียวกันกับแถวเข้าคิว แถวข้าง ๆ มักจะไปได้เร็วกว่าแถวเราเสมอ @ ที่นั่งที่ดีที่สุดในโรงหนัง เพิ่งจะถูกซื้อไปจากคนเข้าแถวก่อนหน้าเรา @ hotmail จะ login เข้าไม่ได้เอาดื้อ ๆ ในวันที่เราจะส่งงานให้อ.ทางอีเมล์ (ก่อนเที่ยงคืน) @ ถ้าเราเพิ่งซื้อเสื้อมาได้ 1 ตัว เราจะต้องเดินไปเจออีกร้านนึงที่ขายถูกกว่า @ ถ้ามีเวลาทำงานทั้งหมด 100 วัน งานจะเสร็จวันที่ 100 เสมอ @ ยิ่งเงินเดือนเยอะขึ้นเท่าไหร่ เงินที่เหลือในแต่ละเดือนยิ่งน้อยลงเท่านั้น @ ถ้าเมล์ถามงานเพื่อนร่วมงานไป 3 คำถามในเมล์เดียว จะได้คำตอบมาแค่ 1-2 คำตอบเท่านั้น @ ของที่ใช้คู่กันเช่น ตุ้มหู เวลาหายมักจะหายแค่ข้างเดียวเสมอ ๆ @ ถ้าทำขนมปังทาแยมตกพื้น ด้านที่ตกพื้น จะเป็นด้านที่ทาแยมเสมอ @ ถ้าวันไหนไปทำงานสาย รถเมล์ที่รอ จะมาช้ากว่าปกติ @ รถเมล์สายที่รอจะมาช้าเสมอ ส่วนสายที่ไม่ได้รอ จะมาถี่มาก @ วันที่รถติดที่สุด คือวันที่รีบที่สุด @ หวยเลขเด็ด จะไปออกในงวดถัดไปที่เราไม่ได้ซื้อ @ คนดี ๆ มักจะมีเจ้าของไปหมดแล้ว @ คนยิ่งน่ารัก ยิ่งอยู่ไกลจากเรา (ไม่มีโอกาสพบเจอ) @ คนหน้าตาดี จะมีแฟนหน้าตาเหียก -------------------
ผมเคยไปอ่านเจอหนังสือเล่มนึงที่โต๊ะโบ้ท (เพื่อนที่รอยเตอร์) พอหยิบ ๆ อ่านดูแล้วรู้สึกคลิกมาก
เป็นหนังสือของสำนักพิมพ์ใยไหม แต่งโดยคุณ ว.แหวน ชื่อหนังสือ "ทำไมโลกชอบเล่นตลกกับเรา" ในเล่มจะพูดถึงเนื้อหาเฉียด ๆ Murphy's law อยู่ตลอด (แม้จะไม่ได้ถูกเอ่ยถึงในหนังสือเลยก็ตาม) ว่าทำไมหนอ โลกถึงได้ชอบเล่นตลกกับเราเช่นนี้ เช่นว่า ฝนตกในวันที่ไม่ได้พกร่ม ช่วงที่อกหักอยู่ ไปไหนก็เจอแต่ชื่อเขาคนนั้น เป็นต้น ซึ่งเป็นการเอ่ยถึงแบบน่ารัก น่าชัง ผสมกับการมองโลกในแง่ดี ทำให้คนอ่านได้มองในมุมอีกมุมนึง เวลาเจอเรื่องไม่คาดฝัน อ่านเสร็จก้อเออ เจ๋งดีแฮะ ยืมไป xerox หน่อยละกัน ปล. ที่อยู่ข้างล่างนี่ก็คือส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนั้นครับ ![]() ช่วงอกหัก ไปไหนก็มักเจอแต่ชื่อเขา หากคนชื่อ “ แอน” ทำให้คุณช้ำใจ
ช่วงนั้นเชื่อมั้ย ! ไม่ว่าเดินไปทางไหน ผ่านอะไร มองไปทางไหน มักเจอคำว่า “แอน” อยู่เสมอ “แอนบาร์เบอร์” “น้องแอนคาราโอเกะ” แม้แต่ในห้องน้ำ ข้อความข้างฝา “รักแอน คลองเตย” เดินผ่านใคร หนึ่งในนั้นมักมีคนชื่อ “แอน” แม้จะคนละแอน แต่ก็สะกิดต่อม “แอน” ให้สะเทือนไปถึงหัวใจได้เหมือนกัน ไม่รู้เป็นยังไง ? ใครเล่นตลกอะไรกับเรา? หรือจะอกหักเพราะรัก “บอย”
รับรอง ! คำว่า “ บอย” จะตามหลอกหลอนเราไปทุกที่ เพิ่งรู้ว่าชื่อนี้โหลช่วงนี้แหละ บางที ... เรื่องตลกเหล่านี้ที่เกิดขึ้นกับเรา มันอาจจะเป็นธรรมชาติของเราเอง ... ที่ทำให้เราจดจำและใส่ใจคำๆ นั้นเป็นพิเศษ เพราะชื่อนี้ที่ทำให้ช้ำ ... เลยจำได้ขึ้นใจ ฝังอยู่ในหัว หรือบางที ... มันอาจเป็นธรรมชาติที่สร้างสรรค์โดยโลก ... สร้างภูมิต้านทานโรคอกหัก ใครทำเราเจ็บ หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง ฉีดชื่อๆ นั้นเข้าหัวใจ ... เหมือนเซรุ่ม อัดกระหน่ำ ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ... เหมือนโดนซ้ำเติม หลอกหลอนไม่ไปซะที แต่ความชินชา ... จะช่วยรักษาแผลให้หายเร็ว คราวนี้ ... อยู่ที่ใจเธอแล้วว่าจะสู้กับโรคได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าวันหนึ่ง ... ชื่อๆ นั้นค่อยๆ จางหายไปจากชีวิตประจำวันของเธอ แสดงว่า ... โลกก็คงเลิกแกล้งเธอแล้ว ในเมื่อเธอเลิกงอแงแล้ว แกล้งไปก็ไม่สนุกแล้วล่ะ --------------------
พออ่านหนังสือของคุณ ว.แหวนเสร็จแล้วเนี่ย ทำให้จิตใจผ่องใสขึ้นมาเล็กน้อย แล้วก้อฉุกคิดได้ว่า
ฝนจะตกนิดตกหน่อยก้อไม่เป็นหรอก เพราะจะไม่ล้างแ...งแล้วโว้ยยยยยยยยยย ตูเหนื่อยฟรี !! *@#-&!*=+)!?฿
November 15 อกหัก ทางออก และกลไกการป้องกันตัว:: อกหัก ทางออก และกลไกการป้องกันตัว ::
วันก่อนมีคนมาปรึกษาเรื่องอกหัก 2 รายติด ๆ เป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติจริง ๆ ครับ ไม่ว่ากี่ร้อยกี่พันปี
เล่าแล้วก็เหมือนฉายเทปซ้ำ เพราะคนอกหักนี่ รูปแบบมันก้อจะเดิม ๆ ก็แหม มันจะให้มีอกหักซักกี่แบบกันเชียว ถ้ามีใครซักคน อัดเทปคำปลอบที่เจ๋ง ๆ ไว้แล้วเอาไปขาย น่าจะขายดีเน๊อะ แต่ยังไงก็เหอะ มันก็ทำให้ผมมีเรื่องนึกออก อยากจะมาเล่าให้ฟังพอดี เพราะว่าทั้งสองคนนั้น มีวิธีปรับสภาพจิตใจ และบรรเทาความทุกข์ที่มีอยู่ได้หลายแบบจนนึกไม่ถึงจริง ๆ โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์เราเรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเองโดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทั้งทางร่างกายหรือทางจิตใจ
เมื่อมีสิ่งเร้าอันเลวร้ายที่ก่อให้เกิดความไม่สบายกาย ไม่สบายใจเข้ามากระตุ้น เราก็จะตอบสนองมันโดยที่บางครั้ง เราเองยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ สิ่งเร้าทางกายนั้นง่ายต่อการสังเกตุ เพราะเห็นได้ชัดเจน อาทิเช่น เมื่อเราโดนน้ำร้อนกระเด็นใส่ จิตใต้สำนึกของเราก็จะปลุกให้กลไกการป้องกันตัวให้ตอบสนองทันที โดยการสะบัดหรือสะดุ้งหนี เช่นเดียวกันนั้น เราก็จะตอบสนองสิ่งเร้าที่มากระทบจิตใจได้รวดเร็วไม่แพ้กัน แม้บางครั้งจะสังเกตุยากสักหน่อย เพราะว่ามันซับซ้อนกว่าทางกายหลายเท่า สิ่งเร้าที่มากระทบกับจิตใจของเรา ได้แก่ ความรู้สึกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โกรธ เหงา เศร้า ผิด ถูก หิว เครียด หรือความคิดต่าง ๆ ก็นับรวมอยู่ด้วยเช่นกัน ![]() Sigismund Schlomo Freud หรือ Sigmund Freud, ชาวยิวที่เกิดในประเทศออสเตรีย
Sigmund Freud (ซิกมันด์ ฟรอยด์) บิดาแห่งนักจิตวิเคราะห์ เป็นคนแรกที่สรุปแนวคิดของกลไกในการป้องกันตนเองทางจิตใจ ขึ้นมาในหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นการเกิดขึ้นเองโดนอัตโนมัติ และถูกสั่งให้ทำงานโดยจิตใต้สำนึกทันทีที่มีสิ่งเร้าเข้ามากระทบ ลองมาดูกันเล่น ๆ นะครับ ว่าแนวคิดของเค้าได้มองเห็นอะไรบ้าง PS. ขอเอ่ยปากไว้ก่อนว่า จะพยายามหลีกเลี่ยงศัพท์แสงที่ชวนปวดหัวให้มากที่สุด จะพยายามอธิบายและยกตัวอย่างที่เข้าใจง่าย ๆ เป็นหลักนะครับ ###################################################
Denial : คือ การปฏิเสธที่จะรับรู้สิ่งแย่ ๆ จากภายนอกเพื่อที่จะลดความกังวลและความกดดัน ถูกนำมาใช้มากเมื่อคนเราพบว่า ความจริงที่เจอนั้น หนักหนาสาหัสสากรรจ์เกินกว่าที่จะรับได้ เราก็มักจะปฏิเสธความจริงนั้น แทนที่จะยอมรับมัน ความจริงที่หนักหนาสาหัสนั้น มักจะได้แก่ ความตาย การถูกกระทำชำเรา เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่นในสมัยสงครามโลก แม่บ้านชาวอเมริกันทุกครัวเรือนมักจะ ปฏิเสธความจริงที่ว่า หัวหน้าครอบครัวของเธอได้จากไปแล้ว เห็นได้ชัดจากคำอุทานที่ปรากฏอยู่ในหนังสงครามทุกเรื่อง เมื่อบุรุษไปรษณีย์นำสารจำหน่ายมาให้ที่หน้าบ้านว่า "โอ้ววพระเจ้าจอร์จ ไม่นะ คุณต้องมาผิดบ้านแล้วแน่ ๆ" Displacement : คือการย้ายจิตใจจากการครุ่นคิดถึงสิ่งที่อันตราย ไปสู่สิ่งที่ปลอดภัยกว่า นักวิเคราะห์ทางจิตส่วนใหญ่เชื่อว่า Displacement นี้ เป็นรูปแบบที่สำคัญของกระบวนการป้องกันตนที่ทำให้แรงขับเคลื่อนทางเพศ หรือ แรงกระตุ้นจากอารมณ์โมโห ย้ายไปสู่เป้าหมายที่เหมาะสม หรือเป้าหมายที่ปลอดภัยกว่า ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราโมโหใครซักคน เราก็ไประบายออกโดยการต่อยกำแพง ทุบโต๊ะ กระแทกหูโทรศัพท์ใส่ แทนที่จะไปทุบตี ดุด่าคนที่เราโกรธตรง ๆ เป็นต้นครับ Intellectualization (isolation) : เป็นการเลือกเฟ้นหาข้อมูลหรือเหตุผลที่เหมาะสม มาป้องกันการเผชิญหน้ากับความจริง เป็นกลไก ที่ใช้เหตุผลและปัญญามาบรรเทาทุกข์เป็นหลัก Intellectualization ต่างกับการหาเหตุผลร้อยแปดมาแก้ตัวอยู่นิดหน่อยตรงที่ว่า เหตุผลที่ยกมาอ้างนั้น มีความเป็นเหตุเป็นผล มีข้อเท็จจริง มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มากกว่า การอ้างไปข้าง ๆ คู ๆ ขออนุญาตยกตัวอย่างถึงคุณแก้ว ผู้แต่งหนังสือ เรื่อง แก้วไดอารี่ นะครับ (หนังสือ diary ของคุณแก้วเอง ที่คุณแก้วเริ่มเขียนเมื่อค้นพบว่าตัวเองติดเชื้อ HIV จากแฟน) เมื่อคุณแก้วค้นพบว่าตนเองเป็นโรคเอดส์ ก็รีบหาข้อมูลเกี่ยวกับโรค ผลข้างเคียง ข้อมูลของคนที่ป่วยแล้วแต่ยังมีชีวิตอยู่ ต่าง ๆ นา ๆ เพื่อมาบรรเทาความกังวลที่เกิดขึ้น เป็นต้น Projection : หรือการกล่าวโทษ projection นี้เป็นกระบวนการที่ถ้าเอ่ยขึ้นมาแล้ว ทุกคนคงเจอกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแน่ ๆ เพราะมันคือ การหาแพะรับบาปมาโยนความผิดให้นั่นเอง projection เป็นการโยนความรู้สึกที่เรารับไม่ได้ หรือความรู้สึกผิด หรือแม้กระทั่งอารมณ์ ขุ่นเคืองของเราไปที่ผู้อื่น เพื่อที่จะผ่อนคลายความกังวลกับความคิด ความรู้สึกนั้น ๆ การกล่าวโทษเป็นวิธีการระบายความรู้สึกเหล่านั้นออก โดยที่เราไม่ต้องการเก็บความรู้สึกนั้นไว้กับตัว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรารับราชการอยู่ในกรมที่ดิน แล้วบังเอิญว่ามีคนมาติดต่อขอดูข้อมูลลับ ของทางราชการที่ไม่สามารถเปิดเผยให้กับบุคคลภายนอกได้ แต่คนมาติดต่อกลับยื่นอามิสสินจ้างใต้โต๊ะให้เป็นการแลกเปลี่ยน การที่เราไป รับเงินใต้โต๊ะของเค้ามา แล้วพูดปลอบใจตัวเองว่า เราไม่ได้ผิดหรอก เราไม่ได้เรียกร้องอะไรนี่ คนมาติดต่อตะหากที่ผิด เค้าเป็นคนเสนอเงินให้เราเอง เราไม่ได้บังคับอะไรเค้าเลย กรณีแบบนี้ เรียกว่า เราได้ทำการป้องกันตนเองไปเรียบร้อยแล้วนะครับ Rationalization : อันนี้เค้าเรียกว่า ลูกอีช่างแถครับ ดูผิวเผินจะคล้าย ๆ กับ Intellectualization แต่ว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่ อันนี้จะออกแนว หาเหตุผลมาแถไปเรื่อย ๆ มากกว่า พบได้กับกรณีทั่วไปที่มักจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ระดับความรุนแรงต่ำ Rationalization จะเป็นการหาตรรกะ อะไรซักอย่างมาอ้าง เพื่อใช้ในการปรับความรู้สึกของเราไม่ให้รู้สึกย่ำแย่ลงไป ออกแนวปลอบใจตัวเอง เช่น เวลาที่เราซื้อมือถือใหม่มาซักเครื่องนึง หลังจากที่เราชื่นชมมันได้ไม่นานก็ค้นพบว่า เอ๊ะ ทำไมมือถือของเพื่อนมันดูดีกว่าเราหว่า แต่เราจะใช้เวลาอีกแค่เพียงอึดใจ ขุดเหตุผลขึ้นมา ปลอบใจได้ว่า เอาวะ อย่างน้อยมือถือของเรามันก็ .... และ .... และ .... ได้หล่ะวะ ดีกว่าของมันตั้งเยอะ Regression : การถดถอยของสภาวะทางจิต เป็นการหลอกตัวเองย้อนกลับไปในช่วงเวลาเริ่มต้น หรือช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากแรงกระตุ้นที่ไม่พึงปราถนา เป็นกลไกที่น่าเป็นห่วง เพราะถ้าเกิดอาการนี้หนัก ๆ อาจจะสามารถมีอาการป่วยทางจิตได้ เราอาจจะเคยเห็นผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตว่าจะนึกถึงแต่เรื่องในอดีต เฝ้าแต่พึงรำพันถึงเรื่องราวดี ๆ ก่อนที่จะเกิดสภาวะเลวร้ายเกินกว่าที่จะรับได้ เช่น พ่อแม่ที่สูญเสียบุตรไปโดยกระทันหัน แล้วก่อให้เกิดอาการ regression อย่างรุนแรงจนป่วยทางจิต หลอกตัวเองว่าลูกยังอยู่กับเรา อุ้มตุ๊กตาไว้คอยป้อนข้าวป้อนน้ำ ในกรณีที่เห็นได้ชัดและเบาลงมาหน่อย จะเป็นอาการเยียวยาจิตใจของผู้ที่เพิ่งจะอกหักมาใหม่ ๆ โดยการ นึกถึงเรื่องดี ๆ ในอดีตกับคนรัก เพราะไม่ต้องการจะรับรู้ถึงความเจ็บปวดในปัจจุบัน Regression นี้ยังสามารถพบในตัวเด็กที่ป่วยเรื้อรังอีกด้วย บางครั้งเราจะพบว่าเอ๊ะ ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้ป่วยเรื้อรังตลอดเวลา ทั้งนี้มีรายงานการวิจัยบ่งชี้ว่า ที่เป็นอย่างนั้น เพราะเด็กต้องการเป็นผู้ป่วยซะเอง ด้วยอารมณ์ที่คิดว่า เมื่อเขาป่วย พ่อแม่จะสนใจเค้า จะใส่ใจเค้า ถ้าหายป่วยก็จะไม่สนใจ เป็นการเรียกร้องความสนใจทางอ้อม เพื่อบรรเทาความกังวลว่าพ่อแม่จะไม่รัก ครั้นเมื่อแพทย์ทำการรักษาจนหายแล้ว แต่สภาพจิตใจของเด็ก ก็จะยังเป็นคนป่วยไปเรื่อย ๆ อยู่ดี Repression : เก็บกด ใช่แล้ว มันคือการเก็บกดครับ เป็นกระบวนการที่จิตใจจะพยายามปรามเอาความต้องการอันเร่าร้อนและแรงกระตุ้นอันลุ่มลึก (หยั่งกะคำโปรยใบปิดหนังโป๊เลย) ไว้ในใจ ความต้องการนั้นเป็นได้ทั้งความต้องการในเรื่องเพศ ความต้องการจะเอาชนะ ความไม่ต้องการที่จะแพ้ และอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นความต้องการที่จิตใจเรารู้ดีว่าไม่เหมาะสมที่จะแสดงออกมา โดยอาจจะถูกกรองจากจารีตประเพณี หรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี จิตใจเราพยายามที่จะสะกดความต้องการเหล่านั้น และพยายามที่จะกำจัดให้หลุดออกไปจากจิตใจ ไม่อยากนึกถึงมันอีก ไม่ต้องการที่จะรับรู้มันอีก แต่แท้จริงแล้วมันไม่ได้ถูกเขี่ยทิ้งไปไหนเลย มันแค่ถูกสะกดไว้ในจิตใต้สำนึกของเราเท่านั้น วันใดที่สติของเราขาดผึงไป (Critical Point) วันนั้นสิ่งที่ถูกกักเก็บไว้มานานก็จะระเบิดออกมา โดยมากแล้ว มักจะออกมาค่อนข้างรุนแรง และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างฉับพลัน เช่น หากเราโกรธแค้นเจ้านายเราที่ดุด่าว่ากล่าวเราทุกวัน ๆ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่เก็บไว้ในใจ เมื่อถึงวันวิกฤต เราอาจจะปล่อยออกมา ในรูปแบบของความรุนแรง กระโดดดร๊อปคิกเจ้านายได้ หรือพวกที่แอบรักเค้าข้างเดียวมานาน พอถึงจุดสติขาด ก็อาจจะบอกรักด้วยการ ตีหัวแล้วฉุดไปปล้ำเลยก็เป็นได้ เรื่องของ Repression นี้ ถ้าจะพูดกันจริง ๆ สามารถหยิบเอามาเขียนเป็นหนังสือได้อีกหลายเล่มเลยทีเดียว เพราะเป็นเรื่องเอกที่ เฮียฟรอยด์ของเราเค้าถนัดมาก เป็น 1 ในผลงานชิ้นโบแดงเลยก็ว่าได้ ใครที่เรียนรัฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ จิตวิทยา อักษรศาสตร์ อาจคุ้นหูบ้างเรื่องทารกที่จะหลงรักแม่ตัวเอง และคิดอิจฉาพ่อ จนเกิดเรื่องราวของ repression / ego / super-ego ขึ้นมา (ego นี่ใช่ ที่มันเป็นซอง ๆ ขายตาม 7-11 ป่ะ แล้ว super-ego คือ เร็วกว่า ego 10 เท่าป่ะ --> มั่ยจั๊ย !! นั่นมัน internet) Sublimation : เป็นการเปลี่ยนวิธีการแสดงออกทางอารมณ์หรือความรู้สึก จากการระบายออกในแง่ลบ ไปสู่ทิศทางที่เป็นสร้างสรรค์มากขึ้น โดยมากอารมณ์ที่ว่านี้มักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางเพศ ความรู้สึกผิดที่ผิดทางในเพศของตนเอง ความไม่พอใจเพศที่เป็นอยู่ เฮียฟรอยด์แกเชื่อว่า sublimation นี้ เป็นกลไกการป้องกันตัวที่สร้างสรรค์มากที่สุดในบรรดากลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่ เป็นกระบวนการที่แปลงเอาตัณหาราคะ ไปเป็นความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในสังคม ในเมื่อไม่มีทางออกที่เหมาะสมกับอารมณ์ประเภทนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีช่องทางระบายออกทางอื่น พูดมาถึงตรงนี้ คงจะนึกออกกันว่าตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคืออะไร หลายครั้งที่เราพบว่าเพื่อนกระเทยของเรา หรือเกย์ ตุ๊ด แต๋ว ทอม ดี้ ทั้งหลาย มีความสามารถที่โดดเด่นเป็นพิเศษ (ซึ่งความสามารถนี้ ฟรอยด์ได้ให้ความเห็นว่า มักจะหนักไปในเรื่อง Arts หรืองานศิลป์ทั้งหลาย) ศิลปินผู้โด่งดังระดับโลกหลายคนมีความผิดปรกติทางเพศ หลายคนเป็นเกย์ designer ออกแบบเสื้อผ้าที่เป็นกระเทย มักจะทำงานของตนเองได้ดี stylist แต่งหน้าที่ดัง ๆ เรียกผู้หญิงว่านังชะนี ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ ดร. เสรี วงษ์มณฑา ซึ่งท่านได้ให้ความคิดเห็นที่สอดคล้องกับทฤษฏีของฟรอยด์ ได้เป็นอย่างดี ดร. เสรี บอกว่า เกย์ส่วนใหญ่ในเมืองไทยไม่มีที่ไป ไม่มีจุดให้เค้ายืนในสังคม คนที่จะยืนหยัดอยู่ได้ จำเป็นจะต้องมีความรู้ความสามารถ ที๋โดนเด่นกว่าชายและหญิงทั่วไป จึงจะทำให้คนยอมรับนับถือ และเคารพในสิ่งที่พวกเค้าเป็นได้ Undoing : เป็นกลไกการหักล้างที่เอาไว้ลดทอนความรู้สึกไม่พึงพอใจหรือความคิดที่คุกคามตนเองลงไป เพื่อเป็นการเพิ่มความเคารพนับถือในตัวเอง หรือเพื่อลดความรู้สึกผิดในตัวเองลง โดยการทำในสิ่งตรงกันข้ามกับสาเหตุที่ก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจ/ความคิดคุกคามนั้น ๆ กลไกนี้สามารถใช้อธิบาย ความไม่สม่ำเสมอในบุคลิกของคน ๆ หนึ่งได้ด้วย เช่น เราจะพบว่าพ่อบ้านบางคน เมื่อเทียบตอนอยู่ในครอบครัวกับตอนอยู่กับเพื่อนฝูงแล้ว จะกลายเป็นคนละคน จากที่อยู่อย่างเงียบเชียบในบ้านก็กลายเป็นพูดมาก เฮฮาปาร์ตี้เมื่อกับเพื่อนนอกบ้าน เพื่อลดทอนความกดดันจากการถูก ภรรยาคุมความเป็นใหญ่ในบ้าน หรือคนที่ทำงานมีระเบียบมาก ๆ เวลาอยู่ในที่ทำงาน กลับกลายเป็นคนที่ไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิงเมื่ออยู่ที่บ้าน เป็นต้น Suppression : Suppression นั้นมีส่วนคล้ายคลึงกันกับ Repression อยู่อย่างมาก แต่จะต่างกันตรงที่ว่า Repression นั้น ทำโดย จิตใต้สำนึก อีกนัยนึงคือ ทำไปโดยไม่รู้ตัว แต่ suppression นั้น จะทำไปด้วยจิตสำนึก ด้วยความรู้ตัว เป็นความตั้งใจที่จะพยายามกำจัด แรงกระตุ้นที่ไม่ถึงประสงค์ให้ออกไปจากจิตใจ Humour (Comic Relief) : แปลเป็นไทยตรง ๆ ว่า "ทำเป็นตลกกลบเกลื่อน" นั่นเอง เป็นวิธีง่าย ๆ และพบเห็นได้ทั่วไป การแสร้งปล่อยมุกตลกทำให้ เราสามารถลดความกดดันในสภาวะตึงเครียดได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างของการกลบเกลี่ยน เห็นจะไม่ต้องยกตัวอย่างแล้วหล่ะครับ เพราะว่าพบเห็นกันได้บ่อยจริง ๆ ใครที่เนียนเก่ง ปล่อยมุกแล้วตลก ก็รอดไป แต่ไอ้พวกปล่อยมุกในตอนหน้าสิ่วหน้าขวานแล้วแป๊ก อันนี้เนี่ย Idealization : เป็นรูปแบบหนึ่งของ Denial ที่จะคอยบอกตัวเองว่าสิ่งต่าง ๆ นั้นมันช่างเลิศเลอเพอร์เฟคเสียนี่กระไร ทำไปเพื่อปิดกั้นความ รู้สึกในทางลบว่า แท้จริงแล้วมันไม่ได้ดีเลิศถึงขั้นนั้นเลย เช่น เมื่อเราซื้อรถมาซักคันหนึ่งแล้วค้นพบว่ามันมีข้อบกพร่องในหลาย ๆ จุด แต่เราก็ยังปิดกั้นตัวเอง ปฏิเสธข้อบกพร่องเหล่านั้น แต่จะคอยบอกตัวเองว่า รถที่ซื้อมานั้นสวยขนาดไหน ดีขนาดไหนแทน ################################################### ตัวอย่างที่ยกมานี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของทฤษฏีที่ซิกมันด์ ฟรอยด์ได้วางรากฐานเอาไว้ ยังมีอีกหลายข้อที่ไม่ได้นำมากล่าวถึงในนี้
แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนแต่เป็นการป้องกันตัวโดยสัญชาตญาณ เป็นการป้องกันกึ่งหลบหนี บางครั้งหลอกตัวเอง บางทีหนีความจริง คนอกหักส่วนใหญ่สภาพจิตใจจะอ่อนแอและปล่อยให้กลไกการป้องกันตัวเองทำงาน เพียงเพื่อต้องการจะหลุดพ้นจากจุดนั้นไป แท้จริงแล้ว ไม่มีทางที่เราจะหนีความเป็นจริงไปได้ ไม่ว่าเราจะอยากรับรู้มันหรือไม่ก็ตาม สิ่งใดที่เป็นจริง มันจะยังเป็นจริงอยู่เรื่อยไป เราอาจจะสร้างเกราะขึ้นมาป้องกันตัวเองได้ เมื่อพบว่าความจริงที่เจอนั้นมันทุกข์แสนสาหัส แต่วันใดที่เกราะเราอ่อนแอลง เกราะนั้นหายไป เราจะพบกับความทุกข์ที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่า เพราะเราจะได้รับรู้ว่าเราไม่ได้แข็งแรงขึ้น ไม่ได้ทนกับความทุกข์นั้นได้เลยแม้แต่นิดเดียว เราซื้อเวลา เราแค่สร้างเกราะเทียม ๆ ขึ้นมาป้องกันตัวเองเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้คนมองไปที่ความจริง มองไปที่เหตุ มองให้เห็นถึงแก่นแท้ของมัน พระพุทธเจ้าได้ให้เครื่องมือมนุษย์มา 3 อย่าง เพื่อใช้ต่อสู้กับความทุกข์ ต่อสู้กับสภาวะการณ์อันไม่พึงประสงค์ทั้งหลายในชีวิต ท่านให้ดวงตาที่ชื่อว่า "โยนิโสมนสิการ" เอาไว้ใช้มองสิ่งทั้งหลาย ด้วยความคิดพิจารณา สืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้น ๆ หรือปัญหานั้น ๆ ให้ดาบชื่อ "อริยสัจจ์ 4" ไว้ในมือขวา ให้โล่ชื่อ "ไตรลักษณ์" ไว้ในมือซ้าย ทำไมเล่าไปเล่ามา ถึงไปออกแนวพุทธศาสนาได้ แต่ไหน ๆ ก็เล่ามาถึงเรื่องคนอกหักแล้ว ก็อยากจะบอกคนอกหักทุกคนว่า ถึงอย่างไรชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เมื่อไม่มีอะไรสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เราจะทำอย่างไรกับสิ่งที่มันผ่านไป เราจะเก็บเอาสิ่งที่ผ่านไปมาทำให้ชีวิตข้างหน้ามืดมนลงทำไม จะครุ่นคิดถึงสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้วทำไม หรือเราเก็บความทรงจำที่ผ่านมาเป็นบทเรียน เก็บสิ่งดี ๆ เอาไว้เป็นเครื่องค้ำชูจิตใจไว้ เมื่อใดที่เราคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา เรื่องเหล่านั้นจะทำให้เราสดใส ทำให้เรายิ้มได้ ความรักมันก็เป็นแค่ส่วนนึงของชีวิต อย่าปล่อยให้มันกลืนทั้งชีวิต สิ่งที่เราทำได้ คือปัจจุบันเท่านั้น ตัวเราคือตัวเรา อย่าไปเสียดายกับสิ่งที่เคยเป็นของเรา อย่าไปเสียใจกับสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา ปีหน้าเรื่องอกหักนี้มันก้อเป็นแค่รอยแผลในชีวิตเรา 5 ปีข้างหน้ามันจะเป็นแค่เศษหินที่เราเคยเดินสะดุด 10 ปีข้างหน้า มันจะเป็นแค่เศษเสี้ยวฝุ่นในชีวิตเรา เราจะให้เศษฝุ่นมาหยุดชีวิตของเราเชียวหรือ ขอฝาก(เนื้อ)เพลงไว้ซักเพลง เผื่อว่าอาจจะช่วยให้ดีขึ้นได้บ้างนะครับ โชคดีทุกคนครับผม วันใหม่ - รัดเกล้า
ห้องที่ดูว่างเปล่า เธอก็ดูเงียบเหงา
จากแววตาเธอ คู่นั้นช่างดูเศร้า ฉันรู้เธอเป็นอะไร ในมือเธอถือรูปถ่าย หน้าต่างเธอปิดเอาไว้ จะเก็บความทรงจำ แค่นั้นก็คงง่าย แต่เก็บเวลาคงไม่ไหว *อย่าติดกับวันที่ดีเก่า ๆ อย่าอยู่กับความคุ้นเคยเก่า ๆ
อย่าให้วันคืนที่ดีเก่า ๆ มันทำร้าย **เปิดดวงใจของเธอค้นหา สิ่งที่เธอนั้นคอยไขว่คว้า
ให้เวลารักษา และพาให้พบ (กับวันใหม่) ออกไปดูข้างนอก และบอกตัวเองเอาไว้
สิ่งดี ๆ ในชีวิตนั้นต้องมีใหม่ ถ้าใจของเธอนั้นพร้อม * / **
วันคืนที่แสนดีนั้นก็ควรที่จะจดจำ
แต่รอคอยให้ย้อนคืน คงต้องเจอแต่ความเจ็บช้ำ ** / * / ** November 05 เราทำคนรักเสียใจ - คนรักทำเราเสียใจ : คุณจะเลือกแบบไหนเราทำคนรักเสียใจ - คนรักทำเราเสียใจ : คุณจะเลือกแบบไหน
นี่คือหัวข้อโพลที่เพิ่งตั้งไปใน msn เร็ว ๆ นี้ topic ของโพลก็คือ ถ้าต้องให้เลือกระหว่าง
เราเป็นคนทำให้คนที่เรารักเสียใจ/เศร้าใจ กับ ให้คนที่เรารักมาทำกับเราซะเอง จะเลือกแบบไหน โดยส่วนตัว ผมเองมีคำตอบกับคำถามนี้อยู่ในใจอยู่แล้ว แต่อยากรู้ว่าคนอื่น ๆ คิดอย่างไร
เลยสร้างสถานการณ์จำลองขึ้นมาสองกรณี แบ่งประเภทเป็นหนักและเบาอย่างนี้ 1. Case แรก
เราเป็นคนที่รักแฟนมากกก หวงมากสุด ๆ แต่แฟนเราเป็นคนชอบเที่ยวมากกกสุด ๆ เช่นกัน ต้องเที่ยวทุกอาทิตย์ ไม่ว่าจะกับเพื่อน กับเจ้านาย กับญาติ หรือกับเรา แต่เราไม่อยากให้เค้าไปเที่ยวเพราะเป็นห่วง และจะเสียใจมากทุก ๆ ครั้งที่เค้าหนีไปเที่ยว ตัวเลือกที่ 1 ::
สุดท้ายแฟนเราก้อหลอกเราว่าไปทำงาน เสร็จแล้วก้อหนีไปเที่ยว ทำให้เราเสียใจมาก ตัวเลือกที่ 2 ::
เรื่องเหมือนเดิมทุกประการแต่สลับตัวละครเล็กน้อย เป็นฝ่ายเราเองที่หลอกแฟนไปเที่ยว ทำให้แฟนเสียใจมาก 2. Case ที่สอง
ตัวเลือกที่ 1 ::
เราจับได้ลับ ๆ ว่าแฟนไปแอบมีกิ๊ก/เมียน้อย/ชู้ แต่ถามเท่าไหร่ คาดคั้นเท่าไหร่ก็ไม่ยอมพูดความจริง ทำให้เราร้องห่มร้องไห้ 7 วัน 7 คืน ตัวเลือกที่ 2 ::
แฟนเราจับได้ว่าเรามีกิ๊ก/เมียน้อย/ชู้ เราไม่ยอมรับแม้ว่าจะถูกคาดคั้นเท่าไหร่ก็ตาม ทำให้แฟนเราร้องห่มร้องไห้ 7 วัน 7 คืน โดยผมเริ่มจากให้ตอบว่าเลือกแบบไหนก่อน ระหว่างเราทำคนรัก กับคนรักทำเรา จากนั้น ก็จะยกทั้งสอง case ข้างบนมาให้เป็นตัวช่วยพิจารณาอีกที ผลปรากฏว่า น้อยคนที่จะเปลี่ยนคำตอบที่ได้ตอบไว้ในตอนแรก ส่วนใหญ่จะยืนพื้นตามความคิดเดิม แต่ละคนก็มีเหตุผลให้กับคำตอบของตัวเองต่าง ๆ กันไป จำนวนคนที่ทำการสำรวจคงจะมีไม่เยอะเท่า Abac Poll อะไรเทือกนั้นหรอกนะคร้าบ
ไม่งั้นคงไปเปิดสำนักโพลเองแล้ว เอาเป็นว่า มาดูผลเล่น ๆ ละกัน กลุ่มตัวอย่าง : ชายหญิงในวัยเจริญพันธุ์ / ฉกรรจ์ จำนวน 23 คน แบ่งเป็นชาย 13 คน หญิง 10 คน
ทั้งหมดล้วนมีอายุอยู่ในช่วง 22-28 ปี ผลการสำรวจทำเอาผมแปลกใจไปเล็กน้อย เมื่อพบว่า
คนเราส่วนใหญ่ เลือกที่จะเป็นผู้กระทำมากกว่าผู้ถูกกระทำ นั่นคือ เลือกเป็นฝ่ายที่จะ ทำความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับคนที่เรารักซะเอง มากกว่าที่จะยินดีรับผลในทางตรงกันข้าม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกความคิดเห็นล้วนแต่มีเหตุผลในตัวเอง ผมไม่ได้สรุปนะครับว่าอันไหนผิดถูก
แค่จะเอามาแสดงให้ดูว่า คนที่เค้าคิดแบบนี้ เค้าให้เหตุผลไว้ยังไงบ้าง มาดูกันเลยครับ ข้างล่างนี้ คือส่วนหนึ่งของเหตุผลที่แต่ละคนได้ให้ไว้ แต่คงนำมาแสดงได้ไม่หมดนะครับ เอาแค่เท่าที่พอเก็บ log ไว้ได้เท่านั้น ปล. ด้วยจรรยาบรรณของ... ของ ... ของกรูแล้ว จึงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลในส่วนที่เป็นชื่อได้
----------------------- นางสาว Y, 28 ปี, ธุรกิจส่วนตัว
- เลือกแบบแรกคับ ไม่ชอบเป็นคนเจ็บคับ - เจ็บมากพอแล้ว ขอเห็นแก่ตัวบ้าง - เพราะทำเค้าเจ็บ วันนึง หรือช่วงเวลานึง เราจะพยายามหาข้อแก้ตัวให้ตัวเอง - ถึงแม้ว่าจะรู้ว่า จริงๆ เราผิด แต่เราก็จะหาข้อมากลบเกลื่อน - แต่ไอ้ที่เค้าทำเราเจ็บเนี่ย มันโดนเต็มๆ - หาเหตุผลมาแก้ให้ยาก เพราะเราก็จะเข้าข้างตัวเองเหมือนเดิม - แล้วก็จะตอกย้ำให้ตัวเอง เจ็บมากขึ้น - แบบ.. เค้าทำเราเจ็บแค่ครั้งเดียว แต่เราดันเจ็บมันทุกวัน เพราะนึกได้ทุกวัน ##########
นางสาว J, 26 ปี, พนักงานบริษัทข้ามชาติชื่อดังย่านพระราม 4
- เลือก คนทำเราเสียจาย - เพราะว่าดีกว่าเราไปทำเค้า ก้อ จะได้รู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ให้เสียใจ - เป็นไง ฟังดูดีป่ะ - คนเรามันจะเสียใจมันขึ้นอยู่กะ perspective ของเราเอง - ถ้าเราไม่ยอมให้คนนั้นมามี effect ต่อความรู้สึก เราก้อไม่เสียใจ - ช่าย ดิ เค้ามีกิ๊ก เค้าผิด เรารู้เราเสียใจ ดีกว่าไปเสียใจตลอดชีวิต ##########
นาย R, 25 ปี, พนักงานบริษัท harddisk
- กูเลือก ทำให้คนรักเสียใจว่ะ - ก้อจริง ๆ กูโดนแฟนทำให้เสียใจบ่อยกว่าที่ผ่านมา - ไม่หรอก ที่โดนทิ้งเพราะทำเค้าเสียใจตะหาก - ก้อกูไ ม่ชอบให้ใครมาหักหลัง กูแค่นั้นแหละ - กูเลือก แบบที่กูหักหลังแฟนมากกว่า - เพราะเคสอันแรกนี่ ซีเรียส - ถ้าไม่ยอม เลือกแอบไปยุ่งกะคนอื่น กูก้อคงเลิกเลย ##########
นางสาว O, 25 ปี, พนักงานบริษัทเกาหลี
- เลือกทำคนรักเจ็บดิ ##########
นางสาว P, 26 ปี, นักกฏหมายมืออาชีพ
- ถ้าตูทำคนรักเสียใจ ตูจะสงสาร รู้สึกผิด - แต่ถ้าให้คนรักทำตูเสียใจ - ตูก็จะสงสารเค้าที่เค้าต้องรู้สึกผิด - สุดท้าย ตูก็ได้ข้อสรุปว่า - ถ้าเป็นกู กูคงอยากเลือกทำให้คนที่กูรักเสียใจมากกว่า เพราะว่า กูจะไม่เลือกทำให้คนที่กูรักเสียใจหวะ - หรืออย่างน้อยกูก็คอนโทรลได้ว่าจะระยำมากระยำน้อย - แต่ไอ้คนที่กูรักเนี่ย มันคงไม่รู้จักคอนโทรล พอมันทำกูเสียใจ มันก็ซึมเป็นหมาหงอยแน่ๆ - ถ้าเรารักใครซักคนมากๆ มันก็ต้องคิดเผื่อเค้าดิวะ - สำหรับเรา เป็นไง เด๋วมาบ่นให้เพื่อนฟังทีหลัง - กูไว้ใจตัวเองที่สุด - เพราะงั้น ปัญหาไรเกิดขึ้น กูชอบจบที่ตัวเอง - แล้วอย่างที่บอก กูรู้จัก...ดีว่า เวลามันทำผิด มันจะเฟลแค่ไหน ##########
นางสาว W, 25 ปี, อาจารย์
- กุไม่มีอำนาจแม้แต่จะเลือกว่าเอาอันไหน ##########
นาย P, 25 ปี, Freelance อิสระ
- กุไม่มีอำนาจแม้แต่จะเลือกว่าเอาอันไหน (ตอบเหมือนกับ นางสาว W ที่เป็นอาจารย์) ##########
นาย K, 25 ปี, ทำงานสถานทูต
- แบบสองแล้วกัน - บาปน้อยหน่อย - แบบแรกบาปหนา - คืองี้ คิดในแง่เห็นแก่ตัว - เราไปทำแล้วโดนจับได้ดีกว่า - เพราะอย่างน้อยเราได้ประโยชน์ - ถ้าแฟนทำแล้วเราจับได้ เสียผลประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งร่อง - แต่ถ้าคิดในแง่กรรม - เราทำ -> กรรมเกิดจากเรา ต้องไปใช้กรรมต่อ แบบไอ้จอม - เขาทำ -> ชดใช้กรรม หมดเวรหมดกรรมในชาตินี้ - ถ้ามองแง่นี้ อาจจะเลือกข้อสองแทน เพราะ safe กว่า - แต่ถ้าเอาผลประโยชน์ เลือกเราทำว่ะ - แต่ช่วงนี้กูอยู่ด้านโลกมืดบ่อยว่ะ กูเลือกข้อแรกแล้วกัน ##########
นาย B, 28 ปี, พนักงานบริษัทข้ามชาติชื่อดังย่านพระราม 4
- คนรักทำเราเสียใจว่ะ - อ้าวก็ไม่อยากทำร้ายใครถ้าต้องเลือก - ก็ให้เขามาทำร้ายเราล่ะกัน - อ้าว ทำร้ายคนอื่นทำไมอ่ะ - อืมๆ เลื่อก มีแฟนแล้วแฟนมีชู้แล้วกูเลิกกับแม่งเลยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย - ฮ่าๆ อ้าว ทางเลือกแม่งมีแต่ทางเลวนี่หว่า - ก็เลือกที่เลวน้อยสุด - แม่งมีชู้ก็หนีดิว่ะ - ฮ่าๆ - อืม ก็อยู่ที่ว่าเขาเคยผิดยัง - แล้วเพราะอะไรถึงพลาดไป - ถ้าเพราะเราไม่ดีแล้วไอ้คนใหม่มันแบบมาให้ในส่วนที่เรา ขาดก็ อาจจะให้อภัย ##########
นาย T, 26 ปี, พนักงานบริษัทข้ามชาติชื่อดังย่านพระราม 4
- คนรักทำเราเสียใจ - หนีที่ยวกูยอมให้ฟนหนีที่ยวดีก่า กูไม่ว่าถ้าค้ามีหตผล - แต่เคสสองเนี่ย แฟนมีชู้กูรับไม่ได้ - กูมีกิ๊กดีก่า ##########
นาย P, 24 ปี, พนักงานบริษัทข้ามชาติชื่อดังย่านพระราม 4
- เลือกให้คนรักทำเราเสียใจ เพราะว่า เคยทำให้คนรักเสียใจอย่างสุด ๆ โดยไม่ตั้งใจมาแล้ว - เลยรู้ดีว่า เวลาทำให้เค้าเสียใจเนี่ย เราเสียใจ และรู้สึกแย่มากแค่ไหน - เป็นคนยอมคนง่าย หายโกรธเร็วด้วยมั้ง - ถ้าโดนทำเอง คงหายได้เร็วกว่า คนที่เราไปทำเค้าอยู่แล้ว ##########
นางสาว P, 23 ปี, ธุรกิจส่วนตัว
- คือ อั๊วว่านะ..ถ้าเราเลือก..ก้อต้องเป็นทำคนรักเสียใจสิ.. - เพราะว่า ถ้า คนรักทำเราเสียใจ ..เราเป็นฝ่าย passive หนิ ##########
นางสาว T, 23 ปี, พนักงานบริษัทเอกชนย่านเพลินจิต
- มันคงขึ้นอยู่กะว่าเรื่องมันเแงไงมม้างงง - แล้วเรารักเค้าขนาดไหนด้วย - บอกแล้น ...ว่ามันขึ้นอยู่กับว่าเรื่องหนายยย - โอ้ ถ้าคิดแบบเห็นแก่ตัวเลยย ก้อเราไปมีกิ๊กดิ - คนปกติก้อน่าจะคิดงี้น้าาา - เรื่องนี้ทำใจลำบากกก - แต่บางมุม เราเสียใจเองจะดีกว่าา - ม่ะอ่ะ ...ว่าไงงๆ เผลอไปแล้ว มันก้อคอนโทรลม่ะด่ะแล้วหล่ะ - เรื่องของหัวใจ คอนโทนยากสุดๆ ##########
นาย M, 25 ปี, พนักงานบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในเมืองไทย
- ตูเลือกคนรักทำเราเจี๋ยจัยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ##########
นางสาว P, 28 ปี, พนักงานบริษัทข้ามชาติชื่อดังย่านพระราม 4
- เราทำคนรักเสียใจ <-- เอาอันนี้ดีกว่าอ่ะ - เรื่องไรให้เค้ามาทำให้เราเสียใจอ่ะ - ไม่อยากเป็นคนเจ็บแค้นอ่ะ ถ้าโดนคนรักทำเสียใจ - คือสงสารคนรัก กะ แค้นคนรัก - เลือกสงสารดีกว่าฟ่ะ - จะได้จำเรื่องดีๆไว้นานๆ - ทำคนรักเสียใจ -> สงสารคนรัก - ใช่แย้วนะ ##########
สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็ไม่ดีทั้งนั้นแหล่ะ ถนอมน้ำใจกันไว้ให้ดี ๆ ดีกว่าครับ
ปล. คนที่เลือกเป็นฝ่ายที่จะทำคนรักเสียใจ มักจะยังไม่มีแฟน
ปล. คนที่เลือกเป็นฝ่ายที่จะเสียใจซะเอง มักจะมีแฟนแล้ว และบางส่วนเคยทำให้แฟนเสียใจมาก ๆ มาก่อน
|
|
|